อีกด้านหนึ่ง หวงตี้หวางหย่งอี้พลิ้วพระวรกายหลบมีดของมือสังหารที่ขว้างเข้าใส่ ใช้กระบี่เรียวในพระหัตถ์รับมีดไว้ ก่อนหมุนควงมีดนั้นส่งคืนกลับหาเจ้าของ
นักฆ่าในคราบนางกำนัลหน้าตายเหินกายเข้าใส่พร้อมกัน เรือนร่างปราดเปรียวผลัดกันรุกบนล่าง ทั้งซ้ายขวา หากพระองค์มิคิดจะลงมือทำเพียงปัดป้องให้คมมีดพ้นพระวรกาย ก่อนเหินพระวรกายถอยหลังหนีห่าง พร้อมเป่าปากเป็นสัญญาณ
องครักษ์เงานำโดยเฮ่อเหยี่ยนจึงพังประตูห้องเข้ามา “ถวายอารักขาฝ่าบาท” เฮ่อเหยี่ยนคำรามลั่นสังการเป็นสัญญาณ
นางกำนัลหน้าตายทั้งสองบัดนี้ยืนนิ่ง ในมือดึงเข็มเงินออกมาก่อนปักลงไปใจกลางกระหม่อมของตนเอง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของทั้งสองนางดังประสานกัน
หลี่กุ้ยเฟยที่แอบนิ่งอยู่เบื้องหลัง บัดนี้ยกขลุ่ยเรียวเล็กสีดำในมือขึ้นจรดริมฝีปาก ทันทีที่ขลุ่ยสีดำเรียวเล็กเริ่มส่งเสียงออกมาร่างนางกำนัลที่ยืนแข็งถือ จึงเริ่มเคลื่อนไหวกาย
ดวงตาของนางทั้งสองแข็งค้าง โผนกายเข้าใส่เหล่าองครักษ์เงาด้วยท่วงท่าแปลกพิสดาร ไม่เคยพบเห็น
จุดหมายในการไล่ล่าเฃ่นยามนี้มุ่งเป้าไปที่เดียว คือองค์หวงตี้ที่ยามนี้ทรงเก็บดาบไขว้ไว้เบื้องหลัง ประทับมองนิ่งด้วยสายตารื่นรมย์
ครั้นร่างปราดเปรียวทั้งสองพุ่งทะลุฝ่าแนวป้องกันขององครักษ์เงาเข้ามา เพียงเบี่ยงพระวรกายหลบคมมีด ก่อนกระแทกฝ่ามือทั้งลมปราณเข้าใส่
ร่างที่โผนเข้ามาด้วยความมุ่งร้ายหมายจะเข้ามาเข่นฆ่ากระเด็นทะลุผนังออกไป ยังลานกว้างเบื้องนอกทันที
“โครมมมม”
หวงตี้หวางหย่งอี้ส่งกระบี่ให้เว่ยกงกงที่ยืนเยื้องอยู่เบื้องหลัง ก่อนสาวพระบาทตามออกไปด้วยท่วงท่าของบุรุษเจ้าสำราญ
ดวงพระเนตรของพระองค์จรดจ้องเพียงร่างหลี่กุ้ยเฟยที่ยังคงผิวขลุ่ยแปลกประหลาด อย่างสังเกตสังกา
ขลุ่ยเลาเล็กสีดำสนิทท่วงทำนองเส้นเสียง ที่เปล่งออกมาของมันกรีดลึกเข้าไปในโสตประสาท หากมิใช่ทรงแผ่พลังปรานครอบปกคลุมไว้ สำหรับคนสามัญไร้วรยุทธ์ทั่วไป เช่นเว่ยกงกงคงมีผลร้ายอยู่มิใช่น้อย
กลางลานกว้างหน้าพระตำหนัก เหล่าองครักษ์เงาเข้ารุมล้อมสองสตรีมือสังหาร พวกนางมีบาดแผลทั่วร่างหากเหมือนมิรู้สึกเลย ความเจ็บปวด
จวบจนสองมือสังหารถูกเหล่าองครักษ์เงาพร้อมใจกัน กระแทกใส่ด้วยพลังปรานร่างทั้งสองกองแน่นิ่งอยู่บนพื้นโลหิตสีดำเข้มข้นทะลักออกมาจากปาก หลี่กุ้ยเฟยก็พลันกระอักโลหิตสีดำออกมาคำโต
ราวกับร่างกายพวกนางผสานไว้ด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียว
“อั๊กกกกก”
ใบหน้างดงามปานล่มเมือง ยามนี้บิดเบี้ยวผิดรูปน่าสังเวชอย่างที่สุด นางดิ้นรนร่างกายอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส ขลุ่ยเลาเล็กกระเด็นหลุดออกจากมือไปไม่ห่าง นางกระเสือกกระสนกายคืบคลาน ไปหาขลุ่ยเลานั้น
พระวรกายสูงโปร่งขององค์หวงตี้ก้าวพระบาทเข้ามาช้า ๆ ดวงพระเนตรนั้นคมกล้า ทรงใช้พระบาทเหยียบเอาไว้ขลุ่ยเลานั้น ก่อนมือสั่นระริกของหลี่กุ้ยเฟยจะเอื้อมถึง
“เช่นไร จึงทำเยี่ยงนี้ ฉินเซี่ยง” ทรงยอบพระวรกายนั่งลงตรงหน้านาง เสียงทุ้มกังวานตรัสถามเรียบเย็น
“เช่นไรหรือเพคะ ทรงรู้อยู่แก่พระทัย แต่งหม่อมชั้นเข้ามาเพื่อการใดกันถ้าไม่ใช่เพราะ นังเด็กลี่ลี่นั่น” หลี่ฉินเซียงเงยหน้ามอง
ดวงตาของนางจ้องเขม็ง ทั้งยังกระอักโลหิตสีดำคล้ำออกมาอีกคำโต ดวงหน้างดงามยามนี้ราวกับปีศาจดวงตานั้นอาบไปด้วยสีชาด ไร้วี่แววความเป็นมนุษย์
“เพราะความริษยารึ? เพียงเพราะเจ้าริษยาลี่ลี่” หวงตี้หนุ่มเอ่ยถามเสียงเย็น หากนับเป็นคำถามที่ทิ่มแทงใจ
“ริษยา ฮ่า ฮ่าฮ่า… ริษยา” หลี่กุ้ยเฟยทวนคำถาม พร้อมกรีดเสียงหัวเราะร่า หากเพียงครู่เสียงหัวเราะนั้นเงียบหาย ดวงหน้าจริงจังแฝงไปด้วยความกรุ่นโกรธ
“นังเด็กนั่นมีอะไรมาเทียบหม่อมชั้นได้กัน ทรงทอดพระเนตรสิเพคะ ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมหรือคนรัก นางมีสิ่งใดมาสู้” พูดพลางลูบไล้ร่างกายตนเองกิริยายั่วยวนปานคณิกาชั้นต่ำในหอนางโลม
“นังเด็กนั่น ก็แค่เกิดมาเป็นบุตรีของอัครมหาเสนาบดี นางเด็กร่านรักประพฤติตนเช่นกิ่งดอกซิ่งแดงยื่นออกนอกกำแพง1 ทั้งหน้าด้านขวัญกล้าแย่งชิงคู่รักของพี่สาว ฝ่าบาทเองก็ทรงรักนางมิใช่หรือ เหตุใดไม่แต่งนางเข้ามาเป็นชายาเสียเอง กลับยกนางให้อินฉี”
หลี่ชินเซียงยามนี้ นางเปรียบได้แล้วเช่นคนจนตรอก ความในใจทุกสิ่งที่นางหมกเม้นไว้ ยามนี้ถูกเปิดเผยออกมาเสียสิ้น
“เพราะเจิ้นรักลี่ลี่อย่างไรเล่าฉินเซียง นางมิต่างไปจากขนิษฐาร่วมอุทร สิ่งใดที่จะทำให้น้องน้อยเจิ้นมีสุข เจิ้นย่อมทำเพื่อนางเต็มกำลัง” ยามเอ่ยโอษฐ์ถึงเจ้าตัวเล็ก ดวงพระเนตรนั้นอ่อนโยนอย่างที่สุด หยุดตรัสไปเพียงครู่ หวงตี้หนุ่มจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงขบขัน
“ฮึ ฮึ ฮึ คนรักของพี่สาว เมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าลี่ลี่ชิงคู่รักไปจากเจ้า ที่พัวพันกับเสด็จอาสิบห้า เหตุผลที่แท้จริง มิใช่แค่หลอกใช้เสด็จอา เหยียบหลานชายเช่นเจิ้นขึ้นครองบัลลังก์เสียเองต่างหาก ฉินเซียง เจ้ายังกล้าด้านหน้ากล่าวได้ว่าเป็นความรัก”
หลี่กุ้ยเฟยสะบัดใบหน้าปฏิเสธกรีดร้องดังลั่น “หลอกใช้แล้วอย่างไร หากอินฉีได้ครองบัลลังก์ หม่อมฉันย่อมเคียงคู่ในฐานะฮองเฮา เช่นไรในใจอินฉีก็มีเพียงหม่อมชั้น หม่อมชั้นเพียง… เพียงอยากให้เขายอมรับความจริง หรือฝ่าบาทจะเถียง อินฉีเหมาะกับตำแหน่งจักรพรรดิมากกว่าเจ้า หย่งอี้”
หลี่กุ้ยเฟยโต้เถียงด้วยใบหน้าแดงกร่ำ ทุกคำที่องค์จักรพรรดิตรัสออกมา นับยิ่งกว่าจี้จุดกลางใจนาง
สตรีผู้หยิ่งทะนงในรูปโฉมที่งดงาม นางกลับรู้สึกพ่ายแพ้ให้กับเด็กเล็ก ที่ปากนั้นยังมิสิ้นกลิ่นน้ำนม
ก่อนหน้าที่จะได้พบท่านอ๋องหวางอินฉี นางพยายามแล้วทุกสิ่ง ทั้งยั่วยวนคิดเอากายตนเข้าแลก หากอุบายทั้งหมดของนางล้มเหลวลงทั้งสิ้นยามใช้กับองค์หวงตี้
ผู้ใดกันจะมิคิดถึงฐานะอันสูงส่งหากได้แต่งเข้าตำหนักบูรพา ถึงชาติกำเนิดของนางดำมืด หากกุมพระทัยองค์หวงไท่จื่อไว้ได้ ทุกสิ่งย่อมง่ายดายดังใจหวัง
คิดมิถึงองค์หวงตี้ผู้สูงศักดิ์ กลับทั้งรักทั้งเอ็นดูนังเด็กนั่น ความพ่ายแพ้ครั้งนี้นางนับไว้แล้วในใจ เป็นหนึ่งครั้ง
หากครั้งที่สองยังตามมา ชินอ๋องหวางอินฉี ชื่อนี้ผู้ใดก็รู้จัก ทรงดำรงพระยศชินอ๋อง ทั้งยังเป็นพระอนุชาองค์เดียวของอดีตองค์หวงตี้
รูปโฉมนั้นจับใจนางยิ่งนัก องค์ไท่จื่อว่างามแล้ว แต่ชินอ๋องหวางอินฉีนั้น นับได้ว่างามกว่า
ด้วยดวงหน้าราวเทพสลัก พระวรกายงดงามเช่นคนฝึกยุทธ์ ทั้งคุมกองทัพทำศึกสงคราม ทรงเด็ดเดี่ยวสง่างามสมศักดิ์บุรุษชาตินักรบ
นางเจอท่านอ๋องก่อน ก่อนที่ทรงจะได้พบนังเด็กนั่น ด้วยเล่ห์กลอุบายของสาวงามทรงตกหลุมพรางถูกลอบวางยา ทั้งนางมอบกายร่วมอภิรมย์ แม้ได้ชื่อว่าทรงหลงใหลในรูปโฉม ทั้งอารมณ์พิศวาสที่นางปรนเปรอ
แต่ทุกเรื่องทรงกลับยกให้นังเด็กนั่นมาก่อนทั้งสิ้น เช่นนี้แล้วเรียกได้หรือไม่นางแพ้เด็กที่อ่อนด้อย ความรู้สึกริษยาในใจนั้นรุนแรงอย่างที่สุด
“ได้ยินเต็มสองหูท่านแล้วหรือไม่เสด็จอา”
***จบตอน แรงริษยา (1)***
1 ดอกซิ่งแดงออกกำแพง หมายถึงหญิงสาวที่อยากมีคู่ พยายามเสนอตัวเอง เรียกร้องความสนใจ เพื่อให้เพศตรงข้ามสังเกตเห็นและสนใจตน แล้วยังสื่อ ถึงหญิงมีสามีแล้วที่ไม่สำรวมตน คบชู้สู่ชาย อีกด้วย
Powered By SK REALTY+