เด็กน้อยค่อย ๆ เปิดกล่องของขวัญอย่างตั้งใจ ผืนผ้าลายสายรุ้งถูกดึงขึ้นมาด้วยท่าทีตื่นเต้น ยามค่ำคืน แสงเทียนยิ่งสาดส่องผืนผ้าให้ทอประกายระยิบระยับงดงามจับตา สายรุ้งสีสดใสบนผืนผ้าดึงดูดความสนใจของจินอย่างเห็นได้ชัด
“เอ้า เบา ๆ หน่อย !” ข้าเอ็ด เมื่อเห็นเขารีบร้อนดึงผืนผ้าออกจากกล่อง จินรีบจับอย่างเบามือในทันที เขาทำท่าสลดคล้ายเกรงจะทำผ้าฉีกขาดอย่างไม่ตั้งใจ
ข้าหัวเราะคิกคัก “มิต้องห่วง ผืนผ้านี้ทอขึ้นจากไหมแมงมุม ไม่ฉีกขาดง่ายดายเพียงนั้นหรอก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของเขากลับกลายเป็นสดใสขึ้นในทันที หัวมันน้อยจินค่อย ๆ สวมใส่ชุดนอนสายรุ้ง จากนั้นก็หันหมุนไปมาจนรอบตัว ก้มลงมองแขนเสื้อ ก้มดูขากางเกง ก่อนจะเอี้ยวตัวไปด้านหลัง เพื่อกวาดสายตามองให้ทั่วทั้งตัว เจ้าหนูน้อยผู้นี้น่าขันเสียจริง
“ข้าดีใจที่เจ้าชอบ” น่าดีใจที่เขาชอบใจชุดที่ข้าให้มากถึงเพียงนี้ ผ้าไหมแมงมุมเป็นผืนผ้าที่ตัดเย็บได้ยาก มิอาจเย็บด้วยวิธีทั่วไป จำต้องใช้ด้ายซึ่งทำขึ้นจากไหมแมงมุมในการปักเย็บ ส่วนเส้นด้ายธรรมดานั้นมิอาจทะลุผืนผ้า
จินดีใจจนพูดไม่ออก สองแขนน้อย ๆ ชูขึ้นเชื้อเชิญอ้อมกอด ข้าก้มลงสวมกอด ท่อนแขนกลมตันคู่นั้นโอบรัดรอบคอก่อนปากน้อย ๆ จะระดมพรมจุมพิตไปทั่วใบหน้าข้า
“พอ พอแล้ว !” ข้าหัวเราะเสียงลั่น ริมฝีปากน้อย ๆ นั้นจั๊กจี้ชะมัด ตอนนี้น้ำลายคงท่วมหน้าข้าแล้วกระมัง เจ้าตัวน้อยยังกระหน่ำหอมข้าไม่เลิกกระทั่งที่สุดก็หันมาหัวเราะร่วนไปกับข้าด้วยอีกคน
นับแต่ข้ามอบชุดนอนเป็นของขวัญ จินก็ไม่ยอมเปลี่ยนชุดอีกเลย ทั้งที่ผ่านไปหลายวันจนข้าเริ่มจะนึกฉุน ทว่าในความขุ่นเคืองกลับแฝงด้วยความปลาบปลื้มใจ แน่นอน เขารักชุดนอนตัวนั้นมาก หากแต่เหตุใดเขาจึงไม่ยอมให้ข้าซักชุดนั้นบ้างเล่า ? เขาอาบน้ำชำระกายทุกวัน หากแต่ทุกครั้งหลังอาบน้ำ ก็จะต้องมาคุ้ยหาชุดนอนที่ข้าแอบนำไปเก็บซ่อน แม้จะต้องวิ่งเปลือยกายโทง ๆไปทั่วบ้านก็ตามที
“จิน ! เปลี่ยนใส่ชุดนี้ไปก่อน” ข้าขึ้นเสียงสูง ขณะกำลังวิ่งไล่กวดเด็กน้อยจนทั่วเรือน
“ไม่เอา !”
ร่างตุ้ยนุ้ยหยุดชะงักในทันที ครั้นเพียงข้ากำลังจะคว้าตัว จินกลับเร่งฝีเท้ากวดหนีสุดแรงเกิด ความหวังจะจับตัวได้เป็นอันพังทลาย มันกุศโลบายใดกันนี่ !
เป็นเช่นนี้กระทั่งถึงวันที่หก เขาบังเอิญทำกางเกงเปื้อนจึงเข้ามารับผิดทั้งน้ำตา เด็กน้อยค่อย ๆ ปลดชุดนอนด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ “ขอโทษ…ฉู”
“เจ้าตัวเหม็นจอมยุ่ง” ข้าเข้าไปช่วยดึงเสื้อออกจากศีรษะน้อย ๆ
“ขอโทษนะฉู” เสียงของเขาดังขึ้นอีกเล็กน้อย
“ไปชำระกายเสียก่อน ข้าจะเอาชุดนี้ไปซักให้” ข้ายกมือขึ้นลูบหัวปลอบใจเจ้าตัวน้อย
“เมื่อไรจะได้ใส่ ?” เสียงกระอ้อมกระแอ้มถาม
“เมื่อแห้ง”
“ได้เลย !” เขาหยุดงอแงรีบสาวเท้าเดินล่อนจ้อนตรงเข้าห้องอาบน้ำในทันที
ครั้นเมื่อถึงวัย 5 ขวบปี จู่ ๆ เขากลับโพล่งคำถามหนึ่งขึ้นมาขณะข้ากำลังทำแกงเกี๊ยว
“ท่านเป็นมารดาของข้ากระนั้นหรือ ?” จินยื่นหน้าเบะปากเข้ามาถาม ถ้วยแกงในมือข้าแทบร่วงหล่น
เวลาอื่นมีออกถมเถไยต้องมาเซ้าซี้ถามตอนนี้ด้วย ? ข้าพยายามทำสถานะของตนเองให้คลุมเครือ เพียงให้ทุกคนเข้าใจว่า ข้ามิใช่คนในครอบครัวของเขา อาจเป็นเพียงผู้ดูแล….หรือ แม่บ้าน แหม….. อันหลังฟังดูดีกว่ากันแยะ
ข้าวางชามน้ำแกงลงบนโต๊ะก่อนจะหันกลับมาหาจิน ซือหลานเอาตัวมาไซ้ที่ปลายแข้ง แม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เอ่ยปากพูดคุยต่อหน้ามนุษย์ กระนั้นข้ายังรับรู้ได้ว่า ยามนี้เขากำลังลอบหัวเราะท้องคัดท้องแข็งอยู่ในใจ
“จิน เหตุใดเจ้าจึงถามเช่นนี้ ?” รอยยิ้มข้ากระตุกกึก หากเขามองข้าเป็นเช่นมารดา เบื้องหน้าต่อไปจะสานรักแสนหวานกันได้เยี่ยงไรเล่า ? ข้าแทบอยากจะแหกปากร่ำไห้ ขณะที่ซือหลานลงไปนอนหงายท้องส่ายหางท่าทางขบขันสุดชีวิต เจ้าเหมียวบ้า !
“หากมิใช่มารดา เหตุใดท่านจึงคอยดูแลข้าเล่า ?” เขาเอ่ยถามด้วยนัยน์ตากลมโตแวววาวคู่นั้น อา… อย่านะ ! อย่าทำให้ข้าต้องแปลงร่างเป็นนางเฒ่าหัวงูในตอนนี้เลย
“ข้ายังมิเคยบอกว่าข้าพบเจอเจ้าที่บนเขากระนั้นหรือ ?” ข้ารีบยัดเยียดความคิดนี้ใส่หัวเขาทันทีที่เขาสามารถเข้าใจได้ ข้าควรต้องรีบสร้างปราการกั้นระหว่างความรักหนุ่มสาวกับความผูกพันในครอบครัวนับแต่เริ่มต้น
เขาผงกศีรษะรับคำ ทว่าสีหน้าท่าทางกลับเคร่งเครียด “เช่นนั้นเหตุใดข้าจึงถูกทอดทิ้งกระนั้นหรือ ?”
“เอ๋ ?” ข้าสะอึกไปในทันที คิดสิ คิด คิด ! ข้าไม่อยากเห็นเขาเศร้าเสียใจ หากพูดผิดอาจกระทบกระเทือนจิตใจ ส่งผลร้ายต่ออนาคต ? ความคิดของข้าว้าวุ่นจนแทบคลั่ง
“นั่นเพราะ….” ข้ายกยิ้มเจ้าเล่ห์ทันทีที่นึกคำตอบแสนวิเศษขึ้นมาได้ “เพราะข้าคือภรรยาของเจ้า ! เมื่อเจ้าเติบใหญ่ เจ้าจะแต่งกับข้า” สองแขนของข้าโอบกอดร่างน้อย ขณะท่อนแขนอ้วนตันก็โอบรัดรอบคอข้าเช่นกัน “เจ้ามิได้ถูกทอดทิ้ง บิดามารดาของเจ้าเพียงรู้ว่าข้าจะมารับเจ้าที่ยอดเขานั้น”
เขาแนบแก้มนุ่มอบอุ่นกับแก้มของข้า “อา… ดีจริง ข้าหลงคิดไปว่าท่านคือท่านแม่ของข้าเสียอีก”
เอ๋…. เดี๋ยวก่อน นี่มันจะดีหรือไม่ดีกันแน่ ? ข้าชักเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาต้องการจะสื่อสารสิ่งใด
กระทั่งถึงคราวที่เขาไม่ยอมกินผัก ทว่าจำต้องกินเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต เช่นนั้นจินจึงถูกข้าตำหนิทุกครั้งที่เขี่ยผักใบเขียวไว้ข้างจาน
“ก็มันไม่อร่อย” เขาเบ้ปากกล่าว ขณะยกตะเกียบคีบกะหล่ำปลีนุ่มด้วยท่าทีอิดออด
“สิ่งที่ดีกับสุขภาพย่อมไม่จำเป็นต้องรสชาติดีเสมอไป ทั้งสิ่งที่รสชาติแย่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่ดีกับสุขภาพเสมอไปเช่นกัน” ข้าอยากจะพูดให้ดูคล้ายพวกบัณฑิตที่มีการศึกษา ทว่าก็ไม่แน่ใจนักว่าประโยคที่ข้าแต่งจะได้ผลหรือไม่
พลันความคิดดี ๆ ก็ผุดขึ้นในหัว พอจะหาหนทางให้เขากินผักได้บ้างแล้ว ทั้งยังจะเป็นอุบายที่ต้องหลบซ่อน
“ซือหลานมานี่ !” ข้าร้องเรียก ซือหลานวิ่งสี่ขาเหยาะ ๆ แกว่งหางเข้ามาหาคล้ายพอคาดเดาได้ว่า ครานี้น่าจะเป็นงานอร่อยอย่างแน่แท้
“กินสิ” ข้าคว้าชามน้อยที่มีเพียงผักส่งให้ซือหลาน เจ้าแมวน้อยสวาปามทุกสิ่งเกลี้ยงไม่เลือกหน้า (ทั้งไม่สนใจหาเนื้อปลาในชาม) อาหารในชามถูกกวาดเรียบเพียงพริบตา เจ้าตัวน้อยเงยหน้าขึ้นจ้องข้าด้วยดวงตาแวววาวขณะตวัดลิ้นเลียปากแผลบ ๆ
“น่ารักจริงเจ้าเหมียวน้อย” ข้ากระซิบกระซาบ ทว่าคล้ายจะได้ยินซือหลานแหวะใส่ในกระแสจิต ข้าอุ้มเขาขึ้นมายื่นปากเข้าไปหา “ในฐานะที่เจ้าทำตัวน่ารักเป็นเด็กดี ข้าจะหอมเจ้าเป็นรางวัลสักที” ซือหลานพยายามยกอุ้งเท้ายักแย่ยักยันหนีออกจากมือข้า เชื่อเลยว่าหากรั้งอีกเพียงครู่ซือหลานคงได้อาเจียนรดใส่หน้าข้าเป็นแน่
“ข้ากินแล้ว ข้ากินแล้ว” จินรีบแทรกขึ้นทันทีที่จัดการผักในจานของตนเองจนเกลี้ยงด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า
ข้าวางซือหลานกลับลงพื้น นับแต่นั้นเป็นต้นมา ซือหลานก็ไม่ยอมเข้าใกล้ข้าอีกเป็นอาทิตย์ ซือหลานบอกข้าว่า เพียงได้เห็นริมฝีปากอวบอูมของข้า เขาก็จะรู้สึกคลื่นไส้ทุกครั้งไป ได้ยินเช่นนั้นข้าแทบอยากเตะส่งกระเด็นออกนอกบ้านไปเสียจริง ๆ
“แล้วจุมพิตของข้าเล่า ?” จินร้องขอพลางจ้องหน้าข้าเขม็งด้วยท่าทีคาดหวังอย่างแรงกล้าเมื่อผักอีกจานถูกจัดการจนราบ
ข้าประทับริมฝีปากลงกับแก้มยุ้ยเบา ๆ หากทว่าจินกลับดูจะผิดหวัง ! เขาหลับตายื่นปากบาง ๆ มาให้ข้า หลังครุ่นคิดทบทวนบางสิ่ง ข้าประทับริมฝีปากลงบนศีรษะน้อย ๆ อย่างนุ่มนวล
“เจ้าตัวร้าย ! เรื่องนี้นับว่าเร็วจนเกินไป ไว้เจ้าค่อยกลับมาทวงจากข้าเมื่อพวกเราแต่งกันแล้วเถิด”
แม้ความคิดอ่านของจินจะแปลกไปบ้าง หากแต่กลับทำให้ข้าประทับใจในความเฉลียวฉลาดของเขายิ่งนัก เมื่อเขาเริ่มเรียนเขียนอ่าน (โดยมีข้าเป็นท่านอาจารย์ผู้ปราดเปรื่อง) จินจะเข้าไปเลือกตำราจากร้านหนังสือกลับมาอ่านที่เรือนด้วยตนเอง บางครั้งข้ายังช่วยอ่านให้เขาฟังยามดึก เขาจะตั้งใจฟังอย่างว่าง่ายด้วยท่าทีแลดูมีความคิดเกินกว่าวัยของตน
เมื่อข้าถามว่าเขาอยากออกไปเล่นกับพวกเด็ก ๆ เพื่อนบ้านบ้างหรือไม่ เขากลับปฏิเสธด้วยคำกล่าวที่ว่า “เดี๋ยวฉูฉู่จะต้องเหงาอยู่คนเดียว” แม้วาจานั้นจะแทบหลอมละลายใจข้า กระนั้นข้าก็มิควรขัดขวางพัฒนาการในวัยเยาว์ของเขา ทว่าหากเขามิต้องการ ข้าก็ย่อมไม่มีสิทธิ์ไปบังคับฝืนใจ
เมื่อจินเข้าถึงวัย 7 ขวบปี ข้าจึงบอกกับเขาว่า ยามนี้ถึงเวลาที่เขาต้องเข้าสถานศึกษาแล้ว
“มิต้องห่วง ข้าอยู่ได้” ข้ายกมือขึ้นลูบศีรษะเขาด้วยความรัก “เจ้าจะได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่ข้ามิอาจสั่งสอน ในสถานศึกษา วิชาความรู้คือสิ่งที่ดีต่อตัวเจ้าเองในวันหน้า”
เขาโผเข้ากอดเอวข้าในทันที “แล้วท่านจะไม่คิดถึงข้าหรือ ?”
อยากจะหัวเราะให้ลั่นทุ่ง เด็กหนอเด็ก ! ทำราวกับอาลัยข้าเสียเต็มประดา
“ผู้ใดว่าข้าไม่คิดถึงเล่า ? ข้าย่อมคิดถึงเจ้าเสมอ แม้เจ้าจะอยู่แค่เพียงตรงข้ามนี้” ข้าหัวเราะร่วนพลางยกมือขึ้นลูบหัวเจ้าตัวน้อย “อยากรู้จริง เบื้องหน้าเมื่อเติบใหญ่ เจ้าอยากจะเป็นอะไร ?”
เขาเงยหน้ามองข้าทำท่าครุ่นคิด เพียงเสี้ยวนาทีคำตอบก็หลุดออกมา “เป็นสามีท่าน”
“เอ๋ ?”
“เบื้องหน้าต่อไป ข้าจะเป็นสามีของท่าน”
*****
หัวมันน้อยผู้นี้มิมีปณิธานอื่นอีกกระนั้นหรือ ?
***จบตอน เจ้าอยากเป็นอะไร ? / สามีของท่าน***
Powered By SK REALTY+