ตอนที่ 20 มังกรน้อยแห่งองค์ประมุขสวรรค์

ครั้นจินก้าวเข้าสู่ลานประลอง ฝ่ามือบนตักของข้ากำแน่นขึ้นอีกคราด้วความวิตก แม้เขาจะมีความมาดมั่นสักเพียงใด ข้าก็ยังอดห่วงพะวงมิได้

 

“จินแห่งพรรคแสงจันทร์ ประฝีมือกับเจ๋อตงแห่งพรรคตระกูลฮวา !”เสียงประกาศของผู้ดำเนินการผิงดังก้องสะท้อนทั่วลานประลอง

 

จินนับตนเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคแสงจันทร์ด้วยกระนั้นหรือ ? ข้าแอบดีใจอยู่ลึก ๆ ทว่า….ไยท่านอาจารย์อย่างข้ามิเห็นจะรู้เรื่องสักนิด ?

 

เมื่อการแนะนำตัวผู้เข้าประลองสิ้นสุดลง ทั้งจิน และเจ๋อตงต่างลุกขึ้นยืนอย่างองอาจ ข้าพบว่าพลังยุทธของเจ๋อตงผู้นี้อยู่เพียงระดับต้นของขั้นเทพเซียน เช่นนั้นการประลองครานี้จินย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ เคล็ดวิชามังกรน้อยขององค์ประมุขสวรรค์คือเคล็ดวิชาที่สูงส่งกว่าเคล็ดวิชาระดับสูง* เช่นนั้นข้าจึงรู้ได้ทันทีว่าจินจะสามารถพิชิตศึกในครานี้เพียงพริบตา ยามนี้ข้าเพียงอยากรู้ว่าเขาจะลงมือเช่นไรเท่านั้น

*เคล็ดวิชาไล่เรียงไปตามระดับ ระดับต่ำ,ระดับกลาง, ระดับสูง,ระดับตำนาน,ระดับสวรรค์

 

เจ๋อตงใช้กำลังภายในควบกลั่นอาวุธหอกที่อาบอายเพลิงแดงฉานขึ้นในมือ เงาสะท้อนบนปลายหอกเผยให้เห็นถึงความชิงชังที่กระทั่งตัวเขาก็ไม่ใส่ใจจะซ่อนเร้นผ่านออกมาทางแววตาคู่นั้น เหตุใดเขาจึงต้องเคียดแค้นถึงเพียงนั้นด้วยเล่า ? อ้อ ทั้งเต๋อเว่ย ทั้งจื่อซินต่างเป็นผู้กำชัยชนะในรอบวรยุทธพลังกำเนิด ทั้งอีกมินานก็จะถึงเวลาที่จะประกาศให้ทั่วหล้าได้รับรู้ว่าระหว่างพรรคทั้งสอง พรรคใดจะได้ครองชัยชนะอันดับหนึ่ง พรรคใดจักเป็นผู้คว้ารองอันดับสอง บางทีอาจเป็นเรื่องนี้กระมัง ? อา….ตระกูลฮวาคาดหวังจะเป็นผู้คว้าชัยอันดับต้นเท่านั้น นี่ข้าลืมไปเสียสนิท ! แย่จริง ๆ เทียว ! ข้าแอบหัวเราะคิกคักอยู่ในใจ

 

ทันทีที่จินเหยียดฝ่ามือขวาออก ประกายแสงสีเงินยวงพลันฟุ้งกระจายติดตามมาด้วย กำลังปราณภายในหล่อหลอมกำเนิดกระบี่ยาวที่ปรากฏริ้วรายสีเงินคล้ำตลอดทั้งตัวกระบี่จากด้ามถึงปลายประดุจสายหมอกจาง

 

เจ๋อตงเขวี้ยงหอกออกต่อสู้ ฉับพลัน อาวุธชิ้นนั้นก็แตกแยกออกเป็นสอง  อีกสองเริ่มแตกออกอีกครา และแตกแยกออกอีกครา กระทั่งทั่วลานประลองถูกเติมเต็มด้วยด้ามหอกไปเกือบครึ่ง อาวุธทั้งหมดเรียงตัวก่อเกิดรูปกำแพงกั้นระหว่างผู้ประลองทั้งสอง ไม่เหลือเว้นช่องว่างให้จินทะลวงผ่านได้อย่างปลอดภัย

 

หากทว่าจินกลับมิได้ตื่นตระหนก แขนข้างซ้ายยกขึ้น กระบี่ยาวสีเงินยวงอีกด้ามพลันปรากฏ ทันทีที่กำแพงหอกพุ่งโถมเข้าใส่ จินยกมือตวัดกระบี่ทั้งสองในมืออย่างคล่องแคล่วว่องไว หอกเปลวเพลิงสีแดงฉานที่ถาโถมเข้าใส่ในระยะห่างแค่เพียงก้าว ถูกหั่นขาดออกเป็นท่อน

 

การร่ายรำกระบี่ที่เหนือชั้นอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ ทำให้ฝูงชนทั่วลานประลองมิอาจส่งสุ้มเสียงใด เหตุเพราะทุกคนมัวแต่อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึงเมื่อได้เห็นวิชากระบี่อันสูงส่งอัศจรรย์ของจิน ภาพที่ปรากฏในยามนี้ช่างดูคล้ายเขากำลังสร้างเกราะกำบังสีเงินยวงขึ้นโอบล้อมรอบกาย  ทุกคนต่างพากันชะโงกยื่นหน้าหมายได้ชื่นชมฝีมืออันล้ำเลิศของผู้เข้าร่วมการประลองอย่างเต็มตา ข้าให้รู้สึกภูมิใจจนแน่นในอกเสียนี่กระไร

 

เมื่อพายุหอกที่ร้ายกาจทั้งหมดถูกตัดทำลาย จินจึงเริ่มใช้กระบี่ทั้งสองในมือวาดลวดลายเคล็ดวิชามังกรน้อยแห่งองค์ประมุขสวรรค์  เพียงมินานกระบี่ที่อยู่ในฝ่ามือทั้งสองของเขาก็เริ่มผสานร่างหลอมรวมเป็นมังกรเงินพุ่งทะยานขึ้นเสียดฟ้าเขย่าขวัญคนทั่วหล้า ผู้ชมทั้งหลายล้วนเปล่งเสียงอุทานส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวลั่นด้วยความอัศจรรย์ใจ  เคล็ดวิชาเช่นนี้มิเคยปรากฏมีในเมืองมนุษย์ ยามนี้ในอกข้าจึงยิ่งพองฟูด้วยความภาคภูมิใจ

 

“อันใด….นั่นมันอันใดกัน !” เจ๋อตงโอดครวญ ขณะเร่งรวบรวมเศษหอกที่ถูกบั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเกลื่อนพื้นเพื่อหล่อหลอมกำลังภายในขึ้นอีกครา หากทว่าน่าเสียดายยิ่ง ยังมิทันจะรวบรวมพลังยุทธเพียงพอจะเข้าปะทะสู้ เขาก็ถูกลูกเตะอหังการของมังกรฟ้าเสยกระเด็นหมดสติไปเสียก่อน ชัยชนะอยู่ในมือของผู้ใดล้วนเป็นที่ประจักษ์ชัด ผู้ชมทั้งหลายต่างรู้สึกผิดหวัง ทั้งข้าก็เห็นพ้องกับพวกเขา แท้จริงตระกูลฮวาอ่อนแอยิ่งนัก

 

 

“ผู้ชนะในรอบประลองครานี้ได้แก่….จินแห่งพรรคแสงจันทร์ !”

 

จินดูดกลืนมังกรเงินเข้าสู่ฝ่ามือของตน ก่อนจะหันมาโค้งศีรษะคารวะอย่างนอบน้อมให้ท่านผู้ชม และกลับไปยืนที่ด้านข้าง การประลองยังคงดำเนินไปขณะผู้พ่ายแพ้ถูกคัดออกไปเรื่อย ๆ จินสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้มาได้ทุกรอบการประลอง กระทั่งถึงรอบสุดท้าย รอบตัดสินผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวในการประลองกลุ่มยอดฝีมือขั้นพลังเทพเซียน คู่ต่อสู้ของจินในครานี้คือศิษย์อีกคนของพรรคตระกูลฮวาผู้มีนามว่าฉีหลาง

 

 

“ข้ารู้ไพ่ตายในมือของเจ้าแล้ว ข้ามิทำอันใดโง่เขลาอย่างแน่นอน ! และครานี้ข้าจะทวงแค้นให้แก่เจ๋อตง พี่น้องพรรคข้า ! ข้าจะปลิดชีพเจ้าเสีย !” การประลองในครานี้ไม่อนุญาตให้ลงมือห้ำหั่นกันถึงชีวิต ทว่าหากเกิดอุบัติเหตุ (หรืออาจดูคล้ายเป็นเช่นนั้น) ย่อมเป็นเรื่องสุดวิสัย ทว่าการประกาศกร้าวออกมาเช่นนี้ย่อมทำให้เขามิอาจเลี่ยงหลบความผิดที่รั้งรออยู่เบื้องหน้าได้ ใบหน้าของฉีหลางซีดเผือดทันทีที่นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้

 

เมื่อฉีหลางมัวแต่ยืนหวั่นวิตกอยู่กลางลานประลองจึงมิทันรู้ตัวเลยว่า ยามนี้จินได้ปลดปล่อยมังกรขาวออกมาทางด้านหลัง และพร้อมจะพิชิตคู่ต่อสู้เบื้องหน้าด้วยกระบวนท่าเดียว

 

“ข้า……เพียงพลั้งปาก !” ฉีหลางรีบประกาศแจ้ง ก่อนศีรษะของเขาจะทิ่มโหม่งพื้น มังกรลำตัวเรียวยาวพาดตัวลงเลื้อยผ่านอย่างอ้อยอิ่งบนร่างไร้สติของเขา

…..

 

เฮ้อ ! อีกชุดการประลองที่น่าหน่าย

 

ชัยชนะในครานี้ได้มาง่ายดายเกินไป กระทั่งทำให้ข้ารู้สึกผิดหวัง

 

รอบการประลองคราแรกของจินยังตื่นเต้นมากกว่านี้นับสิบเท่า ทั้งที่นี่คือรอบชิงชนะเลิศ หากทว่าฉีหลางกลับมัวพูดพล่ามเพ้อเจ้อไร้สมอง กระทั่งเป็นเหตุให้ถูกโจมตี จนต้องพบกับความแพ้พ่าย !  เฮ้อ ! เป็นความผิดของเขาเองที่มัวยืนหน้าโง่เซ่อซ่า กระทั่งการประลองเริ่มต้น เดิมทีข้ายังคิดว่า คงมีข้าเพียงผู้เดียวที่มีความคิดเช่นนี้ ทว่าคล้ายเหล่าขุนนางตระกูลผู้ดีทั้งหลายต่างก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน เสียงพูดคุยสนทนากันของพวกเขาลอยมาเข้าหูข้า

 

“เด็กฉีหลางผู้นั้นช่างน่าผิดหวังนัก !”

 

“ข้าหมดความชื่นชมในตระกูลฮวาสิ้นแล้ว ไยพวกเขาจึงส่งศิษย์ไม่ได้ความเช่นนั้น เข้าร่วมการประลองเล่า !”

 

“นั่นเป็นเพราะพรรคแสงจันทร์มีวรยุทธสูงส่งต่างหาก เจ้าคงมิอยากเชื่อ”

 

“เจ้าพวกชาวบ้านสวะกลุ่มนั้นต้องล่วงรู้เคล็ดลับบางอย่างแน่นอน !”

 

“เรื่องเช่นนี้ยากจะทำใจเชื่อ ทว่ายามนี้พวกเราต่างตระหนักแล้วว่า พวกมันหาใช่เศษสวะที่ไร้ค่าอีกต่อไป”

 

ข้าดีใจที่สามารถเปลี่ยนมุมมองความคิดต่อสามัญชนของพวกเขาได้ หากทว่าผู้ชมส่วนใหญ่ยังคงปักใจว่าชัยชนะในครานี้เป็นเพียงความโชคดีของจินเท่านั้น จากถ้อยคำที่พวกเขาพากันกล่าวย้ำว่าตระกูลฮวาส่งศิษย์วรยุทธต่ำเตี้ยเข้าร่วมการประลอง ไม่ว่าพวกเขาจะงัดเหตุผลใดออกคัดง้าง ทั้งหมดทั้งมวลย่อมถูกหักล้างด้วยการประลองในรอบชิงชนะเลิศของผู้ฝึกยุทธขั้นพลังกำเนิด จื่อซิน และเต๋อเว่ยต่างประลองฝีมือสู้กับพรรคต่าง ๆ ทั้งคู่สามารถคว้าชัยเหนือคู่แข่งมาได้ตลอด กระทั่งยามนี้พวกเขาต้องชิงชัยตำแหน่งผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว

 

“เมื่อในที่นี้ข้ามีอาวุโสกว่า เช่นนั้นข้าควรได้ครองอันดับหนึ่ง” จื่อซินกล่าวขึ้น ขณะยืนประจันหน้ากับเต๋อเว่ย

 

“ได้สิ มิมีปัญหา” เต๋อเว่ยตอบพลางขยับปิดเปลือกตาของตนลง

 

ผู้รอชมการประลองทุกท่านต่างนึกฉงนว่า พวกเขาจะทำเช่นไร ทุกคนล้วนประจักษ์ชัดในความเก่งกล้าของทั้งคู่ ทั้งยังตื่นตาตื่นใจที่จะได้เห็นสองยอดฝีมือขั้นพลังกำเนิดประพลังยุทธชิงชัยกันเองในรอบนี้

 

จื่อซินขยับเข้าหาเต๋อเว่ย ผู้ชมทั่วลานประลองแทบหยุดหายใจ บางทีพวกเขาอาจได้ชมวรยุทธขั้นสูงที่ไม่เคยพบเห็นในที่ใด ? ทว่าไยเต๋อเว่ยจึงยังคงหลับตานิ่งสนิทไม่ไหวติง ? ทันทีที่เสียง ‘เพี้ยะ !’ ดังก้องสะท้อน ทุกสายตากลับต้องตื่นตกใจ เมื่อเห็นรอยฝ่ามือแดงฉานบนแก้มข้างซ้ายของเต๋อเว่ย

 

“โอ๊ย !” เต๋อเว่ยโอดครวญ ขณะเดียวกันร่างของเขาก็ทรุดร่วงลงทีละน้อยอย่างตั้งใจ ก่อนจะลงไปนอนท่าสวยนาบแผ่นพื้น

 

“ข้าชนะแล้ว” จื่อซินชูกำปั้นขึ้นฟ้า ทว่าทั่วลานประลองกลับเงียบกริบราวป่าช้า

 

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อัศจรรย์จนเกินคาด ทั้งการประลองชุดนี้ยังเป็นชุดปิดท้ายอีกด้วย ทว่าเอ๋ ! เดี๋ยวนะ เช่นนี้ก็ได้ด้วยกระนั้นหรือ ? เจ้าศิษย์โง่ของข้ามันบรมโง่กันยกชุดเสียจริง ๆ !

 

“เอ่อ….อ่า….” ผู้ดำเนินการผิงมิรู้จะกล่าวเช่นไร เมื่อตัวเขาเองในยามนี้ก็งงงันมิต่างอันใดกับเหล่าท่านผู้ชมทั่วลานประลอง เขาแหงนเงยหน้าขึ้นมององค์ฮ่องเต้ ด้วยหมายจะรอดูท่าทีความคิดอ่านของผู้ยิ่งใหญ่แห่งแว่นแคว้น

 

เมื่อฮ่องเต้มัวกำลังสาละวนอยู่กับการพะเน้าพะนอพระสนมของตน จะยังมีแก่ใจใส่ใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในลานประลองอีกกระนั้นหรือ พระองค์เพียงยกพระหัตถ์อวบอูมขึ้นโบกปัดส่งไปอย่างคร้านจะสนใจทั้งยังติดจะหงุดหงิดที่ถูกรบกวนช่วงเวลาหาความสำราญ

 

ผู้ประกาศผิงเหงื่อตก เขากระแอมในลำคอก่อนจะประกาศก้องให้รู้โดยทั่วกัน “ผู้ที่สามารถครองชัยชนะในการประลองวรยุทธขั้นพลังกำเนิดครานี้คือ จื่อซินแห่งพรรคแสงจันทร์ !”

 

ต้าเหรินหันมององค์ฮ่องเต้ผู้ยังคอยพะเน้าพะนอพระสนมองค์โปรดด้วยสีหน้ารังเกียจ ก่อนจะหันกลับมาเจรจากับข้า “หากบิดามารดาของเจ้าแสดงความรักอย่างออกนอกหน้าในที่สาธารณะ ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายเช่นนี้ เจ้าจะมิรำคาญสายตาเลยกระนั้นหรือ ?”

 

ข้ายังจดจำท่านพ่อท่านแม่ผู้อยู่บนสรวงสวรรค์ได้ว่าก่อนท่านทั้งคู่จะหย่าร้างกันนั้น ท่านทั้งสองก็มักชอบแสดงความรักอย่างออกนอกหน้า จนข้ารู้สึกคลื่นเหียน กระทั่งต้องปลีกตัวหนีออกมาทุกคราไป ยิ่งหากต้องอยู่ในห้องที่มีเพียงพวกท่านทั้งสองมิมีผู้อื่นใดอยู่ร่วม นั่นยิ่งทำให้ข้าหนาวสะท้าน

 

 

“ข้าก็รู้สึกเช่นกัน” ข้าตอบคอตก

 

“ผู้ที่ชนะการประลองในครานี้จะได้รับรางวัลพระราชทานจากพระหัตถ์แห่งองค์ฮ่องเต้ ! ขอเชิญท่านผู้ชนะขึ้นมารับพระราชทานรางวัลจากฝ่าบาทได้แล้ว !”

 

ผู้ดำเนินการผิงเดินนำจิน และจื่อซินขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ ทั้งคู่จักต้องโขกศีรษะคารวะตามธรรมเนียมพิธีการ

 

ยามนี้องค์ฮ่องเต้ละอ้อมพาหาออกจากสตรีของตน  และก้าวเหยียบย่างลงบนผืนพรมทางเดินที่ลาดสู่บัลลังก์ทองเหนือเวที พระองค์จับจ้องจื่อซิน และจินผู้คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าพึงพอใจ

 

“เป็นพวกเจ้าทั้งสองนี่เองที่ได้รับชัยในการประลองครานี้” สุรเสียงผู้ทรงอำนาจเอ่ยกล่าว เอ่อ….ที่กล่าวออกมานี้ก็แค่แสร้งแสดงวาทศิลป์เช่นนั้นใช่หรือไม่ ? เห็นได้ชัดว่าตลอดช่วงเวลาการประลอง จิตใจของเขาหาได้อยู่กับเนื้อกับตัวไม่ เหตุเพราะมัวพินอบพิเทาสตรียอดดวงใจของตนตลอดเวลา

 

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” จื่อซิน และจินต่างก็รับคำอย่างพร้อมเพรียง เมื่อผู้เป็นใหญ่ยกมือเป็นนัยอนุญาตให้กล่าวคำ

 

“พวกเจ้าทั้งคู่จะได้รับเงินรางวัลเป็นจำนวน 1,000 เหรียญหยก* ทั้งเราจะแต่งตั้งตำแหน่งยศอันเป็นที่เคารพสูงสุดเพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเจ้า”

*100 เหรียญทองแดง มีค่าเท่ากับ 1 เหรียญเงิน
10 เหรียญเงินมีค่าเท่ากับ 1 เหรียญทอง
1,000 เหรียญทอง เท่ากับ 1 เหรียญหยก

 

เป็นที่เคารพบั้นท้ายข้าน่ะสิ !

องค์ประมุขเว้นช่วงเล็กน้อย คล้ายจะอาศัยความเงียบช่วยดึงดูดความคาดหวังของอีกฝ่ายให้เร้าอารมณ์ยิ่งขึ้น

 

“เราจะแต่งตั้งพวกเจ้าทั้งสองให้ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพอันดับหนึ่ง และอันดับสองแห่งทัพหลวง !” เขายกมือขึ้นพร้อมเสียงโห่ร้องของฝูงชนที่ระเบิดกึกก้องสะท้อนไปทั่วทั้งลานประลอง

 

จื่อซิน และจินโขกศีรษะคารวะอีกคราพร้อมเสียงตอบรับที่ลอกเลียนกันมาในทุกยุคทุกสมัย “ขอบพระทัยฝ่าบาท ! ขอจงทรงพระเจิรญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี !”

 

สองคิ้วของข้าขมวดมุ่น ข้ารู้ว่าจินเป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่งที่รำลึกมิได้ว่าตัวเขาคือเทพแห่งสงครามผู้องอาจเกรียงไกร ทว่าข้านั่งมิติดจริง ๆ เมื่อต้องเห็นเขาก้มลงคุกเข่าโขกศีรษะอย่างพินอบพิเทาให้บุรุษไร้สมองเหนือบัลลังก์ผู้นั้น ในฐานะเทพแห่งสงคราม การกระทำเยี่ยงนี้นับได้ว่าหมิ่นเกียรติ ข้าจำต้องคอยย้ำเตือนตนเองอยู่เสมอว่าจินในยามนี้เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งที่มิอาจจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ การล่วงเกินองค์ฮ่องเต้ย่อมเป็นเหตุให้ศีรษะคนผู้นั้นหลุดออกจากบ่า จินย่อมมิต้องการให้เกิดเหตุเช่นนั้นทั้งกับตนเอง ทั้งกับผู้อื่นอย่างแน่นอน

 

กว่าการประลองจะสิ้นสุดลงท้องฟ้าก็เริ่มมืดมิด ประทีปถูกจุดขึ้นประดับความสว่างไสวไปทั่วทั้งลานประลอง ฝูงชนเริ่มกรูกันออกทางประตูราวระลอกคลื่น ขณะข้ายังคงนั่งติดที่ด้วยเกรงจะถูกคลื่นมหาชนกลืนกิน

 

“ข้าจำต้องไปแล้ว” ต้าเหรินกล่าวเสียงละห้อย

 

“ได้” คำตอบชัดถ้อยชัดคำไร้ความรู้สึก ไร้ซึ่งอารมณ์

 

“เจ้าควรแสดงท่าทีอาลัยกว่านี้อีกสักเล็กน้อย เข้าใจหรือไม่ ?” เสียงฮึดฮัดจากต้าเหริน

 

ข้ารีบปรับเปลี่ยนสีหน้าให้โศกสลดลงทันที อีกฝ่ายหัวเราะหึหึในลำคอ “แล้วเจอกันในอีกสองปีให้หลัง”

 

“เจ้าก็ได้พบเจอข้าก่อนเวลาอันควรแล้วนี่” ข้ายอกย้อน “เช่นนี้มิสมควรถือเป็นโมฆะกระนั้นหรือ ?”

 

“มิได้ นี่ถือเป็นโอกาสพิเศษ” เขาขยิบตาส่งให้ข้า ก่อนจะสาวเท้าก้าวยาวตรงไปยังตำแหน่งที่ประทับของบรรดาเชื้อพระวงศ์ ข้ามิใคร่เข้าใจความหมายของเขาสักเท่าไร ทั้งยังถือว่าวาจาทั้งหมดก็แค่เพียงลมปากคนวิกลจริต องค์ชายรองผู้นี้ไม่มีดีที่ใดอย่างแท้จริง

 

 

***จบตอน มังกรน้อยแห่งองค์ประมุขสวรรค์***

Novel
Novel
Novel