“เจ้ายังมิได้ตอบคำข้า” ต้าเหรินกล่าวพร้อมสายตาคาดคั้น
“เอ๋ ? เรื่องใด ?” สองตาข้ายังคงจับจ้องอยู่ที่ลานประลอง ยิ่งตื่นเต้นเมื่อได้เห็นจื่อซินก้าวอย่างองอาจขึ้นเหนือลานกว้าง ผืนผ้าคลุมสะบัดปลิวตามแรงลมที่พัดผ่าน คล้ายเขาเตรียมตัวมาอย่างดีพร้อม ข้าหวังจะได้เห็นเขาแสดงวิชา [หงส์วายุ] ที่ข้าคิดค้นขึ้นเพื่อเขา นับแต่ข้าได้เห็นว่าเขาเป็นผู้มีความชำนาญในการใช้มนต์วายุ ทั้งยังมีทักษะในการใช้น้ำ และไฟ เพียงเขาดูจะชื่นชอบทักษะวะยุยิ่งกว่า เพราะสามารถพริ้วเส้นผมให้ปลิวไสวได้ตามใจปรารถนา พวกผู้ชายนี่ช่างไร้สาระจริง ๆ
“บางทีเจ้าอาจเป็นราชนิกูลจากอาณาจักรอื่นกระมัง ? ความงดงามอย่างยากหาตัวจับได้เยี่ยงนี้ อาจเพราะเจ้าคือผู้เดินทางมาจากทางเหนือ ?” คำกล่าวของเขาทะลุหูซ้าย ไหลผ่านออกทางหูขวาของข้า
จื่อซินกำลังประฝีมือกับเด็กหนุ่มตระกูลฮวาผู้มีนามว่า ตี๋จวิน ซึ่งยามนี้คนผู้นี้มีวรยุทธระดับสูงสุดในขั้นพลังกำเนิด* ทั้งข้ายังรับรู้ได้ว่าเขาพร้อมจะก้าวเข้าสู่พลังขั้นปราณเซียนได้ทุกเมื่อ ขณะที่กำลังวรยุทธของจื่อซินยังอยู่เพียงระดับกลางของขั้นพลังกำเนิด หากหมายจะคว่ำตี๋จวินนั้น นับว่ายังห่างกันอีกถึงห้าระดับ
*พลังของมนุษย์โลก มีทั้งสิ้น 5 ขั้น ไล่เรียงจากต่ำไปสูงดังนี้ พลังกำเนิด พลังปราณเซียน พลังขุมโลกันตร์ พลังเทพสวรรค์ พลังเหนือภพ โดยแต่ละขั้นแบ่งออกเป็น 12 ระดับ
ข้ากัดริมฝีปากแน่น พลังแต่ละขั้นแบ่งออกเป็น12 ระดับ พลังฝีมือที่แตกต่างกันเพียงระดับเดียวยังนับเป็นความห่างไกลอย่างยิ่งด้านพลังยุทธ แม้ข้าจะเคยถ่ายทอดเคล็ดวิชาควบคุมพลังปราณในกายให้สามารถควบขับออกใช้ได้อย่างทรงประสิทธิภาพโดยมิต้องทุ่มเทใช้กำลังภายในอย่างหนักหน่วง ข้ามิใคร่มั่นใจสักเท่าไรว่าระดับพลังที่แตกต่างกันถึง 5 ขั้นเพียงนี้ จื่อซินจะสามารถข้ามผ่านไปได้หรือไม่ ข้าเคยคิดว่าเคล็ดลับต่าง ๆ ที่ข้าถ่ายทอดให้ย่อมเพียงพอ หากทว่าเมื่อคู่ต่อสู้คือผู้มีวรยุทธระดับสูงสุดในขั้นพลังกำเนิดเช่นนี้ ข้ายังอดมิได้ที่จะนึกกังขา
บางที หากเขาเลือกใช้เคล็ดวิชามังกรร่ายอาจสามารถกำชัยชนะไว้ในมือ เคล็ดวิขานี้ข้าเป็นผู้ถ่ายทอดให้เขาครั้งที่ซือหลานตะกรุมตะกรามกินจนนึกเบื่อจึงเกิดความคิดบรรเจิดขึ้น ในวันนั้นซือหลานจึงคิดค้นเคล็ดวิชา
ที่แสดงถึงพลังอำนาจอันเกรียงไกรแห่งมังกรฟ้าโดยใช้การสร้างภาพมายา และเมื่อตัวซือหลานเองคือเทพมังกร เช่นนั้นเขาจึงสามารถเข้าถึงหัวใจสำคัญของเคล็ดวิชาได้อย่างสมบูรณ์แบบทั้งยังสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร้ที่ติ แม้วิชานี้จะเป็นเคล็ดวิชาระดับสูง หากทว่ากลับทรงพลังอำนาจยิ่งไปกว่าเคล็ดวิชาระดับตำนาน*
*เคล็ดวิชาไล่เรียงไปตามระดับได้ดังนี้ ระดับต่ำ,ระดับกลาง, ระดับสูง,ระดับตำนาน,ระดับสวรรค์
ซือหลานเป็นผู้ฉลาดหลักแหลมด้วยเหตุที่ตัวเขาคือผู้สืบทอดสายโลหิตสัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์โบราณแห่งสรวงสวรรค์ เพียงทว่าทุกวันนี้ ดูคล้ายกระเพาะจะมีอำนาจควบคุมร่างกายได้มากกว่าสมองทั้งข้าก็มิอาจฝืนใจ มันน่าตบให้หัวทิ่มเสียจริง ๆ
การประลองคู่ของเต๋อเว่ยที่ผ่านไปเมื่อครู่ เป็นเพียงผู้มีวรยุทธระดับกลางของพลังขั้นกำเนิด นับได้ว่าทั้งคู่มีวรยุทธไล่เลี่ยกัน เช่นนั้นย่อมชัดเจนว่าผู้ใดจักสามารถคว้าชัยไปครองได้ หวังว่าจื่อซินจะสามารถใช้เคล็ดวิชาที่ข้าถ่ายทอดกำราบคู่ต่อสู้ลงได้ เคล็ดวิชาเหล่านั้นคือสิ่งที่ข้าคิดค้นขึ้นเมื่อครั้งเล่นประมือกับเหล่ายมทูตในปรโลก นับเป็นเคล็ดวิชาที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
“เจ้าอาจเป็นเจ้าสาวที่กลัวเกรงห้องหอ จึงมิปรารถนาร่วมพิธีอภิเษกสมรสกับองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นตน ที่สุดจึงหลบหนีมาซุกซ่อนตัวอยู่ที่นี่เช่นนั้นกระมัง ?” ข้าเงี่ยหูฟัง และเริ่มตระหนักได้ว่าต้าเหรินยังคงพล่ามไร้สาระไปเรื่อยไม่หยุดนับแต่เริ่มแรก
“นี่ ! ไม่คิดชมการประลองกระนั้นหรือ ?” ข้าไถ่ถามอย่างจริงจังขณะสายตายังคงจ้องกลางลานประลองอย่างไม่ละวาง เมื่อตี๋จวินเปล่งอายรัศมีพยัคฆ์ท่วมท้นออกจากกาย จื่อซินสั่นสะท้านทั่วร่างอย่างเห็นได้ชัด
“ข้อไถ่ถามของข้าสำคัญยิ่งไปกว่า”
“นี่เจ้าจะหุบปากกับเขาบ้างได้หรือไม่ ?”
“คงมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น”
“อ้อ เข้าใจล่ะ หนทางเดียวของเจ้านั้น ข้าจะจุมพิตเจ้าภายหลังก็แล้วกัน” ข้าโพล่งส่ง ๆ ไปเช่นนั้น
หางตาข้าปัดไปเห็นเขาตัวแข็งทื่อ สีเลือดฝาดค่อย ๆกระจายล้นทั่วใบหน้า คนหน้าหนาเช่นนี้รู้จักมียางอายดังเช่นผู้อื่นด้วยกระนั้นหรือ ? น่าใจหายยิ่ง
“จะ.. จริงหรือ ?” เสียงสะดุดตะกุกตะกัก “ข้า….ข้าก็แค่เพียงเย้าเล่น !” ติดอ่างขึ้นมาในทันที
“ข้าเข้าใจ เช่นนั้นข้าจึงกล่าวส่ง ๆ ไปเช่นนั้นเอง” ข้าตอบกลับอย่างไม่ไยดี ขณะผู้รับฟังคล้ายถูกความทุกข์โศกฟาดแสกหน้าเข้าอย่างจังแบบไม่ทันตั้งตัว
จื่อซินเริ่มลดทอนกำลังอายพยัคฆ์ของอีกฝ่ายด้วยอำนาจกระแสจิตของตน เขาเริ่มเหาะเหินลอยล่องประดุจถูกสายวายุประคองโลดแล่นไปทั่วลานประลอง ขณะที่ตี๋จวินก็เริ่มชักเคล็ดวิชาของตนออกมา ประจุสายฟ้าจากกลางฝ่ามือพุ่งฟาดกระหน่ำใส่จื่อซินผู้เลี่ยงหลบหลีกด้วยความระมัดระวัง
“แน่จริงก็รับสายฟ้าให้ได้สิ !” ตี๋จวินพ่นคำกล่าวเหล่านั้นด้วยความเดือดดาล
“ผู้ใดเขลาพอจะมิรู้ว่าสายฟ้าพวกนั้นสามารถสังหารตนให้แดดิ้นได้เล่า ?” จื่อซินยอกย้อนพร้อมรวบรวมอัดพลังวายุส่งพายุลมหวนโต้กลับสู่ตำแหน่งที่ตี๋จวินยืนอยู่ ผู้ถูกโจมตีรีบสลายกำลังลมด้วยพลังสายฟ้าในฝ่ามืออย่างมิรอช้า
ทั้งคู่ประฝีมือกันอย่างสูสีมิอาจหักหาญอีกฝ่ายลงได้ เนิ่นนานกระทั่งท่านผู้ชมทั่วลานประลองเริ่มเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด หากทว่า ตระกูลฮวา สกุลอันเกริกไกรย่อมมิอาจยอมให้ตนต้องเสียหน้า หาไม่แล้วตำแหน่งตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจเป็นอันดับต้นหนึ่งใน 5 ของพวกเขาคงหลุดลอย จำต้องได้ชัยมาครองเท่านั้น มิเช่นนั้นพวกเขาคงมิอาจก้าวเดินอย่างผึ่งผายได้อีกต่อไป ที่สุด เกียรติ ย่อมอยู่เหนืออื่นใด
“เป็นไปมิได้ !” ตี๋จวินแผดเสียงลั่น เมื่อพยัคฆ์เพลิงของเขาถูกเฉือนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพียงเสี้ยวนาทีด้วยเคล็ดวิชาหงส์วายุที่จื่อซินงัดออกมาใช้ ยามนี้ตี๋จวินดูคล้ายสิ้นแรงพลัง สองขาเริ่มโซเซมิอาจยั้งยืนได้อย่างมั่นคง เหตุด้วยเขาเดินพลังส่งเดช เช่นนั้นกำลังภายในจึงถูกถ่ายเทออกใช้อย่างฟุ่มเฟือยทุกคราที่ออกกระบวนท่า ทว่าจื่อซินนั้นกลับตรงข้าม เขาค่อย ๆโคจรกำลังภายในให้ไหลเวียนเข้าสู่ชีพจรปราณทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง และไร้ช่องโหว่
จื่อซินยืนนิ่งสงบอยู่กลางลาน ลมหายใจของเขายังคงเดินเรียบ และมั่นคง ทั้งบางครายังลอบโจมตีจุดอ่อนในช่วงการเดินพลังปราณของตี๋จวิน และนั่นยิ่งบ่อนทำลายกำลังยุทธของอีกฝ่ายให้ลดทอนอย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างของผู้แข่งขันทั้งสองล้วนประจักษ์ชัดแก่สายตาทุกผู้คน ทั้งยังเป็นที่แน่ชัดว่าระดับวรยุทธของจื่อซินนั้นสูงส่งกว่าพลังยุทธของตี๋จวิน
ผู้ดำเนินการผิงยังมิต้องการประกาศชัยให้แก่ผู้ชนะรวดเร็วจนเกินไป เห็นได้ชัดว่าเขายังคงจัดแยกพรรคแสงจันทร์ของสามัญชนเข้าในกลุ่มไร้ค่าไร้ชัย หากแต่ความเป็นจริงที่ฟ้องอยู่เบื้องหน้าสายตาทุกผู้คนนั้นมิอาจบ่ายเบี่ยง
กระทั่งที่สุด เมื่อตี๋จวินลงไปนอนตะเกียกตะกายปฏิเสธที่จะยอมรับความพ่ายแพ้อยู่กับพื้นในสภาพน่าสังเวชเช่นนั้น ผู้ประกาศผิงจึงจำต้องประกาศนามผู้ชนะด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งอย่างเสียมิได้
“และผู้ที่ได้ชัยในการประลองในรอบนี้นั้นคือ….จื่อซินแห่งพรรคแสงจันทร์ !”
แม้สุ้มเสียงของผู้ประกาศจะแสดงชัดถึงการเสแสร้งแสดงความเร้าใจ กระนั้นเหล่าศิษย์พรรคแสงจันทร์ที่นั่งชมการประลองอยู่ด้านข้างก็หาได้ใส่ใจไม่ ทุกคนล้วนกระโดดโลดเต้นส่งเสียงโห่ร้องลั่นสนั่น
จื่อซินเป็นฝ่ายครองชัย ! ทั้งจื่อซิน ทั้งเต๋อเว่ย ทำให้ข้ารู้สึกภูมิใจจนมิอาจซุกซ่อนรอยยิ้มที่แผ่กว้างอย่างสดใสพาดขวางดวงหน้าได้ ทั้งยิ่งรู้สึกภูมิใจในตัวจื่อซินที่เขาเลือกที่จะยังไม่งัดเคล็ดวิชาชั้นสูงดังเช่นเคล็ดวิชามังกรร่ายออกมาใช้ในการประลองครานี้ จื่อซินอาศัยเพียงความแข็งแกร่ง และความว่องไวที่มีในตนล้วน ๆ อย่างแท้จริงในการกำชัยชนะเหนือคู่แข่งผู้ห่างชั้นวรยุทธมากถึงเพียงนี้ เขาสามารถไล่ต้อนผู้มีพลังยุทธระดับสูงสุดในขั้นพลังกำเนิดให้อยู่ในสภาพสิ้นแรงกำลัง นับเป็นกลยุทธอันชาญฉลาด แม้จะดูคล้ายเจ้าเล่ห์อยู่สักเล็กน้อยก็ตามที
“ข้า….จะ….ไม่ยอม….แพ้….” ตี๋จวินกล่าวด้วยลมหายใจที่ขาดเป็นช่วง ๆ ใบหน้าครึ่งซีกยังคงจุมพิตแนบผืนธรณี และเพียงครู่ลูกนัยน์ตาก็เหลือกกลับสูญสิ้นสัมปชัญญะ และพักผ่อนลงอย่างสงบเงียบ
“พรรคแสงจันทร์ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง” ต้าเหรินรำพึงอยู่ข้างหูข้า เขาหยุดซักไซ้เรื่องภูมิหลังของข้ามานานครู่ใหญ่ ทว่าบางครั้งก็ยังแอบแสร้งตั้งข้อสันนิษฐานมั่วซั่วโน่นนี่ไปเรื่อย ขณะตัวข้าเพียงนั่งทำหูทวนลมรับฟังไปเช่นนั้น
“ข้าอยากพบเจออยากสนทนากับประมุขพรรคของพวกเขาขึ้นมาเสียแล้ว ข้ามิเคยเห็นเคล็ดวิชาเยี่ยงนี้มาก่อน หรือนี่จะเป็นเคล็ดวิชาโบราณที่ถูกถ่ายทอดอย่างเป็นความลับ ? ไม่เข้าใจจริง ๆ” สองคิ้วของต้าเหรินขมวดมุ่นเพื่อใช้ความคิด ข้าอยากรู้ยิ่งนักว่าเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นไร หากรู้ว่าเจ้าสำนักที่เขากล่าวถึงคือตัวข้าเอง
“ผู้ใดจักล่วงรู้ได้เล่า” ข้ายักไหล่
การประลองฝีมือของเหล่าผู้ฝึกยุทธขั้นพลังกำเนิดในรอบแรกสิ้นสุดลง จากนั้นผู้สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ในรอบแรกได้ จะมาประลองกันอีกคราในรอบต่อไปซึ่งจะมีขึ้นหลังจบการประลองวรยุทธขั้นเทพเซียน
“บุตรชายของเจ้าก็เข้าร่วมการประลองในกลุ่มยอดฝีมือระดับเทพเซียนด้วยใช่หรือไม่ ?” ต้าเหรินเปิดคำถาม
“บุตรไหน ?” ข้าหันกลับไปจ้องอีกฝ่ายด้วยท่าทีแหนงหน่าย ข้าย่อมรู้ดีว่าเขากำลังหมายถึงผู้ใด เพียงข้ามิชอบให้ผู้ใดคิดว่าจินคือบุตรชายของข้า ก็ข้าดูชราล่วงวัยถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ? ก็ใช่…อันที่จริงข้าอาจจะมีวัยวุฒิสักเล็กน้อย หากมองข้ามใบหน้าของข้าไป…..เอ่อ…ที่จริงวัย 70,000 ปีก็…….ฮือ….อยากจะร่ำไห้
“หรือจะเป็นน้องชายของเจ้า นั่นเขา…” ต้าเหรินชี้ไปที่ร่างอันสูงโปร่งของจินผู้อยู่ท่ามกลางผู้เข้าร่วมการประลองในขั้นเทพเซียน แม้อาภรณ์ที่จินสวมใส่จะมิได้หรูหราสูงราคาเฉกเช่นเหล่าผู้ดีทั้งหลายที่เข้าร่วมการประลอง หากทว่าอายรัศมีอันน่าเกรงขามที่แผ่ซ่านตลอดทั่วสรรพางค์กายย่อมเพียงพอจะทำให้ผู้คนต้องเหลียวมองจนคล้อยหลัง
“เขาเป็นศิษย์สำนักแสงจันทร์เช่นกันกระนั้นหรือ ?” ต้าเหรินยื่นหน้ายื่นตาถามไถ่ด้วยความอยากรู้
“มิได้” เพียงหากคิดถึงความเป็นจริงเรื่องที่ข้าเป็นผู้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาต่าง ๆ ให้เขาด้วยตนเองคาดว่าผู้คนย่อมถือว่าเขาคือผู้อยู่ภายใต้การสั่งสอนจากข้า และนั่นอาจหมายถึงความเป็นส่วนหนึ่งแห่งพรรคแสงจันทร์ด้วยกระมัง ?
ข้ายังกล่าวเสริม “ทว่าหากเขาต้องการเข้าร่วมพรรค ข้าย่อมมิขัดขวาง”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าของรางวัลสำหรับผู้ที่ชนะการประลองในวันนี้คือสิ่งใด ?” ต้าเหรินตั้งคำถามพร้อมนัยน์ตาที่ทอประกาย
“ยังมิได้ประกาศนี่” ข้านึกอยากรู้ มั่นใจยิ่งว่าต้าเหรินจะต้องหลุดปากออกมาในไม่ช้า
“เจ้าอยากรู้หรือไม่ ?” เขากล่าวเช่นนั้นออกมาพร้อมท่าทีลึกลับชอบกล
“หน้าตาท่าทางเช่นนี้น่ะหรือ ?” ข้าย่นจมูก “มิเป็นไรจะดีกว่า”
“ไม่ ไม่ ช้าก่อนสิ ! อย่ามาใส่ใจสีหน้าข้าสิ” เขาหัวเราะหึหึขณะปั้นหน้าตาย “อยากรู้ยามนี้เลยหรือไหมเล่า ?”
“จะบอกก็บอกมาเถิด เชิญตามสบาย” ข้าวางตัวเมินเฉยราวกับอีกฝ่ายติดค้างข้าก็มิปาน
ต้าเหรินยกขยับมุมปากขึ้นแต่งแต้มยิ้ม “อะแฮ่ม นอกจากสมบัติพัสถานที่สามารถหอบกลับเรือนไปได้แล้ว ผู้ที่สามารถคว้าชัยชนะในการประลองครานี้จะได้รับตำแหน่งยศในทัพหลวง ทั้งจะได้อยู่ภายใต้การปกครองของท่านแม่ทัพโดยตรง เช่นนั้นย่อมหมายความว่าคนผู้นั้นจะได้เป็นผู้นำทัพรุ่นต่อไปนั่นเอง”
ข้าหรี่ตาลงเล็กน้อย “ประเดี๋ยวนะ ไอ้ท่อนหลังนี่ฟังดูคล้ายถูกกดหัวบังคับชอบกลมิใช่หรือ ? คล้ายพวกท่านหมายบีบเค้นผู้ชนะให้ทำงานรับใช้แคว้นเพื่อประโยชน์ของตนเองเสียมากกว่า”
ต้าเหรินส่ายหน้า ท่าทางคล้ายงุนงงกับคำกล่าวของข้า “การได้รับตำแหน่งยศเข้าร่วมทัพหลวงนับเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่สำหรับชาวประชาทั่วแว่นแคว้น ทัพเรากำชัยชนะเหนือข้าศึกอย่างองอาจ น้อยยิ่งกว่าน้อยที่ทัพเราจะประสบกับความแพ้พ่ายปราชัย เช่นนั้น ทัพหลวงนั้นคือวีรบุรุษในสายตาชาวประชาทั้งหลาย”
“เป็นเกียรติ ? ช่างกล่าวออกมาได้” ข้าพ่นลม ฮึ่ม ออกจมูก นับเป็นมุมมองที่มากด้วยความลำเอียงเสียจริง ข้าพอจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงมีความคิดเช่นนี้ เพียงทว่า ผู้ครองชัยย่อมสมควรเป็นผู้เลือกทางเดินที่ตนปรารถนา ใช่ว่าทุกผู้คนหมายสละชีพเพื่อเป็นเกียรติแก่แกว่นแคว้นเสียเมื่อไร เพียงหากที่นี่คือแดนสวรรค์ที่ข้าอยู่อาศัย ย่อมนับเป็นเกียรติหากข้าจะสละชีพของตนเพื่อให้บิดามารดาของข้ามีอายุยืนยาว
ข้าเห็นสองหมัดที่กำแน่นของต้าเหรินยามเมื่อเขาพยายามข่มห้ามความโกรธโกรธาที่คุกรุ่นภายในใจ นับเป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นเขาฉุนเฉียวถึงเพียงนี้ มันทำให้ข้านึกฉงนมิน้อยที่เห็นเขาเดือดดาลอย่างง่ายดายเช่นนี้หากเกี่ยวพันถึงราชวงศ์ คาดว่าเขาคงมองว่าเป็นเรื่องของเขาเช่นกัน
“ไยเจ้าต้องเกรี้ยวกราดถึงเพียงนี้ ข้าก็แค่เพียงกล่าวออกไปตามความคิดเห็นของข้าก็เท่านั้น ดังที่เจ้าพิเคราะห์แต่แรก ข้ามิใช่ชาวแคว้นแห่งนี้ ข้าคือผู้มาจากดินแดนอันไกลโพ้น เจ้าจะมาถือสาอันใดกับความคิดความเห็นของข้า ตัวข้านั้นหาใช่ชาวเมืองนี้เสียเมื่อไร” ข้าจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่องกระทั่งเขาเริ่มสงบจิตใจลงได้
“ฉูฉู่ จงอย่างได้กล่าวเช่นนั้นอีก” นัยน์ตาคู่นั้นไร้ความขบขันที่เคยซุกซ่อน “หากเป็นผู้อื่น มิใช่ข้าได้ยินวาจาของเจ้า เจ้าอาจถูกสำเร็จโทษ ฐานหมิ่นประมาทเบื้องสูง ทั้งในหัวของเสด็จพ่อของข้า สิ่งนี้ย่อมเฉกเช่นการก่อกบฏ ข้าจำต้องตักเตือนเจ้าไว้ก่อน ข้ายังมิอยากเห็นเจ้าตาย” นัยน์ตาของเขาเป็นประกายอ่อนบางขณะคำกล่าวเสริมสำทับขึ้น “เช่นนั้นย่อมเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่”
“เพียงเท่านี้กลับต้องถูกสำเร็จโทษหนักถึงเพียงนั้นหรือ ?” น่าใจหายยิ่ง ข้าหาได้ใส่ใจว่าเขาจะมองข้าเช่นไรแล้วในยามนี้ “มิสงสัยเลยว่าไยแว่นแคว้นของเจ้าจึงไม่เจริญรุ่งเรืองเกริกไกร กระทั่งคำวิพากวิจารณ์ที่เสริมส่งความก้าวหน้ากลับเป็นเหตุให้ศีรษะผู้บริสุทธิ์ต้องหลุดร่วงออกจากบ่า”
เห็นต้าเหรินถลึงตาใส่ ข้าจึงรีบหุบปากในทันที หวังว่าเหล่าขุนนางรอบกายข้าที่มัวแต่จดจ้องการประลองด้วยสีหน้าตึงเครียดจะไม่ทันได้ยินบทสนทนาที่พวกเราพยายามกระซิบกระซาบกันในยามนี้
“ชมการประลองต่อเถิด จวนถึงรอบการประลองของน้องชายเจ้าแล้ว “ต้าเหรินกล่าวเบาเสียงพลางบ่ายสายตาออกจากข้า ทั้งยังมิวายเริ่มทำตัวมือไม้ยืดยาวเข้ามาเกาะกุมมือที่วางอยู่บนตักของข้าอีกครา ข้าจึงหยิกเสียให้เนื้อเขียวกระทั่งอีกฝ่ายร้องสะดุ้งโหยง
***จบบท ประลอง***
Powered By SK REALTY+