ตอนที่ 21 หิมะ

สองปีฝ่านไปเพียงพริบตา ข้าสาละวนอยู่กับการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เหล่าศิษย์ในพรรคแสงจันทร์ ขณะที่จินก็ยุ่งกับภาระหน้าที่ในกองทัพ กิตติศัพท์ของเขาเลื่องลือไปทั่วเมืองในฐานะวีรบุรุษผู้กล้าที่มิทิ้งสหายไว้เบื้องหลัง และทุกคราที่เขาได้รับมอบหมายให้ไปปราบกบฏต่างเมือง จินจะต้องมั่นใจว่าเมืองนั้น ๆ จะมิได้รับผลกระทบหลังภัยสงคราม

 

เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ทัพทหารจะทำการปล้นสะดม สังหาร ขืนบังคับใจหญิงสาวสร้างความเสียหายช่วงชิงทรัพย์สินอย่างเต็มที่เมื่อได้รับชัยชนะในศึกสงคราม หากทว่าจินไม่อนุญาตให้ทัพของตนกระทำเรื่องดังกล่าว กลับตรงกันข้าม เขาจะให้การช่วยเหลือชาวบ้านในเมืองนั้นนั้น มอบยารักษาโรครวมถึงอาหารการกินที่เกินความจำเป็นสำหรับกองทัพ เขาจะต้องมั่นใจอย่างที่สุดว่าตนได้ลงมือสังหารผู้ก่อการกบฏเป็นจำนวนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งจะลงมือเพียงเมื่อมีเหตุจำเป็นอย่างแท้จริงเท่านั้น นับแต่เขาฝึกยุทธถึงขั้นสูงสุดพลังปราณเซียน เพียงชั่วระยะเวลาแค่สองปีก็ไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดฝันจะตอบโต้ชิงชัยกับเขาอีก เหตุเพราะพลังยุทธของเขาในยามนี้ย่อมสามารถบดขยี้ผู้ฝึกยุทธขั้นพลังกำเนิดที่มีมากมายในทัพหลวงได้นับโหล

 

พลังยุทธของจินสูงส่งกว่าแม่ทัพผู้บังคับบัญชาซี่งทำตัวเกียจคร้านไร้สาระมาเนิ่นนานหลายปี เพียงเมื่อแม่ทัพล่วงรู้ถึงความสามารถของจิน และจื่อซิน เขาก็โยนภาระหน้าที่บัญชาการทัพทั้งหมดให้คนทั้งสอง ด้วยแม่ทัพผู้นั้นชื่นชอบการซบอิงแอบเนินอกบึ้มของบรรดาสาวงาม พลางร่ำสุราให้เมามายมิได้สติในหอโคมเขียวมากกว่าคอยตรวจตรางานทัพ เหล่าขุนนาง และขุนทัพทั้งหลายล้วนโง่เขลาเบาปัญญาอย่างแท้จริง ข้าจึงอดมิได้ที่จะนึกห่วงจิน และจื่อซิน ข้าตระหนักดีว่าพวกเขาทั้งคู่ต่างทุ่มเทกำลังความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อบ้านเมือง ทั้งเหล่าศิษย์ทั้งหลายของข้าล้วนมองพวกเขาทั้งคู่เสมือนวีรบุรุษที่ทุกคนหมายเจริญรอยตาม

 

ในวันนี้ ฝนหิมะโปรยปราย ข้านึกสงสัยเหลือเกินว่าจินจะกลับมาเยี่ยมข้าเมื่อไร ข้าไม่เห็นหน้าเขามานานหลายเดือนแล้ว ให้คิดถึงสายตาอันแสนอบอุ่นคู่นั้นเจียนจะขาดใจ สองปีมานี้ข้าได้เห็นหน้าเขาแค่เพียงสามคราเท่านั้น  

 

น่าอนาถจิตเสียเหลือเกิน แม้นึกอยากไปเยี่ยมเยียนเขาบ้าง ทว่าคงมิเหมาะสมที่สุภาพสตรีจะแทรกกายเข้าไปในกองทัพที่เหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นบุรุษ (ทว่าจิน และจื่อซินนับว่าถูกยกเว้น เพราะข้าค่อนข้างจะลำเอียง)

 

อีกหนึ่งปี จินก็จะกลายเป็นหนุ่มน้อยวัย 18 เขายังพร่ำบอกข้าว่าเขาจะกลับมาตบแต่งข้าในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ข้าตื่นเต้นเหลือเกิน ข้าไม่เคยได้ยินคำรักเอ่ยจากปากของเขา ทั้งข้าก็มิเคยบอกรักเขาเช่นกัน…… ทว่า….. เท่าที่ประจักษ์ย่อมชัดเจนเพียงพอแล้วมิใช่หรือ ? คำกล่าวเพียงวาจาจะมีค่าอันใด ?

 

ข้าทอดถอนใจขณะเกล็ดหิมะร่วงหล่นโปรยลงสู่อุ้งมือ

 

“นายท่าน” ซือหลานส่งเสียงฟืดฟาดขณะพยายามขุดฝังร่างปุกปุยกับอาภรณ์ของข้า “หนาวจริง นายท่านมิเข้าไปในอาคารหรือขอรับ ? เหล่าศิษย์ทั้งหลายล้วนกำลังรอนายท่านอยู่ด้านในนะขอรับ”

 

ข้าเงยหน้ามองผ่านปุยหิมะ และเห็นเหล่าศิษย์ตัวน้อยพากันวิ่งซอยเท้าขนาดกระจ้อยร่อยพลางแบกผ้าห่ม ยกน้ำชาเข้ามาหา

 

“ท่านเจ้าสำนัก ! โปรดรักษาสุขภาพด้วยขอรับ !” ความห่วงใยของพวกเขาจุดความอบอุ่นในหัวใจข้า

 

ข้าซุกแขนใต้ผืนผ้าที่เหล่าศิษย์มอบให้ ซือหลานปีนขึ้นมายืนบนไหล่ หัวมันน้อยทั้งหลายต่างห่มห่อตัวด้วยผืนผ้าห่มพลางส่งเสียงอืออาด้วยความสุขใจเช่นกัน

 

“ท่านเจ้าสำนัก ! โปรดชี้แนะวิชามังกรเหินให้พวกเราด้วยเถิดขอรับ !”

 

“ท่านเจ้าสำนัก ! โปรดถ่ายทอดวิชา ‘หลานสาวองค์ประมุขสวรรค์ผู้ชอบทำตัวเป็นหัวขโมย’ ให้ด้วยเถิดขอรับ !”

 

เดี๋ยว…. กระไรนะ ? ข้าเผลอเผยนามเคล็ดวิชาโง่เง่าเช่นนั้นออกไปตั้งแต่เมื่อไรนี่ ?

 

“ท่านเจ้าสำนัก ! โปรดชมข้าแสดงเคล็ดวิชาที่ท่านถ่ายทอดให้ด้วยขอรับ !”

 

“ท่านเจ้าสำนัก ! ชมข้าด้วย ! ชมข้าด้วย !” หัวมันตัวน้อยทั้งหลายต่างพากันกระโดดโลดเต้นท่ามกลางกองหิมะ

 

“มิได้ ชมข้าก่อน !”

 

“ข้า ข้า ข้าด้วย !”

 

ต่างผลักกันไปมาเพื่อยื้อแย่งจะเข้าใกล้ชิดข้าเป็นคนแรกกระทั่งการต่อสู้ยื้อแย่งเริ่มปะทุขึ้น

 

ศิษย์ตัวน้อยของข้าแย่งกันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนข้าปวดหัว ซือหลานจะกระโจนออกจากอ้อมแขนข้า เพื่อควบคุมการจราจลของกลุ่มหัวมันน้อย หากแต่กลับถูกข้าคว้าขนขาวปุกปุยดึงเข้ามากอดไว้เสียก่อน

 

“ต้องขออภัยท่านเทพธิดาเจ้าสำนักเป็นอย่างยิ่งขอรับ” เต๋อเว่ยเข้ามากล่าวคำขออภัยแทนศิษย์น้องชายหญิงทั้งหลาย ข้ามอบหมายหน้าที่ให้เขาเป็นพี่ใหญ่คอยดูแลบรรดาศิษย์ตัวน้อย ทั้งเต๋อเว่ยก็เป็นคนรักเด็ก เช่นนั้นเขาจึงทำหน้าที่พี่ใหญ่แห่งทัพหัวมันน้อยได้อย่างดีเยี่ยม

 

สองปีมานี้ บรรดาศิษย์ของข้าเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก กระทั่งข้าคร้านจะนั่งนับ ทั้งหมดทั้งมวลที่ข้ารู้นั้นคือ ศิษย์หน้าใหม่หลายคนล้วนเป็นผู้เดินทางมาจากเมืองไกล พวกเขาต่างอยากเข้าร่วมสำนักหลังพรรคแสงจันทร์ได้ประกาศความเกรียงไกรผ่านการประลองบัวเหินหาวคราก่อน ข้าดีใจที่ชื่อเสียงของพรรคขจรขจายไปไกลถึงต่างแดน และนับแต่จิน และจื่อซินได้เข้าร่วมทัพหลวง มุมมองที่บรรดาขุนนาง และเหล่าผู้ดีตระกูลสูงทั้งหลายมีต่อสามัญชนล้วยแปรเปลี่ยนไปจากเดิม

 

ก่อนหน้าคงมีเพียงศิษย์ที่มาจากตระกูลดังเท่านั้นจึงจะมีโอกาสเข้าร่วมทัพหลวง สร้างความดีความชอบต่อหน้าเบื้องพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ และเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ล้วนตระหนักดีว่าการเข้าร่วมทัพหลวงย่อมหมายถึงการย่างก้าวเข้าสู่ความตายในทุกขณะ เช่นนั้นตระกูลทั้งหลายจึงมักส่งบุตรชายหรือศิษย์ผู้ต่ำต้อยที่สุดเข้าร่วม ด้วยหมายจะปกป้องผู้มีความสำคัญไว้กับตระกูล

 

ทว่านับแต่จินถ่ายทอดกลเม็ดเล็กน้อยในการฝึกยุทธให้แก่ผู้ใต้บัญชาของตน เหล่าทัพทั้งหลายก็สามารถพลิกผันแปรเปลี่ยนอย่างมหาศาลภายใต้การนำของเขา เหล่าทหารต่างให้สัตย์ปฏิญาณจะติดตามจินไปตราบชีวิตจะหาไม่ กระทั่งบรรดาขุนนางยังกระเหี้ยนกระหือรือส่งคนในตระกูลของตนไปรับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาต่าง ๆ จากจิน สามัญชนที่พวกเขาเคยกล่าวว่าเป็นเพียงเศษสวะที่ไร้ค่า ข้อผูกมัดร่วมกันเริ่มก่อตัวขึ้น และนับเป็นก้าวแรกแห่งมิตรภาพที่ข้าหวังให้แผ่กระจายไปถึงเหล่าบรรดาตระกูลที่เหลือ

 

มุมมองจากคนนอกย่อมกระจ่างชัดว่า ยามนี้สามัญชนกลับกลายเป็นผู้ครองอำนาจเหนือเหล่าขุนนางทั้งหลาย นับแต่สิ้นสุดการแข่งขันบัวเหินหาว เหล่าตระกูลใหญ่ตั้งหลายต่างตระหนักในความจริงข้อนี้ เพียงแสร้งทำตาบอดหูหนวกมิรับรู้เรื่องใดเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนไว้ ทว่าพวกเขามิอาจรังแกชาวบ้านผู้สามัญเหล่านี้ได้อีกต่อไป เพราะหากพวกเขากล้าลงมือ จะมิใช่แค่เพียงหนึ่ง หากทว่าย่อมหมายถึงบรรดาศิษย์ทั้งหลายแห่งพรรคแสงจันทร์จะรวมกำลังกันบดขยี้ให้ถึงเรือน เพื่อล้างแค้นให้เพื่อนร่วมสำนัก

 

ยามนี้บรรดาขุนนาง และชนชั้นสูงต่างมิกล้าเอาชาวบ้านทั้งหลายมาล้อเล่นอีก ในเมืองเกิดสันติสุข เมื่อผู้คนที่แตกต่างระดับชนชั้นยอมมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันโดยไร้อคติ ทั้งสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่ายามนี้ในตัวเมือง กระทั่งช่างตัดเย็บอาภรณ์ธรรมดาสามัญก็ยังมีพลังยุทธถึงระดับกลางของพลังขั้นกำเนิด ยามนี้มิมีผู้ใดสามารถหยั่งถึงพลังที่แท้จริงของสามัญชนทั้งหลาย เพียงสิ่งเดียวที่อาจสามารถหลบเลี่ยงหายนะอันจะบังเกิดแก่ตนได้นั้น คือความระมัดระวังอย่าคิดผลีผลามล่วงเกิน

 

แน่นอนย่อมมีศิษย์บางส่วนของข้าที่เริ่มเหิมเกริมคิดสร้างข้อพิพาทกับเหล่าขุนนาง ข้าจึงตำหนิกลุ่มป่วนจอมสร้างปัญหาเสียยกใหญ่ ทั้งยังรีบจัดบทลงโทษก่อนที่พวกเขาจะลงมือวางเพลิงเรือนขุนนางผู้หนึ่ง นอกจากนี้ข้ายังคิดจะขับคนกลุ่มนี้ออกจากการเป็นศิษย์ในพรรคอีกด้วย

 

พวกเขาพากันร่ำไห้กอดแข้งขาข้าจนแทบขยับเขยื้อนมิได้  หยาดน้ำตารินไหลพรั่งพรูท่วมดวงหน้าปิ่มว่าจะขาดใจ ข้าจึงประกาศกร้าว ห้ามมิให้ผู้ใดรังแกผู้อื่นอีก แม้คนผู้นั้นจะเป็นขุนนาง หรือผู้มีตระกูลทั้งหลายก็ตามที เพราะนั่นย่อมนำมาซึ่งการล้างแค้นมิสิ้นสุด นับได้ว่าเป็นการกระทำบุ่มบ่ามอย่างไร้ปัญญา

 

และเหตุผลรังแต่จะนำมาซึ่งหายนะ คือความตายเท่านั้น จากนั้นข้าจึงลงโทษโบยก้นเหล่าศิษย์ผู้โง่เขลาของข้า แม้เบื้องหลังจะเป็นแววตาที่แดงก่ำ ทว่ารอยยิ้มอย่างโง่งมกลับปรากฏขึ้น เมื่อข้ากล่าวว่าจะยังคงมอบโอกาสให้แก่พวกเขา หลังถูกโบยครั้งใหญ่ ทุกคนยังคงคลานเข้ามาพันแข้งพันขาข้าด้วยความซาบซึ้งในพระคุณ ขณะที่ข้าต้องเพียรพยายามเดินเลี่ยงหลบ…..โดยมีเหล่าศิษย์ทั้งหลายถูกลากถูติดแข้งขามาด้วย

 

อาจกล่าวได้ว่าชีวิตของข้าถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์ นับแต่ก่อตั้งพรรค วันคืนที่เอื่อยเฉื่อยของข้าก็ถูกพรากไป และถูกแทนที่ด้วยการใช้แรงงานอย่างหนักหน่วงถึงที่สุด เป็นคราแรกที่ข้าใช้วิชาความรู้จนแทบจะหมดหัว เพื่อความลุล่วงในฐานะที่เป็นอยู่นี้ ข้ารู้สึกภาคภูมิใจในทุกสิ่งที่ตนได้ตัดสินใจกระทำมาทั้งหมดทั้งสิ้น

 

ขณะที่ข้ากำลังชมการประฝืมือระหว่างศิษย์พรรคในโถงฝึกฝน อายเย็นยะเยียบเจือเกล็ดหิมะพลันโถมเข้าสู่ด้านในผ่านประตูห้องที่ถูกผลักออกอย่างรวดเร็ว คนผู้นั้นคือจื่อซิน สีหน้าของเขาตื่นตระหนก เหล่าศิษย์หยุดการประลองฝีมือ ต่างหันมามองเขาเป็นตาเดียวด้วยความอยากรู้

 

“ท่านเจ้าสำนัก !” เขามีใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำด้วยชั้นบรรยากาศที่เหน็บหนาว “ข้ามีข่าวร้าย ! จิน….ในวันนี้จินจะถูกสำเร็จโทษในฐานะผู้ก่อกบฏ !”

 

“กบฏ ! ?” ทุกคนร้องอุทานเป็นเสียงเดียวด้วยความประหลาดใจ

 

ข้ายืนนิ่งค้างในหัวพยายามแยกแยะถ้อยคำที่ตนได้รับฟัง คล้ายสมองหยุดสั่งการเพียงเมื่อคำกล่าว ‘กบฏ’ กระทบโสตประสาท ข้าไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่าไยจินจึงกระทำเช่นนั้น ข้าไม่มีทางเชื่อ

 

“เพราะเหตุใด ?” น้ำเสียงของข้าแหบแห้งกระทั่งแทบมิได้ยิน ทว่าจื่อซินยังพอจะเข้าใจ

 

“รีบเถิดขอรับ !” จื่อซินรีบดึงรั้งข้าอย่างไม่รอช้า ซือหลานรีบหลบกลับเข้าในมิติจิตภายในอย่างสุขุมลุ่มลึก จื่อซินกล่าวเสริมคำ “โทษทัณฑ์หมิ่นเบื้องสูง เหตุด้วยต้าเหรินขออภิเษกสมรสกับท่าน เพียงเท่านั้น ความขัดแย้งรุนแรงก็ปะทุขึ้นทันที….ทั่ววังหลวงปั่นป่วนวุ่นวาย ! ฝ่าบาททรงพิโรธ เมื่อราชโองการของพระองค์กลับถูกสามัญชนผู้หนึ่งแย้งขัด ท่านก็ทราบดีว่าฝ่าบาททรงเห็นเพียงผลประโยชน์แห่งตนมากเพียงไร ทั้งควรทราบดีว่าฝ่าบาททรงประเคนทุกสิ่งให้พระโอรสผู้เป็นที่รักของพระองค์มากมายเพียงไหน การที่สั่งประหารผู้บัญชาการทัพยอดฝีมือที่โดดเด่นเหนือผู้ใดย่อมไม่นับเป็นอย่างไรได้ !” คำกล่าวพรั่งพรูออกมาอย่างเร่งรีบ ขณะมือของข้าถูกฉุดดึงกระทั่งแทบจะหกล้มหกลุกไปตามปุยหิมะ

 

“พวกเราต้องเร่งฝีเท้า !” น้ำเสียงของเขาแฝงความขออภัย “ข้ารีบเร่งเดินทางมาที่นี่ทันทีที่ฝ่าบาททรงประกาศกร้าวประกาศิต การลงทัณฑ์จะกระทำที่หน้าวังหลวง !”

 

ข้าหัวของข้ามึนงง สมองแล่นเชื่องช้าจนเกินกว่าจะประมวลเรื่องราวทั้งหมดได้ คล้ายถ้อยคำแต่ละคำไหลหลั่งผ่านหูรวดเร็วเกินกว่าจะจับเนื้อความ ทว่าเหนืออื่นใด ต้าเหรินเอ่ยปากขอสมรสกับข้ากระนั้นหรือ ? นี่มันอันใดกัน ? เขาเสียสติไปแล้วกระนั้นหรือ ? อ้า…ใช่ ! เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ! ส่วนจินนั้นย่อมต้องเข้าขัดขวางอย่างแน่นอน ทว่าการที่เขาต้องถูกคาดโทษทัณฑ์ตราหน้าเป็นกบฏ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ย่อมนับว่าฝ่าบาทผู้นั้นคือ พวกถือทิฐิหัวแข็งเกินกว่าจะเปลี่ยนแปร

 

“ฉูฉู่ !” เสียงคนผู้หนึ่งร้องตะโกนมาแต่ไกลขณะสองเท้าของเขาเร่งย่ำฝ่าเท้าฝ่ากองหิมะเข้ามาหยุดยืนข้างกายข้า เรือนผมสีบรอนด์ถูกพอกหนาไปด้วยปุยหิมะ “ข้าขออภัย ข้าจะแก้ไขเรื่องนี้เอง ข้าขออภัย ข้ามิรู้จริง ๆ ว่าจินจะมีความรู้สึกกับเจ้าเช่นนี้ !” คำกล่าวขอขมาถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเร่งด่วน หากทว่าข้ายังคงอยู่ในอาการงุนงงมึนชา

 

“ฉูฉู่ ข้ามิอาจเปลี่ยนพระทัยของเสด็จพ่อ ข้าพยายามแล้ว ข้าพยายามแล้วจริง ๆ ข้าขออภัยด้วย” สีหน้าของเขาเจ็บปวด เพียงข้ายังนึกสงสัยว่าทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเพียงการเสแสร้งแกล้งแสดง เพราะจะอย่างไรข้าจะไม่มีวันออกเรือนไปกับบุรุษใดหากคนผู้นั้นมิใช่ จิน

 

“ฉูฉู่–” ก่อนที่ฝ่ามือของเขาจะเข้ามาลูบไล้ใบหน้าของข้าอย่างทะนุถนอม หมัดที่กำแน่นในมือข้าก็ตรงเข้าทักทายปลายจมูกของเขาเสียงดัง ‘พล็อค’ ท่ามกลางกองหิมะที่ขาวสะอาดตา

 

“…….” จื่อซินนิ่งอึ้ง ทว่าข้าตอบได้ สาบานได้ว่าหมัดที่ถูกปล่อยออกไปนั้นมันกระเด็นออกไปของมันเอง ! เพราะข้ายังตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความมึนงง !

 

“อา….” ข้าก้มลงมองกำปั้นเปื้อนคราบโลหิตกับทั้งใบหน้าเหลือเชื่อของต้าเหริน ขณะเขาค่อย ๆ ยกมือขึ้นสัมผัสคราบโลหิตที่ไหลร่วงจากรูจมูก

 

“เอ่อ แค่นี้คงมิเป็นไรกระมัง” ข้ายกหมัดขึ้นป้ายเช็ดกับเสื้อคลุมของจื่อซินพลางหันไปยิ้มเจื่อน ๆ ให้ต้าเหริน “เพียงจมูกหัก มิอาจเทียบได้กับชีวิต”

 

ยามนี้ในหัวข้าเริ่มแจ่มใสจากความมืดมัวเมื่อครู่ก่อน “ข้าจะรีบไปข่วยเขา” ข้าส่งสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึกให้ต้าเหรินก่อนจะกล่าว “จากนั้น ข้าจะไม่พบเจอหน้าเจ้าอีก”

 

เขาดูคล้ายรู้สึกขัดแย้ง หากแต่ก็มิได้กล่าวแย้งถ้อยคำใดของข้า คล้ายดั่งพร้อมยอมรับด้วยอาการคอตกสลดสำนึก

 

จื่อซินยกมือขึ้นประสานคารวะโค้งศีรษะให้ข้า “ท่านเจ้าสำนัก ขอให้ท่านทำสำเร็จ ! พวกเราศิษย์พรรคแสงจันทร์จะอยู่เคียงข้างท่านตลอดไป !”

 

ข้าส่งยิ้มตอบด้วยความรัก โดยไม่แม้จะเหลือบมองต้าเหรินเป็นครั้งที่สอง ข้าเหินบินมุ่งหน้าไปยังวังหลวง ฝนหิมะเริ่มหยุดโปรยปรายประหนึ่งสรวงสวรรค์รับรู้ถึงความเจ็บปวดของข้า ทั้งยังรู้สึกยินดีที่ยามนี้ทัศนวิสัยของข้าแจ่มชัดยิ่งขึ้น หากมิใช่เป็นเพราะความเจ็บปวดที่กัดกินใจข้าในยามนี้ ข้าสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเทือกเขา และเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยปุยหิมะคือทัศนียภาพอันงดงามจับสายตา ทว่ายามนี้ข้ามิมีแก่ใจจะชื่นชมธรรมชาติ ข้ากำลังเร่งเดินทางไปช่วยชีวิตจิน โอกาสเช่นนี้คือสิ่งที่ไม่เคยมีในความคิดของข้า ข้าเร่งเดินทางไปให้ถึงลานลงทัณฑ์ให้เร็วที่สุด

 

เมื่อข้าเหินมาถึงบริเวณด้านหน้าวังหลวงจึงเห็นเหล่าราชนิกูลทั้งหลายจัดวางตนเองอยู่บนพื้นยกสูงเบื้องหน้าลานลงทัณฑ์ เพื่อความชัดเจนในการชมการลงทัณฑ์ ชาวเมืองจำนวนมากพากันโห่ร้อง บ้างขว้างปาสิ่งของใส่องค์ฮ่องเต้ ขณะเหล่าอารักขาต่างทำหน้าที่คอยกันชาวเมืองไว้หลังลานประลอง และบริเวณยกพื้นสูงชมการลงทัณฑ์ เพื่อมิให้พวกชาวบ้านเข้ามาขัดขวางกระบวนการ

 

จินนั่งคุกเข่านิ่งสงบอยู่กลางลานพร้อมกุญแจมือควบคุมพลังยุทธในกาย ทำให้เขาในยามนี้กลายเป็นเพียงผู้มีวรยุทธขั้นต้นแห่งพลังกำเนิดเท่านั้น ความนิ่งสงบทรงอำนาจที่แผ่ซ่านออกจากกายส่งให้ทุกคนเริ่มนึกกังขาในข้อเท็จจริงที่จินถูกกล่าวหา แววตาของเขายังคงหนักแน่นยามเมื่อเสียงของเขาประกาศกร้าว “ข้ายอมตายดีกว่ายอมให้ฉูฉู่ออกเรือนไปกับผู้อื่น !”

 

สมองฝ่อไปแล้วหรือไร ? หากเขาสิ้นใจไปในยามนี้ บุรุษอื่นย่อมคว้าตัวข้าไปเป็นภรรยาได้อย่างง่ายดายมิใช่หรือ ? เขลาเสียจริง ! ที่ข้าคาดเดาไว้มิผิดเพี้ยน กลยุทธศึกรักของเขาล้มเหลวไม่เป็นท่า !

 

ฉับพลันแสงสะท้อนสว่างที่ทำให้ข้ามองไม่เห็นสิ่งใดไปชั่วขณะก็วาบขึ้น คมดาบเพชรฆาตที่จับต้องแสงตะวันถูกยกสูงขึ้นกลางอากาศ

 

ไม่เหลือเวลาให้นึกคิด ข้ารีบกระโจนร่างเข้าไปกลางลาน ไม่เหลือเวลาให้นึกคิดจะหลอมละลายสิ่งใดกระทั่งความเจ็บปวดทรมานที่ข้ามิเคยสัมผัสมาก่อนอัดแน่นอยู่ในทรวงอก สิ่งที่เกิดขึ้นในยามนี้ ย่อมมิใช่ความเจ็บปวดจากอาการอกหักในรักอย่างแน่นอน

 

ข้าไม่ กระทั่งจะเหลือบมองเพชรฆาตผู้เซถลาถอยไปด้วยความตื่นตกใจ ทั้งไม่มีใจจะเหลือบดูเหล่าฝูงชนผู้อยู่ในอาการทั้งตื่นตกใจทั้งโกรธเกรี้ยว  เพียงสิ่งเดียวที่อยู่ในสายตาข้า คือสีหน้าหมองหม่นของหัวมันน้อยของข้าผู้เริ่มมีหนวดเคราขึ้นตอน้อย ๆ

 

เขาช้อนร่างของข้าขึ้นด้วยสองมือที่สั่นเทา สายโซ่เหล็กกระทบกันเสียดหู “เจ้า….เหตุใดเจ้าจึง….” คำพูดของเขาตะกุกตะกัก ข้าตอบกลับด้วยการกระอักโลหิตใส่แผ่นอกของเขา

 

“เจ้าจะต้องมิเป็นไร จะต้องมิเป็นไร” ร่างของเขาสั่นสะท้านอย่างหนัก ขณะพร่ำกล่าวถ้อยคำที่ดูคล้ายกำลังปลอบใจตนเองมากกว่าปลอบประโลมใจข้า

 

ยามนี้คลื่นมหาชนต่างพากันผลัก และดันเหล่ากองทหารอารักขา ข้าได้ยินเพียงเสียงร่ำร้อง “ท่านเจ้าสำนัก ! ท่านเจ้าสำนัก !”

 

“ได้โปรดอย่าตาย !”

 

“ท่านเจ้าสำนัก !”

 

ข้าฝืนยิ้ม ขณะหยาดโลหิตไหลพรากออกจากปาก เมื่อข้าเริ่มเห็นยมทูตมายืนรอ เพื่อเตรียมรับวิญญาณของข้ากลับสู่โลกใต้พิภพ เช่นนั้นข้าจึงรีบกดริมฝีปากของตนกับมุมปากของจิน

 

“สิ่งนี้จะกระทำเมื่อ…..” เมื่อเราสมรสกันแล้ว ข้าอยากกล่าวเช่นนั้น ทว่าแรงเฮือกสุดท้ายที่จะเสริมถ้อยคำอีกเพียงไม่กี่คำของข้าก็สูญสิ้น เมื่อข้าก้มลงมองกระบี่ที่เสียดแทงเข้ามากลางอก ข้าทำได้เพียงฝืนยิ้ม

 

“ข้าจะ….จะชักมันออก” จินรีบกล่าวทั้งที่ริมฝีปากของตนซีดเผือด เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายอีกครา ปุยหิมะน้อย ๆ สีขาวเริ่มร่วงหล่นใส่ใบหน้า และเรือนผมของเขา หากทว่าเขากลับไม่แม้เพียงกะพริบตา ดั่งหนึ่งแววตาคู่นั้นอยากจะจับจ้องมองดูข้าตลอดกาล ดั่งหนึ่งเขาคิดว่าข้าจะเลือนหายไปหากเขาคลาดสายตาแม้เพียงชั่วอึดใจ

 

“คนโง่” ข้าโพล่งคำนั้นออกมา

 

ข้ารับรู้ได้ว่ายามนี้ยมทูตผู้นำดวงวิญญาณกำลังเริ่มจะหมดความอดทน ทั้งย่อมรู้ดีว่าถึงเวลาต้องไปแล้ว

 

“อย่าจากข้าไป ฉูฉู่ อย่าจาก….” สองตาของเขาถูกเติมเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่ถูกขับให้ร่วงหล่น

 

“แล้วพบกัน” ข้ากระซิบเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะทิ้งร่างลงในอ้อมกอดของเขา

 

ขณะก้าวไปตามทางเดินสู่ปรโลก ข้าหันกลับมาจ้องมองเขาเป็นคราสุดท้าย ยังรู้สึกจุกแน่นในอก จินกอดร่างไร้วิญญาณของข้าซบหน้าลงกับซอกคอสะอื้นไห้ด้วยหัวใจที่แตกสลาย

 

สายโลหิตสีแดงสดจากร่างของข้าช่างตัดกับปุยหิมะสีขาวสะอาดตา กลุ่มฝูงชนทลายปราการอารักขา เพื่อกรูกันเข้ามาปกป้องจิน และข้าผู้อยู่กลางลานลงทัณฑ์ ภาพฉากหลังจากนั้น ข้ามิอาจแลเห็นสิ่งใดนอกจากสีขาวโพลน

 

***จบตอน หิมะ***

Novel
Novel
Novel