ตอนที่ 10 หึง ! !

ยามเย็นเมื่อจินกลับมาจากสถานศึกษา สีหน้าท่าทางของเขาดูแปลกไป ท่าทีเช่นนี้ข้ามิเคยเห็นมาก่อน มันดูคล้ายเขากำลังจับได้ว่าข้ามีชู้

 

“คนผู้นั้นคือใคร ?” ทั้งท่าที และน้ำเสียงของเขาแข็งกระด้าง เป็นครั้งแรกที่ข้ารับรู้ได้ถึงอายแห่งความเย็นชาที่แผ่ซ่านออกจากกายเขา

 

“มิต้องใส่ใจ แค่เพียงสุนัขเห่าหอนขอเศษอาหารเท่านั้น” ข้ารีบตอบ หวังช่วยบรรเทาความขุ่นเคืองของเขา

 

ขณะนั้นข้ากำลังล้างเฉ่าเหมย*ให้จินในห้องเตรียมอาหาร ส่วนต้าเหรินก็จัดการสำรับตรงหน้าอย่างเต็มที่จนนั่งเรอพุงกางไปนานแล้ว

*เฉ่าเหมย คือสตอเบอร์รี่

 

“ก็แค่วานรน่ารังเกียจตัวหนึ่ง จิน ! หากเจ้าอยากโยนออกไปให้พ้นสายตานั้นย่อมได้” น้ำเสียงของข้าไร้ความรู้สึก

 

“อ้อ ! เจ้ามีบุตรแล้วกระนั้นหรือ ?” เสียงต้าเหรินเอ่ยถาม ขณะหมุนเก้าอี้หันมามองจิน “เจ้าดูเยาว์วัยเกินกว่าจะมีบุตรวัยเท่านี้มิใช่หรือ ?”

 

เพียงได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของจินกลับยิ่งแข็งกร้าว อายพิฆาตแรงกล้าฉายผ่านนัยน์ตาคู่นั้นวาบหนึ่ง และสิ่งนั้นทำให้ต้าเหรินต้องนั่งตัวลีบติดโต๊ะด้วยความประหลาดใจ

 

“นี่ข้ากล่าวอันใดผิดไปกระนั้นหรือ ?” ผู้มาเยี่ยมเยือนโดยมิได้รับอนุญาตเอ่ยถามด้วยความฉงน

 

ข้ามิต้องการบอกผู้ใดว่าข้าคือฮูหยินของจิน เขาเป็นเพียงเด็กน้อย หากข้าเที่ยวโพล่งปากออกไป เช่นนั้นผู้คนจะคิดกับพวกเราเช่นไร ? ตัวข้าย่อมมิอาจไว้ใจต้าเหริน ยิ่งคาดเดาจากบุคลิกลักษณะคนผู้นี้แล้ว ข้าก็คาดว่าเขาน่าจะเป็นพวกปากสว่าง เก็บความลับไม่อยู่เป็นแน่ ทั้งยังน่าจะเป็นพวกเหลาะแหละหาสาระมิได้ ข้ายังมิต้องการให้ชื่อเสียงของจินต้องเสียหาย ข้าควรรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม รอกระทั่งเขาเติบใหญ่เป็นบุรุษหนุ่มผู้ผึ่งผายอย่างเต็มตัว

 

“อ้า…. เขาคือบุตรชายของสหายข้า” ข้ารีบตอบสวนกลับ ขณะจัดเรียงเฉ่าเหมยใส่ชามมือเป็นระวิง

 

สองคิ้วของต้าเหรินเลิกขึ้นสูง ทว่ามิได้เอ่ยกล่าวสิ่งใด เขาลุกขยับจากเก้าอี้ สวมใส่เสื้อคลุมตัวนอกของตน “คิดว่าคงถึงเวลาที่ข้าควรไปแล้ว ขอบคุณน้ำใจของเจ้าสำหรับอาหารมื้อนี้ ! แล้วข้าจะกลับมาเยี่ยมเยือนใหม่”

 

“เจ้าหัวขโมยจอมพิลึก ผู้ใดชวนให้เจ้ากลับมากัน ?” ข้าแผดเสียงลั่น “ข้าหวังจะมิต้องพบเจอเจ้าอีกต่างหาก !”

 

บุรุษผู้นั้นกลับแค่นเสียงหัวเราะก่อนจะก้าวฉับ ๆ จากไป

 

“คนอะไรหยาบคายเป็นที่สุด !” ข้าบ่นอิบ จู่ ๆ นึกจะไปก็ลุกไปง่ายดายเช่นนี้เนี่ยนะ ! ข้าเดินตรงไปที่โต๊ะ วางชามเฉ่าเหมยลงตรงหน้าจิน หากทว่าเขาไม่แม้ชายตามอง

 

“ขอต้อนรับกลับบ้าน จิน ! มา ๆ กินเสียสิ” ข้าส่งยิ้มหวาน

 

ทว่าเขากลับจ้องข้าตาเขียวปั้ด ก่อนจะหนีกลับขึ้นไปบนห้องที่ชั้นสอง ความรู้สึกของการถูกทอดทิ้งถาโถมใส่ดวงใจน้อย ๆ ของข้าผู้นั่งจ่อมเพียงเดียวดายในห้องอาหารกว้าง เฉ่าเหมยถูกยกขึ้นเพ่งพินิจทีละผล นี่ข้ากล่าวคำใดผิดไปกระนั้นหรือ ? เหตุใดเขาจึงทำตัวเมินเฉยต่อข้าเช่นนี้ ? หรือจินกำลังเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว ?

 

“มิทราบนายท่านมีความประสงค์จะให้ข้าช่วยกินเฉ่าเหมยพวกนั้นหรือไม่ขอรับ” เสียงซือหลานแทรกเข้ามา พร้อมร่างน้อยที่กระโจนขึ้นโต๊ะอาหาร สายตาของเขาจับจ้องอยู่กับผลไม้สีแดงด้วยท่าทีกระดี๊กระด๊า

 

“ไม่มีทาง เก็บอุ้งเท้าของเจ้าให้ห่าง ๆ โต๊ะไปได้เลย” ข้าปกป้องเฉ่าเหมยชามนั้นประหนึ่งปกป้องชีวิตอันมีค่าของตน

 

“หูย… ขี้ตืดจัง” ซือหลานหันไปเลียขนหางทีหนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้ากระโดดลงจากโต๊ะอาหาร

 

มิรู้ตัวเลยว่าข้าเผลอหลับไปในห้องอาหารตั้งแต่เมื่อใด ใบหน้าของข้าทาบติดไปกับพื้นผิวโต๊ะสองแขนยกขึ้นประสานราวหมอนอย่างมิรู้ตัว ภายใต้ความมืดมิด ข้ารู้สึกคลับคล้ายคลับคลา ขณะกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่นั้น เหมือนมีบางสิ่งเข้ามาห่อคลุมกาย มอบความอบอุ่น ก่อนข้าจะเริ่มเคลิ้มไหลเข้าสู่ห้วงแห่งนิทราอย่างแท้จริง เกือบชั่วยาม*ผ่านไป ข้าได้ยินเสียงขลุกขลักดังมาจากห้องเตรียมอาหาร จากนั้นแค่เพียงครู่ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ลอยฟุ้งมาเตะจมูกข้า

*หนึ่งชั่วยาม คือสองชั่วโมง

 

ข้าเงยหน้าขึ้น ผ้าห่มที่คลุมอยู่บนลาดไหล่ของข้าไหลลื่นลง ข้ารีบคว้าไว้ทั้งรอยยิ้ม กระทั่งจินกำลังโกรธเกรี้ยว เขาก็ยังคอยห่วงใยข้า

 

“เจ้าตื่นแล้ว” จินปรากฏกายพร้อมจานเฉ่าเมี่ยน*ในมือ เขาวางจานนั้นลงตรงหน้าข้า ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้งพร้อมถ้วยชา

*เฉ่าเมี่ยน คือหมี่ผัด

 

“เจ้ายังขุ่นเคืองข้าอยู่กระนั้นหรือ ?” ข้าทำตาประหลับประเหลือกใส่

 

“ไยเจ้าคิดว่าข้าขุ่นเคืองเจ้าเล่า ?” เขาเลิกคิ้วสูง

 

“อาจเป็นเพราะข้าปล่อยให้ชายผู้นั้นเข้ามาในเรือน ทั้งยังจัดสำรับอาหารให้เขาอีกด้วย”

 

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง” เขาแสยะยิ้มยกมือขึ้นกอดอก นี่มัน…. เจ้าหัวมันน้อยมีท่าทีราวกับผู้ใหญ่เช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด ? วันคืนช่างผ่านผันรวดเร็วนัก ผู้เป็นมารดาทุกคนต้องเผชิญช่วงเวลาที่อึดอัดใจเช่นนี้กระนั้นหรือ ? เมื่อหวนนึกถึงหัวมันน้อยผู้แสนน่ารัก ข้าก็อยากจะร่ำไห้ อยากย้อนเวลากลับไปหาคืนวันครั้งก่อน ก่อนที่เขาจะกลับกลายมาเป็นเช่นนี้

 

“ไยเจ้าจึงบอกว่าข้าเป็นเพียงบุตรผู้อื่นเล่า ?” คำตัดพ้อดังขึ้น พร้อมริมฝีปากล่างที่ยื่นเบะออกมาเล็กน้อย ยามนี้เครื่องหมายคำถามลอยอยู่เต็มหัวข้า มิรู้จริง ๆ ว่าเขาไม่พอใจด้วยเหตุใด

 

“เอ๋ ? เจ้าอยากให้ข้าบอกใคร ๆ ว่าเจ้าเป็นบุตรของข้ากระนั้นหรือ ?” ยิ่งพูดข้าก็ยิ่งสับสน

 

“มิใช่ !” คราวนี้จินยิ่งฮึดฮัดหนัก “ข้าคิดว่าข้าเป็น…..” ใบหูของเขาแดงก่ำ สีแดงระเรื่อเริ่มไล่ขึ้นมาจากต้นคอ “เป็น….”

 

 “……สามีข้า ?” ข้าช่วยจบประโยคให้ เพียงเท่านั้นทั้งดวงหน้าของเขาก็ถูกย้อมไปด้วยสีแดงก่ำในทันที

 

ข้าหัวเราะคิกคัก นี่น่ะหรือที่ทำให้เขาหัวเสีย ? ช่างสมเป็นเด็กน้อยเสียจริง !

 

“นะ…นั่นเจ้าหัวเราะอันใด !” เขารีบยกแขนเสื้อขึ้นปิดหน้า ทว่ากลับยิ่งทำให้เขาดูคล้ายหนุ่มน้อยขี้อายหนักขึ้นไปอีก

 

“ที่ข้ากล่าวเช่นนั้น เพราะมิต้องการให้เจ้าเสื่อมเสียชื่อเสียง หากพวกสาว ๆ ที่คลั่งไคล้เจ้ารู้ว่าข้าคือฮูหยินในอนาคตของเจ้าจะเป็นเช่นไรเล่า ?  พวกนางมิลุกขึ้นมาอาละวาดกันยกใหญ่กระนั้นหรือ ? หากชื่อเสียงของเจ้าถูกทำลายจนมิเหลือชิ้นดีอนาคตเบื้องหน้าจะเป็นเช่นไร ?”

 

จินตั้งใจฟังถ้อยคำของข้าด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม “สาว ๆ ที่เจ้ากล่าวถึงคืออันใด ? เจ้ามิอาจระงับจินตนาการที่น่าขนลุกพวกนั้นได้ล่ะหรือ ?” เขาถอนหายใจ “อีกทั้ง ชื่อเสียงจะมีประโยชน์อันใด หากข้ามิอาจอยู่ร่วมกับเจ้า ?”

 

ครานี้กลับกลายเป็นข้าที่หน้าแดงแป๊ด เจ้า-เจ้าเด็กนี่ ! ไปฝึกคำพูดเช่นนี้มาแต่ที่ใด ! หรือจะเป็นเพราะนิยายรักประโลมโลกที่ข้าเจอใต้หมอนของเขาเมื่อสองสามเดือนก่อน ? เห็นทีคงต้องหาทางเก็บใส่หีบลงกลอนให้แน่นหนาเสียแล้ว

 

“รอ- รอให้เจ้าถึงวัย 18 เสียก่อนเถิด ! เมื่อนั้นพวกเราค่อยสมรสกัน”  ข้าทำทีจิบชาแก้เก้อ อ้าว ! แล้วเหตุใดจู่ ๆ ข้ากลับโพล่งเรื่องการแต่งงานขึ้นมาหน้าตาเฉยเล่า ? มันน่าเอาหัวโหม่งกำแพงเสียจริง

 

“ไม่ว่าเมื่อไร ข้าก็พร้อมจะรอเจ้าเสมอ” แม้คำโต้ตอบของเขาจะเฉื่อยเนือย หากทว่ากลับเต็มไปด้วยความจริงใจ

 

ในชาติภพนี้ผู้ใดตามเกี้ยวเกาะแกะผู้ใดกันแน่ ? ไยเรื่องราวจึงกลับตาลปัตรไปได้ถึงเพียงนี้ ?

***จบตอน หึง ! !***

Novel
Novel
Novel