ช่วงนี้ข้าดูคล้ายพวกแม่บ้านที่ทิ้งวันเวลาไปวัน ๆ จนเริ่มจะเกียจคร้าน
สมัยจินเริ่มเข้าสถานศึกษาใหม่ ๆ ข้าก็เริ่มตื่นแต่รุ่งสางเพื่อลุกขึ้นมาตระเตรียมสำรับยามเช้า เตรียมสำรับห่อสำหรับมือกลางวันรวมถึงของว่างให้จินนำติดไปกินที่สถานศึกษา โดยจินจะกลับมาในช่วงบ่าย เพื่อช่วยตระเตรียมสำรับมื้อค่ำ ส่วนสำรับจานโปรดของจินนั้นคือไก่กังเพา* ที่เขาชื่นชอบจนกินทั้งวันทุกมื้อกระทั่งล้มป่วยไปพักใหญ่
*ไก่กังเพา คือไก่ผัดถั่วลิสง ซึ่งเป็นสำรับที่มีต้นกำเนิดจาก เสฉวน ประเทศจีน ได้รับความนิยมในร้านอาหารจีนทั้งในประเทศจีนเอง และต่างประเทศ
เมื่อจินเจริญวัยขึ้น ช่วงเวลาการเรียนจึงเริ่มแน่นตามขึ้นเช่นกัน เวลากลับถึงเรือนเริ่มเปลี่ยนจากยามบ่ายเป็นยามเย็น กระทั่งจินต้องลุกขึ้นแต่รุ่งสางเพื่อมาตระเตรียมอาหารเช้าให้ข้าแทนคำขอขมาที่กลับถึงเรือนสายเป็นประจำ จินเร่งรีบออกจากเรือนทุกวันจนข้าตระเตรียมอาหารกลางวัน และของว่างให้ไม่ทัน
ทุกวันหลังเลิกเรียน เขาจะกลับมาเล่าเรื่องที่ได้พบเจอในห้องเรียน รวมถึงสิ่งที่ได้ศึกษาอย่างสนุกสนาน และบอกเล่าทุกรายละเอียดจนข้าค่อยคลายกังวล กลับทั้งยังพลอยนึกสนุก จนข้าอยากจะกลับไปเข้าสถานศึกษาใหม่อีกครา
เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาที่ข้าอยู่ในสถานศึกษาเทพบนแดนสวรรค์ เทพทั้งหลายจะต้องเข้าสถานศึกษาในช่วงวัย 500-10,000 ปี นับเป็นข้อบังคับ แม้ความทรงจำของข้าจะลางเลือนเต็มที ทว่ายังพอจดจำได้ว่าสถานศึกษาเป็นสถานที่สนุกสนานอย่างยิ่งสำหรับข้า
สิ่งที่จินมิได้บอกเล่าแก่ข้านั้นคือ เขาเป็นคนเด่นที่ได้รับความชื่นชมจากสหายร่วมชั้นเรียนเดียวกันอย่างล้นหลาม เรื่องนี้ข้ารับรู้มาจากสหายที่มักได้พบเจอกันในตลาด นางเล่าให้ข้าฟังว่าบุตรสาวของนางคลั่งไคล้จินเพียงใด เพียงได้ฟังภายในใจข้าก็ร้อนรุ่มด้วยความขุ่นเคือง ข้ากำลังหึงหวง หากแต่จะทำอย่างไรได้ ? เฮ้อ ! ข้านี่ช่างมีจิตใจคับแคบเสียเหลือเกินที่คิดเช่นนั้นกับเด็กหญิงมนุษย์ที่ยังมิทันเจริญวัยเข้าสู่วัยสาวเสียด้วยซ้ำ
จินเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มน้อยช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แม้จะเจริญวัยครบ 11 ปีแล้ว ทว่ารูปหน้าของเขายังคงกลมดิ๊กเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นหัวมันน้อย ทั้งยังคงเปล่งอายรัศมีอันน่าเกรงขามที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คน ยามนี้น้ำเสียงของเขายังไม่แหบห้าว หากแต่กลับนุ่มนวลปานน้ำผึ้ง ข้าไม่ประหลาดใจเลย หากเขาจะมีเรือนเล็กเรือนน้อยมากมายในวันหน้า ทว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าคงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอย่างแน่นอน
พวกสมาคมแม่บ้านเริ่มตั้งกลุ่มนินทาประสาปากนกกระจิบภายใต้นาม “กลุ่มแม่บ้านหรรษา” ส่วนตัวข้าก็ถูกคะยั้นคะยอให้เข้าร่วมบันเทิงปากกับพวกแม่บ้านนับสิบ ซึ่งล้วนเป็นสหายที่พบเจอกันตามละแวกต่าง ๆ ทั่วท้องตลาดนั้นเอง
พวกเขาต่างรู้ดีว่าข้ามิใช่ภรรยา หรือมารดาของผู้ใด กระนั้นข้าก็ได้รับความไว้วางใจให้รับฟังสารพันปัญหาประจำเรือนจากทุกคน อาจเพราะข้ามักช่วยหาทางออก แก้ไขให้ได้แทบทุกปัญหา กระทั่งปมปัญหาบนเตียง และสิ่งหนึ่งที่บรรดาแม่บ้านชอบสนทนาแลกเปลี่ยนกันนั้นคือ เรื่องงานครัว และเพราะตัวข้าอยู่บนแดนสวรรค์ เช่นนั้นจึงรู้จักสำรับอาหารพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งที่ทุกคนเคยคุ้นชิน ทั้งตัวข้าเองก็มีจิตใจกว้างขวางมากพอจะช่วยแบ่งปันตำรับอาหารเหล่านั้นให้แก่สหายแม่บ้านทุกครัวเรือน แม้เมื่อสมุนไพรบางชนิดมิอาจพบเจอได้ในละแวกนั้น ข้าก็สามารถปรับเปลี่ยนเลือกใช้สมุนไพรที่สามารถซื้อหาได้ในตลาดมาทดแทนกันได้อย่างคงคุณภาพเช่นเดิม
กลุ่มสมาคมแม่บ้านหรรษาจะนัดพบกันทุกบ่ายวันศุกร์ ที่ร้านซาลาเปาถั่วแดง ร้านโปรดของทุกคน ภายในร้านสามารถรับรองแขกได้ถึง 50 คน แม้ร้านจะเริ่มเปิดรับรองแขกเหรื่อในช่วงยามเว่ย (บ่าย 2 โมง) ทว่าจำต้องรีบมาจับจองที่กันเสียก่อน หากมิต้องการมาเบียดเสียดแย่งชิงกับฝูงชนที่กรูกันข้ามาร่วมถล่มตามความนิยม ข้ากลายเป็นผู้นำสมาคมกลุ่มสาวไร้สาระไปโดยปริยาย และนับเป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกว่าตนกำลังรับภาระอันหนักอึ้งที่ยากเย็นที่สุดในช่วงชีวิตทั้งหมดหลายหมื่นปีที่ผ่านมา
บ่ายวันหนึ่ง ข้าล้มตัวเอนกายเอกเขนกโดยมีซือหลานนอนขดตัวกลมอยู่บนหน้าท้อง นับเป็นวันเรื่อยเปื่อยเอ้อระเหยอีกวันหนึ่งของข้า บนสรวงสวรรค์ข้ามีภาระหน้าที่ต้องกระทำมากมายในฐานะราชนิกูล ทว่าเมื่อข้าอยู่ในฐานะมนุษย์สามัญผู้หนึ่งนับว่ามีข้อจำกัดมากมาย
ข้ายกมือใช้ปลายนิ้วสางผม และเริ่มครุ่นคิดทบทวน ยิ่งนึกก็ยิ่งรู้สึกดีใจที่ข้าตัดสินใจเปลี่ยนสีผมจากเดิมที่เคยเป็นสีเงินยวงให้กลายเป็นสีดำสนิท เพราะในเมืองนี้ไม่มีผู้ใดมีเส้นผมสีเงิน หากมิได้คำแนะนำจากเฉินข้าคงได้กลายเป็นตัวประหลาดไปแล้ว
นับแต่เยาว์วัย ข้าก็ชอบใจเรือนผมสีเงินของข้านี้ เส้นผมที่ทุกคนต่างชื่นชมว่าช่างงดงามส่งแสงทอประกายดุจแสงจันทรา ถ้อยคำยกยอเหล่านั้นยิ่งทำให้ข้ารู้สึกภาคภูมิใจ ทว่าเพียงสิ่งเดียวที่สร้างความรำคาญใจให้แก่ข้านั้นคือใบหน้า ข้ายังจดจำได้ดี ครั้งที่เทพเด็กชายผู้หนึ่งผู้ร่วมศึกษากับข้าในสถานศึกษาเทพ เที่ยวโพนทะนาไปทั่วว่าข้าเป็นเทพอัปลักษณ์ เสียงโจษจันแพร่ไปเช่นนั้นจวบจนสิ้นการศึกษา
ถึงยามนี้ ข้ากลับมิอาจจดจำใบหน้า หรือแม้กระทั่งนามของเด็กเทพผู้นั้นได้ กระทั่งวันเวลาผ่านไปนับพันปี สิ่งที่ข้ายังคงฝังใจนั้นคือ ความรู้สึกอับอายเสียหน้าจนต้องวิ่งหนีหลบหน้าผู้คนออกมาทั้งน้ำตา ความอับอายครานั้นทำให้ข้าซุกซ่อนใบหน้าของตนไว้ภายใต้ผืนผ้าบังตาตลอดเวลาที่ปรากฏกายสู่ภายนอก
สหายร่วมศึกษาหลายคนเข้ามาช่วยปลอบใจ พวกเขาต่างบอกว่า นั่นมิใช่ความจริงเลย ข้ามิใช่เทพที่มีใบหน้าอัปลักษณ์เช่นนั้น ทว่าข้าย่อมรู้ดีว่าพวกเขาเพียงเอ่ยกล่าวเช่นนั้นเพื่อเอาใจข้า ทั้งข้าย่อมรู้ดีว่าตนมิได้มีใบหน้าน่าขยะแขยงถึงเพียงนั้น บางทีข้ายังรู้สึกว่า ข้ายังจะน่ารักกว่าเทพธิดาบางองค์เสียด้วยซ้ำ หลังสิ้นสุดการศึกษานับเป็นเวลาหลายปี ข้าก็มิได้ติดต่อกับสหายร่วมศึกษาเหล่านั้นอีก คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังอยู่ข้างกายข้า นั่นคือ ซือมิ่ง และเฉิน ผู้เป็นสหายคนสนิทที่ข้ายังคงคบหา
ข้าตกอยู่ในห้วงแห่งภวังค์ ขณะเสียงบานประตูถูกแง้มเปิด
ครั้นเมื่อข้าหันไปหาจิน ข้ากลับต้องตระหนกตกใจ เมื่อผู้ที่ปรากฏกายคือชายแปลกหน้า ผู้มีเสื้อคลุมสีน้ำตาลคลุมร่าง หมวกคลุมศีรษะที่ติดอยู่กับเสื้อบดบังใบหน้าของเขา ยังคิดว่าข้ากำลังอยู่ในห้วงแห่งความฝันกระนั้นหรือ ข้าเพ่งมองลึกลงไปภายใต้หลืบเงาของหมวกคลุมศีรษะใบนั้น ด้วยคาดหมายจะสบสายตา คนผู้นั้นจ้องกลับ ฉับพลันเสียงกรีดร้องราวสาวน้อยแรกรุ่นก็แผดลั่น
ข้าลุกพรวดขึ้นทันที ซือหลานกระโจนลงจากท้องข้าด้วยความตื่นตกใจ
“ข้าควรเป็นฝ่ายกรีดร้องมิใช่หรือ ?” สายตาของข้ายังคงจับจ้องอยู่กับคนแปลกหน้าตรงหน้า พยายามข่มบังคับตนเองอย่างสูงมิให้กระทืบคนผู้นั้นจนแบนติดผืนธรณี
“อ้า ! ขออภัย ข้ามิรู้จริง ๆ ว่ามีผู้พักอาศัยในเรือนหลังนี้แล้ว” น้ำเสียงเรียบเย็นตอบกลับหลังกระดกกลืนน้ำลายที่ติดค้างอยู่ในลำคอลงไปเแล้ว
“เจ้าตาบอดหรือ จึงมิเห็นแสงประทีป มิเห็นร้านตำราที่เปิดใหม่นั้น ?” ข้าพยายามข่มความขุ่นเคืองในใจอย่างเต็มที่ เจ้าหัวขโมยผู้นี้ มิรู้จักมารยาทเอาเสียจริง ๆ
“เอ้อ ! ข้ามิใช่หัวขโมย” คนผู้นั้นรีบยกมือชูขึ้นทันทีที่เห็นข้าเริ่มจะฉุน “สหายของข้า คือเจ้าของเดิมของเรือนหลังนี้ ทั้งเขายังอนุญาตให้ข้าเข้ามาพักอาศัยได้ทุกเมื่อที่เข้าเมือง”
“อ้อ ! ทว่ายามนี้เรือนนี้ตกเป็นของข้าแล้ว” ข้าโต้กลับอย่างไม่ไยดี
ชายแปลกหน้าผู้นั้นกระแอมออกมาคราหนึ่ง หลังยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่กลางห้องเสียนาน “ขออภัยเถิด ข้ายังมิได้แนะนำตนเลย” เขาปลดหมวกคลุมศรีษะลง เผยให้เห็นเรือนผมสีทอง นัยน์ตาสีเขียว ที่ผิดแผกแตกต่างจากผู้คนทั้งหลายในเมืองนี้ “นามของข้าคือ ต้าเหริน”
“ข้ามิได้อยากรู้ว่าเจ้าคือผู้ใดเสียหน่อย” คำกล่าวถูกพ่นออกไปพร้อมนัยน์ตาประหลับประเหลือกของข้า เมื่อเพ่งพินิจดูรูปลักษณ์ที่แปลกแยกของอีกฝ่าย ข้าจึงอดมิได้ที่จะชี้มือชี้ไม้ออกไป “เจ้าดู….แตกต่าง”
“อ้อ เป็นเพราะข้ามาจากแผ่นดินอื่นที่อยู่ห่างออกไปทาง…ตะวันตก” เขาหัวเราะเจื่อน ๆ
“เป็นเช่นนั้นรึ ?” สายตาของข้ายังคงจับจ้องเพ่งมองดวงหน้านั้น “แล้วเจ้ามาทำอันใดที่นี่เล่า ?”
“ข้าจะมาพักผ่อนในเรือนนี้ ที่นี่เป็นที่เดียวที่ข้าสามารถเป็นตัวของตัวเองได้” เขากวาดตามองไปรอบห้องด้วยสายตาพึงพอใจขณะเอ่ยกล่าว “ทุกอย่างที่นี่ยังคงเป็นเฉกเช่นแต่ก่อน”
“ข้าหมายถึง เจ้าน่ะ มาทำอันใดที่เมืองนี้ ?” ข้าเริ่มหรี่ตาจดจ้องด้วยความคลางแคลงใจ เมื่อคำกล่าวของเขาคล้ายส่อพิรุธ แม้ซือหลานจะกำลังนั่งเล็มเลียอุ้งเท้าของตนอยู่ที่มุมห้อง ทว่าข้าย่อมรู้ดีว่าเขากำลังจับตามองคนแปลกหน้าผู้นี้อย่างไว้เชิง และพร้อมจะพุ่งเข้าจู่โจมทันทีที่สถานการณ์มิสู้ดี
“ข้า….มาเยี่ยมเยือนสหาย” เสียงหัวเราะเคอะเขินเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของเขา ขณะข้าทำได้เพียงกดดันอีกฝ่ายด้วยแววตาเขม็งเย็นชา ฉับพลันเสียงดัง ‘จ๊อก……’ ก็ก้องสะท้อนลั่นแทรกบรรยากาศตึงเครียดที่เงียบสงัด
“อภัยเถิดแม่นาง…..” ต้าเหรินมีท่าทางกระอักกระอ่วนขัดเขิน
“เห็นทีข้าจะหิวเสียแล้ว มิรู้ว่าเจ้าพอจะมีสิ่งใดให้ข้าประทังท้องบ้างหรือไม่ เป็นของเหลือก็ย่อมได้” บุรุษผู้นั้นส่งยิ้มแหยมาให้ข้า
น่าจะวางยาพิษใส่เสียให้เข็ด ทว่ายาพิษ ! เห็นจะสบายเกินไปสำหรับคนผู้นี้กระมัง ?
เสียงท้องของบุรุษผู้นั้นดังขึ้นอีกครา คล้ายเป็นนัยรบเร้าให้ข้าเร่งมือตระเตรียมสำรับได้แล้ว
“เรียกข้าว่าฉูฉู่แล้วกัน” ข้าก้าวฉับ ๆ ตรงไปที่ห้องปรุงอาหาร เริ่มเตรียมอาหารเย็นสำหรับ 4 ที่ (นับรวมซือหลานด้วยอีกหนึ่ง) ข้ายกชิ้นเนื้อขึ้นหั่นพร้อมอายสังหารที่คุกรุ่นจากเรือนกาย “มิอยากเชื่อว่าข้าจะต้องมาเตรียมอาหารให้หัวขโมยตัวร้ายด้วย” อา….. นี่ข้าจะจิตใจงดงามเกินไปแล้ว เพียงได้เจอคนแปลกหน้าที่โผล่เข้ามาในเรือนโดยมิให้สุ้มให้เสียง ข้าก็ลุกขึ้นมากุลีกุจอจัดสำรับให้เพียงเพราะเขากำลังหิวโหย ! นี่ข้าควรไปเปิดโรงเจให้ม้นรู้ดีรู้ชั่วไปเลยใช่หรือไม่ ?
ต้าเหรินหัวเราะร่วน “ข้ากำลังเป็นเจ้าหัวขโมยจี้ปล้นอาหารตัวจริงนะนี่ !”
***จบตอน หัวขโมย !***
Powered By SK REALTY+