งานประลองถูกจัดให้มีขึ้นขึ้นในช่วงฤดูร้อน เพื่อความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ริ้วทิวสายธงสะบัดปลิวเติมแต่งสีสันทั่วทั้งนคร ภาพเขียนผู้เข้าร่วมการแข่งขันซึ่งเป็นที่จับตามองถูกแปะไปทั่วกำแพงเขตรั้ว บรรยากาศแห่งเทศกาลประจำปีอบอวลไปทั่วทุกหัวระแหง
ในลานประลอง ข้าจ่ายเม็ดเงินเป็นจำนวนมากพอควร เพื่อให้ได้ที่นั่งในตำแหน่งที่ต้องการ สัตว์เลี้ยงมิได้รับอนุญาตให้ล่วงเข้ามา เช่นนั้นข้าจึงซุกซ่อนซือหลานไว้ในมิติจิตของข้า ทั้งยามนี้เขาก็กำลังหลับใหลอย่างผ่อนคลายเช่นกัน ที่นั่งชมการประลองมีความสูงเพียงพอจะมองเห็นการประลองเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน เพราะนี่คือที่นั่งซึ่งนับได้ว่ามีราคาแพงสูงสุดในบรรดาที่นั่งสำหรับผู้มิใช่เชื้อพระวงศ์ ข้านั่งท่ามกลางบรรดาขุนนาง และชนชั้นสูงผู้คอยหันมามองข้าพร้อมเครื่องหมายคำถาม หากทว่าข้ามีหรือจะใส่ใจ ข้ามิใช่ขุนนางหรือผู้ดีมีตระกูลใดในแคว้นนี้ แล้วอย่างไรเล่า ? เมื่อข้ามีเม็ดเงินชำระค่าที่นั่ง ข้าย่อมมีสิทธิ์นั่งที่ตรงนี้ ! ฮึ่ม !
ที่นั่งของข้าอยู่ถัดลงมาจากตำแหน่งที่นั่งของบรรดาราชนิกูลทั้งหลาย ข้ายังเห็นต้าเหรินนั่งข้างมารดาของเขาอย่างชัดเจน เพียงได้เห็นข้า เขาก็รีบยกมือขึ้นโบกก่อนจะหันไปขอปลีกตัวออกมาจากสมาชิกในครอบครัว บรรดาผู้ดีตระกูลสูงทั้งหลายต่างหันมาโค้งศีรษะคำนับพลางส่งสายตามององค์ชายรองผู้กำลังตรงดิ่งมาทางนี้ด้วยสีหน้าระรื่น เส้นผมสีทองของเขาเด่นสง่าท่ามกลางกลุ่มผู้คนผู้มีเรือนผมสีดำสนิท ข้าแสร้งทำมิเห็นเหล่าสตรีตระกูลสูงผู้กำลังใช้สายตาทิ่มแทงราวกริชแทงจากด้านหลัง ยามเมื่อต้าเหรินเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าข้าพร้อมรอยยิ้ม และเพราะไม่เหลือที่นั่งอื่นใด เขาจึงชำเลืองมอง ท่านเสนาบดีชั้นสูงแห่งตระกูลตู้ผู้นั่งอยู่ด้านข้างของข้า ชายผู้น่าสงสารต้องลุกขึ้นจากที่นั่ง เพื่อกลับไปยืนด้านหลังด้วยสีหน้าเศร้าสลด
“เกือบขวบปีแล้วกระมังที่เราได้พบกันเป็นครั้งสุดท้าย ยังต้องอีกสองปีมิใช่หรือที่เราจะสามารถพบเจอกันได้อีก ?” ข้าพยายามกดเสียงให้ต่ำเบา เพื่อเลี่ยงหลบบรรดาผู้มีตระกูลที่กำลังยื่นหน้ายื่นตารอฟังหูผึ่งอย่างเห็นได้ชัด
“ข้ามิได้ยิน” เขาก้มเข้ามาหาใกล้กระทั่งริมฝีปากข้าแทบสัมผัสใบหูของเขาได้กระมัง
“ข้าบอกว่า เจ้าน่ะอัปลักษณ์ !” ข้าร้องตะโกนแกมกระซิบใส่หูอีกฝ่าย ทว่าเขากลับหัวเราะจนตัวสั่น เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ข้าเอ่ยกล่าวแต่แรก เขาล้วนได้ยินอย่างชัดเจน
“ชู่ ! การประลองกำลังจะเริ่มแล้ว” เขาทำท่าราวกับจะเข้ามากุมแขนข้า ยังได้ยินเสียงเขาทำเดาะลิ้น ทำตัวก้อร้อก้อติกกับข้า มันน่าอัดเสียให้ฟันร่วง ! ข้าทำไม่สนใจความมีอยู่ของเขา
งานประลองเริ่มต้นด้วยการประลองรอบคัดออกของจอมยุทธขั้นพลังกำเนิด ลูกศิษย์ทั้งสองของข้าที่เข้าร่วมการประลองกำลังนั่งรอคอยอยู่ขอบลานด้วยความอดทน ทั้งคู่ต่างเป็นสหายร่วมศึกษากับจิน นามของพวกเขาทั้งสองคือ เต๋อเว่ย และจื่อซิน สหายคนสนิทของจินที่มีเรื่องบาดหมางกับตระกูลชูถานมานานหลายปี
ครั้งที่พวกเขาเข้ามาขอร่วมการประลองบัวเหินหาวในครั้งนี้ แรกเริ่มเดิมทีข้าย่อมปัดปฏิเสธ “หากการล้างแค้นคือสิ่งที่พวกเจ้ามองหา ข้าจะไม่อนุญาต ไร้สิ้นข้อดี ทว่าคงได้เพียงแต่งแต้มมลทินในใจพวกเจ้า ตัดทอนกำลังวรยุทธให้เสื่อมถอย” บางทีเหตุผลที่ทำให้วรยุทธของบรรดาผู้ดีทั้งหลายรุดหน้าเชื่องช้าอาจเป็นเพราะภายในใจของพวกเขาแปดเปื้อนด่างพร้อยเช่นนี้…..อ้อ กับทั้งความเขลาส่วนตัวของพวกเขาด้วย
ทว่าสองวันให้หลังเต๋อเว่ย และจื่อซินกลับมาหาข้าด้วยความคิดที่แปรเปลี่ยนไป
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเราทั้งสองขออภัยในความคิดชั่วช้าของเราทั้งคู่ขอรับ” ทั้งคู่ประสานมือโค้งศีรษะคารวะข้า
“พวกเจ้ามิจำเป็นต้องกล่าวคำขมา” ข้าโบกมือปัด “คนเราย่อมมิอาจผ่อนคลายความคิดเช่นนั้นได้เป็นปกติ”
“ท่านเจ้าสำนัก โปรดอนุญาตให้พวกเราเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ด้วยเถิดขอรับ พวกเราจะไม่ล้างแค้นคนของตระกูลชูถานอีกแล้ว พวกเราจะละทิ้งสิ่งเหล่านั้นให้เป็นเพียงอดีตที่ผ่านไป เราต้องการเข้าร่วมการประลองในครานี้ ก็เพื่อหมายจะประกาศศักดาของพรรคแสงจันทร์ให้เป็นที่เลื่องลือ ท่านเจ้าสานักเป็นผู้เสียสละเพื่อพวกเรา ท่านเจ้าสำนักช่วยส่งเสริมให้สามัญชนเยี่ยงพวกเรามีโอกาสทะยานบันไดสู่สรวงสวรรค์ได้ในที่สุด” เต๋อเว่ยกล่าวทั้งริมฝีปากที่สั่นเครือด้วยความสะเทือนใจ
“พวกเราจะไม่ถูกผู้อื่นเตะกลิ้งเป็นลูกหนังกระทั่งสิ้นใจตายอีกต่อไป ! ทุกสิ่งล้วนด้วยบุญคุณของท่านเจ้าสำนัก” จื่อซินกล่าวด้วยความยินดี ทว่า ประเดี๋ยว ! ไม่มีผู้ใดขาดใจตายเพียงเพราะถูกเตะกลิ้งมิใช่หรือ ?
“เทพธิดาเจ้าสำนักขอท่านโปรดอนุญาตพวกเราด้วยเถิดขอรับ” ทั้งคู่ก้มศีรษะเสียต่ำเตี้ยกระทั่งแทบลงไปติดหัวเข่าได้กระมัง ทว่า ประเดี๋ยว ! จู่ ๆ เหตุใดนามเรียกขานของข้ากลับยืดยาวเป็นหางว่าวเช่นนั้นเล่า ?
เฮ้อ…..ข้าถอนหายใจอย่างแรง ส่วนหนึ่งข้ายังนึกโล่งใจที่พวกเขาสามารถเปลี่ยนความคิดของตนได้ ทว่ายังอดนึกหวั่นในความปั่นป่วนที่อาจติดตามมา เมื่อทั้งคู่แสดงฝีมืออันเก่งฉกาจเหนือสังเวียนการประลองย่อมเป็นการประกาศก้องให้ทั่วหล้าได้ล่วงรู้ว่าพรรคแสงจันทร์แท้จริง คือสำนักที่จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องทั้งยังเป็นสำนักที่ถ่ายทอดเคล็ดวิชาอันล้ำเลิศที่แม้กระทั่งเหล่าขุนนาง และผู้ดีตระกูลสูงทั้งหลายต่างมิอาจมีในครอบครอง ข้าเริ่มรู้สึกย่ำแย่ด้วยมิต้องการสร้างปัญหาวุ่นวายให้เกิดขึ้นในโลกมนุษย์
เสียงประกาศก้องกังวานของผู้ดำเนินงานประลองผู้มีนามว่า ผิง ช่วยปลุกข้าจากความตื่นเต้นร้อนใจเมื่อเขาร้องแจ้งแก่ท่านผู้ร่วมชม “เต๋อเว่ย พรรคแสงจันทร์ ผู้เข้าร่วมการประลอง !”
ผู้คนนับพันบนที่นั่งชมการประลองหันหน้าปรึกษากันพึมพำ
“พรรคแสงจันทร์ ! พรรคที่ก่อกำเนิดโดยสามัญชน !” ผู้ประกาศคล้ายอยากจะหลุดหัวเราะ ส่วนข้าเองก็แทบจะกระโดดเข้าไปบีบคอชายผู้นั้นเช่นกัน “อะแฮ่ม เอ่อ ท่านผู้ร่วมประลองเต๋อเว่ย จะประชันฝีมือกับ คงเต่ยแห่งพรรคตระกูลฮวา ! ยอดฝีมือผู้โดดเด่นน่าจับตามองแห่งสกุลฮวาผู้สามารถก้าวเข้าสู่พลังยุทธขั้นกลางในชั้นพลังกำเนิดได้เมื่อไม่นานมานี้ !”
เมื่อทั้งสองก้าวขึ้นสู่ลานประลอง ฝ่ามือทั้งคู่บนตักของข้ากลับกำแน่นด้วยความกังวล แม้ข้าจะช่วยตามประกบการฝึกฝนพวกเขาด้วยตนเองนับแต่ทั้งคู่แจ้งความจำนงว่าต้องการเข้าร่วมการประลอง กระนั้นกลับยังอดหายใจไม่ทั่วท้องมิได้ แม้ข้าจะตระหนักดีว่าทั้งคู่ย่อมต้องได้รับชัยชนะ ทว่าข้าก็มิต้องการให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บระหว่างการประฝีมือ
“ข้าอยากรู้จริงว่าประมุขพรรคแสงจันทร์คือผู้ใด” เสียงต้าเหรินดังขึ้นจากด้านข้าง ข้าแทบหลงลืมการมีอยู่ของเขาเสียสิ้น “ข้ามิรู้ฝีมือของเด็กพวกนั้นจึงมิอาจกล่าวได้ว่าประมุขพรรคผู้นั้นขลาดเขลา หรือหลักแหลมกันแน่”
เมื่อมีผู้กล่าวถึงตัวเราในฐานะบุคคลที่สามย่อมให้ความรู้สึกประหลาดอยู่มิน้อย เช่นนั้นข้าจึงไหลตามน้ำร่วมไปกับบทสนทนาราวกับสิ่งที่เอ่ยกล่าวล้วนหาได้เกี่ยวข้องอันใดกับข้าไม่ “เหตุใดท่านจึงคิดว่าคนผู้นั้นหลักแหลมเล่า ?”
“ที่กล่าวว่าหลักแหลมเป็นเพราะประมุขผู้นั้นรั้งรอกระทั่งพวกลูกหลานชาวบ้านกลุ่มใหญ่เจริญวัยเพียงพอสามารถเข้าถึงเคล็ดวิชาลับต่าง ๆ ได้จึงเริ่มก่อตั้งสำนัก ถ่ายทอดพลังฝีมือ เมื่อนั้นเขาย่อมสามารถสร้างกำลังทัพอันยิ่งใหญ่ภายใต้บัญชาการของตน เพียงแค่คิดก็น่าตื่นตกใจอย่างยิ่งแล้ว”
หยาดเหงื่อเม็ดเป้งไหลผ่านดวงหน้า ข้ามิได้คิดจะสร้างฐานทัพแต่อย่างใด ! มิได้มีความคิดเช่นนั้นจริง ๆ ! ในใจข้าร่ำร้องด้วยความเจ็บปวด รับรองได้ว่าทุกสิ่งที่ข้ากระทำลงไปล้วนเพียงเพื่อให้พวกเขาสามารถภาคภูมิในตนได้เท่านั้น !
“ฮ่าฮ่าฮ่า” ข้าหัวเราะกลบเกลื่อน “ท่านบอกเล่าเรื่องเช่นนี้แก่ข้าผู้เป็นเพียงสามัญชนผู้หนึ่งด้วยเหตุใด ? ข้าก็แค่….” ครั้นเมื่อได้เห็นแววตาของเขา เสียงของข้ากลับขาดหาย
“เจ้ายังกล่าววว่าตัวเจ้าเป็นแค่เพียงสามัญชน ทั้งที่เจ้ามีเม็ดเงินเพียงพอสามารถซื้อที่นั่งชมการประลองในตำแหน่งนี้กระนั้นหรือ ?” คิ้วสีทองถูกยกขึ้นสูง ขณะตัวข้าแอบปาดเม็ดเหงื่อที่ร่วงหล่นกระทบปลายขนตา
“มันก็มิได้สูงราคาถึงเพียงนั้น…..ฮ่าฮ่าฮ่า” ข้าเริ่มยกมือขึ้นโบกพัดให้ตนทำกลบเกลื่อนปัดปอยผมที่หลุดร่วงปิดใบหน้า “ฮู้ว วันนี้ร้อนจริง”
“ตำแหน่งที่นั่งมูลค่า 100 เหรียญหยก*……” เสียงกล่าวพร้อมสายตาคาดคั้น
*100 เหรียญทองแดง มีค่าเท่ากับ 1 เหรียญเงิน
10 เหรียญเงินมีค่าเท่ากับ 1 เหรียญทอง
1,000 เหรียญทอง เท่ากับ 1 เหรียญหยก ซึ่งนับเป็นเหรียญที่มีค่าสูงสุด
อ๋องบ้า ! จะมาเฉลียวฉลาดอันใดกันในยามนี้ ? จะทำหูหนวกตาบอดมิรู้เรื่องราวอันใดกับเขาบ้างมิได้รึ ? ข้ามาที่นี่ก็เพียงเพื่อได้ร่วมสนุกกับงานประลองเท่านั้น !
“ข้าซื่อสัตย์ต่อเจ้า เช่นนั้นเจ้าย่อมสมควรซื่อสัตย์ต่อข้าบ้างเช่นกัน” ประกายตาประหลาดฉายขึ้นจากอีกฝ่ายทำให้ข้าต้องกล้ำกลืนน้ำลาย ‘เอื้อก’ ยามนี้ข้าตกที่นั่งลำบากแล้วจริง ๆ เขากระซิบเสียงแผ่ว “เจ้าคือผู้ใด ?”
“ผู้ได้ชัยในรอบนี้คือ…. !” ฉับพลันเสียงผู้ประกาศก็ดังก้องกลบประโยคของเขาพร้อมกลุ่มผู้ร่วมชมอันเนืองแน่นที่นิ่งตะลึงค้างประหนึ่งถูกแช่แข็ง นี่ข้ามัวแต่ถูกซักไซ้กระทั่งมิได้ชมการประลองของเต๋อเว่ยแม้เพียงนิด ! จะบ้าตาย ! อยากลุกขึ้นทุบกระหน่ำอกตนเองยิ่งนัก ! ที่สุดผู้ดำเนินการก็เคลื่อนกายขยับ เผยให้เห็นคงเต่ยผู้นอนคว่ำหน้าไม่ไหวติงอยู่กับพื้น
แม้นข้าอยากรู้ว่าเต๋อเว่ยเลือกใช้เคล็ดวิชาใดในการลงมืออย่างเฉียบไวเช่นนี้ ทว่าเห็นทีคงต้องผิดหวังเมื่อข้ามิได้ยลเห็นสิ่งใด
หากทว่าผู้ร่วมชมที่เหลือกลับตรงข้าม
เสียงดังกระหึ่มขึ้นทันทีเมื่อฝูงชนประจักษ์ชัดผลการประลอง
“เหลือเชื่อ !”
“ขยับเพียงห้าก้าว สามัญชนผู้นั้นก็สามารถโค่นคงเต่ยลงได้กระนั้นหรือ ?”
“มันต้องใช้อาคมอย่างแน่นอน !”
“ถูกแล้ว ถูกแล้ว ! พวกมันจะชนะได้เยี่ยงไร ?”
“พรรคแสงจันทร์ถ่ายทอดมนต์ดำ !”
เฮ้ เฮ้ ! คนเรามันก็มีที่สุดของความอดทนบ้างเหมือนกันนะ และหากพวกคนตระกูลผู้ดีเหล่านี้ยังกล้าใส่ร้ายเคล็ดวิชาสวรรค์ที่ข้าเป็นผู้ถ่ายทอดให้แก่เหล่าศิษย์เช่นนี้ต่อไป ข้าคงได้ลุกขึ้นอาละวาดฟาดหางเสียทีกระมัง เคล็ดวิชาทั้งหมดนั้นล้วนคือสมบัติสวรรค์ทั้งสิ้น ! กล้าดีอย่างไรมาเรียกสิ่งนั้นว่ามนต์ดำ ! ข้าพยายามสูดลมหายใจเข้าให้ลึก ๆ ถ่ายลมหายใจออกให้ยาว และยาวเพื่อข่มจิตใจของตนเข้าไว้ ข้ายังมิอยากเป็นพวกปากว่าตาขยิบ ข้าอบรมเด็กพวกนั้นมิให้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น หากทว่าตัวข้ากลับเป็นไปเสียเอง ข้าต้องพยายามหักห้ามจิตใจตนไว้
ต้าเหรินเห็นข้ากำหมัดแน่นจึงหันมาเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน “เกิดอันใดขึ้นกระนั้นหรือ ?”
“เพียงเพราะจู่ ๆ ชัยชนะกลับอยู่ในมือสามัญชน พวกตระกูลผู้ดีทั้งหลายจึงพากันกล่าวร้ายพวกเขาเหตุเพราะตนต้องเสียหน้ากระนั้นหรือ ?” ข้าจงใจขึ้นเสียงสูงให้ท่านผู้ดีที่อยู่รอบข้างได้ยินให้มันเต็มสองรูหู พร้อมกันนั้นข้ายังหันมาจ้องตาต้าเหรินผู้นั่งเคียงข้า “ไหนเจ้าลองตอบข้ามาสิว่า ชนตระกูลผู้สูงส่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่หลงเหลือความภาคภูมิใด ๆ ในตนอีกแล้วกระนั้นหรือ ?”
ข้ารับรู้ได้ถึงคลื่นความโกรธเกรี้ยวที่แผ่ซ่านไปทั่วอาณาบริเวณโดยรอบ ทั้งยังเห็นขุนนางสูงอายุผู้หนึ่งลุกพรวดคล้ายจะพ่นสบถใส่หน้าข้า หากทว่าต้าเหรินกลับรีบลุกโต้เช่นกัน เสียงซุบซิบกระหึ่มของฝูงชนพลันเงียบกริบในทันที
“โปรดประกาศผลชัยให้แก่เต๋อเว่ยด้วย” ต้าเหรินสั่งการผู้ประกาศด้วยน้ำเสียงเจือมนต์ขลัง “ข้ามิเห็นอายมารปีศาจแผ่ซ่านออกจากเคล็ดวิชาคนผู้นั้น ทั้งมิปรากฏรัศมีมนต์ดำซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นเคล็ดวิชามารเล็ดลอดจากร่างของเขาเช่นกัน ทุกท่านโปรดคลายใจ ชัยชนะครานี้อยู่ในมือผู้ที่เหมาะสมยิ่งแล้ว”
ฝั่งผู้รับชมกลุ่มตระกูลสูงทั้งหลายล้วนไม่พึงพอใจ หากแต่ด้านฝั่งที่นั่งผู้ร่วมชมสามัญชนต่างร้องเฮกันเกรียว แม้ต้าเหรินจะเป็นองค์ชายผู้มีกิตติศัพท์เป็นที่เลื่องลือด้านความไร้ค่า กระนั้นอำนาจบารมีของเขายังคงเป็นสิ่งมิอาจข้ามผ่าน เขาย่อมคงเป็นพระโอรสแห่งองค์พระสนม ผู้สามารถครองพระทัยองค์ฮ่องเต้ยิ่งไปกว่าพระมเหสี เช่นนั้นต้าเหรินย่อมสามารถกระทำทุกสิ่งตามใจปรารถนาได้โดยไร้สิ้นเสียงตำหนิติเตียน กระทั่งองค์ฮ่องเต้ยังทรงตามใจองค์ชายรองผู้นี้อย่างน่าใจหาย มิใช่เรื่องเล่าขันเพียงลมปากเลยหากจะกล่าวว่า แม้นองค์ชายผู้นี้กระทำผิดอาญาแผ่นดินสักเพียงไร ทุกการกระทำของพระองค์ล้วนได้รับการอภัยโทษอย่างไร้ข้อกังขา
ทันทีที่ต้าเหรินลงนั่ง ข้ามิอาจยับยั้งความรู้สึกซาบซึ้งที่ท่วมท้นภายในใจได้อย่างแท้จริง
“ขอบคุณน้ำใจท่าน” คำกล่าวถูกเปล่งออกมาพร้อมรอยยิ้มแรกที่มอบแด่เขา
“ข้ามิได้ต้องการคำขอบใจจากเจ้า” เขาขยิบตาให้ข้าทีหนึ่ง “ที่ปรารถนาคือริมฝีปากนุ่มของเจ้า”
รอยยิ้มแข็งค้างบนใบหน้าของข้า เส้นเลือดกลางหน้าผากเต้นตุ้บตุ้บ เจ้าอ๋องบ้า ! ข้าหันขวับหลบหน้าหนี เพื่อหักห้ามจิตใจตนเองที่กำลังครุ่นคิดหมายจับคนผู้นี้มาย่างเสียทั้งเป็น
***จบตอน งานประลองบัวเหินหาว***
Powered By SK REALTY+