“ได้ยินเต็มสองหูท่านแล้วหรือไม่เสด็จอา” หวงตี้หวางหย่งอี้ตรัสถามขึ้นมาลอย ๆ
บุรุษผู้แฝงกายอยู่หลังเงามืดของตำหนักจึงย่างพระบาทออกมา หลี่กุ้ยเฟยจ้องไปที่ดวงหน้านั้น ตกใจสุดขีดผวากายลุกจากพื้นเข้าหา เช่นเห็นเส้นฟางบอบบางเบาหวิวเส้นสุดท้ายคิดไขว่คว้าไว้ให้ได้
นางมั่นใจ เช่นไร! ท่านอ๋องหวางอินฉีต้องช่วยนาง
หากนางคาดผิดไปแล้วถนัดถนี่ ความหวังที่เปล่งประกายของนางเกิดขึ้นมาได้เพียงชั่ววูบ หากหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็วราวเปลวเทียนที่วูบดับลง
ชินอ๋องหวางอินฉีทรงถอยหลังออกห่างอย่างมิต้องการเข้าใกล้ ทรงจ้องนางอย่างคิดไปไม่ถึง ทรงได้ยินทุกสิ่งที่นางเอ่ยออกมา
แม้ยามนี้สิ้นแล้วความรักใคร่หมดความอาลัยอาวรณ์ในตัวนาง หากความทรงจำงดงาม ยังคงเหลืออยู่ในพระทัย
เช่นนี้หรือคือ “หลี่ฉินเซียง” สตรีโฉมงามที่ทรงมอบพระทัยรัก ทั้งเคยตั้งพระทัยตกแต่งให้กันอยู่เคียงข้างกายกันไปจนแก่เฒ่า
สิ่งที่นางต้องการเช่นไรมีเพียงเท่านี้ “คบหากันเพราะรูปโฉม ความงามร่วงโรย ความรักก็สลาย”1 คำนี้ทรงเคยได้ยินมา ความงดงามของนางยังคงอยู่ ความรู้สึกงดงามกลับจางหาย
ก่อนหน้านั้นองค์เองมิคิดแน่ใจ หากทุกคำพูดของนางในยามนี้ ทรงประติดประต่อเรื่องราวทั้งสิ้น ได้แจ้งแก่พระทัยแล้วทุกสิ่ง
.
“อินฉี มะ…ไม่…นะ อินฉี อย่าฟัง…… ช่วยฉินเซียงด้วย”
ดวงพระเนตรสีนิลของท่านอ๋องหวางอินฉีนิ่งลึกไร้ขอบเขต ไม่ว่าหลี่กุ้ยเฟยจะกู่ตะโกนแก้ตัวอย่างไร ก็ทำเพียงประทับฟังนิ่ง เสียงคำกล่าวแก้ตัวทุกคำพูดของนางแว่วเข้ามาในหู
หากเช่นนั้นแล้ว มันก็เป็นเพียงลมปากจากคำพูด ที่มิได้มีคุณค่าเท่าการกระทำ ที่มาจากหัวใจ
แวบหนึ่งทรงเห็นมือป้อม ๆ เล็ก ๆ ที่บรรจงใช้ผ้าเช็ดบาดแผล นัยน์ตาคู่ดำขลับของเจ้าตัวเล็กที่มีมุกน้ำตาเอ่อคลอรอหยดริน
“เจ็บหรือไม่เจ้าค่ะ ท่านอา” เสียงปนสะอื้นของนางแผ่วพลิ้วอยู่ที่ริมหู ทรงถอนพระทัยนิ่งลึกอย่างโล่งพระทัย
สิ้นสุดกันเสียทีความรักที่เคยมีให้เจ้า…….หลี่ฉินเซียง
ดวงพระเนตรคู่คมสีนิลที่เคยจ้องมองมาที่นางด้วยความหลงใหล ยามนี้ว่างเปล่า ทั้งยังแฝงไว้ด้วยความชิงชัง
“หย่งอี้ เจ้า….เจ้ามันสมควรตาย” หลี่ฉินเซียงตะโกนกร้าว รู้สึกเพียงหมดแล้วฟางเส้นสุดท้ายที่คิดไขว้คว้า
ถลันกายลุกขึ้น พุ่งเข้าไปหาหาองค์หวงตี้ หากถูกสกัดกั้นไว้ด้วยองครักษ์เงาที่ยืนขวางกั้นไว้อยู่ด้านหน้า เฮอเยี่ยนสกัดกั้นร่างนางไว้ เช่นไร ย่อมมิยอมให้ถึงพระวรกายอันล้ำค่าขององค์หวงตี้
เหตุวันนี้ที่เกิดขึ้นมาเป็นหลุมพราง ด้วยความคิดขององค์หวางชินอ๋อง แผนที่ว่า…..
ล่องูพิษให้คลายขดหาง ให้ออกมาสำแดงเดช
“เฮ่อเยี่ยนพาตัวนางไป” เสียงเย็นชาจากท่านอ๋องหวางอินฉีดังขึ้น เฮ่อเยี่ยนจับร่างนางยึดไว้แน่นนางพยายามสะบัดกายให้พ้นมือ หากทำเช่นไร ก็มิได้ในอิสระ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า หย่งอี้ เจ้ารักนางนักใช่หรือไม่ นางเด็กร่านรักนั่นป่านนี้ คนของข้าคงเฉือนเนื้อนางออกเป็นชิ้น ๆ นอนตายจมกองเลือดอยู่ที่ไหนสักแห่ง ยังมีอีกนะ ข้าให้พวกมันรุมย่ำยีนาง ฮ่า ฮ่า ฮ่า สะใจข้านัก”
“ฉินเซียง เจ้าพูดอะไร” หวางอินฉี ยามนี้เอ่ยถามเสียงเย็นเฉียบกระบี่ในพระหัตถ์ตวัดไปที่คอนาง พระหัตถ์ที่ถือกระบี่สั่นเทา อย่างเก็บอาการมิอยู่
“พูดมา” หวางอินฉีทรงตรัสถามอีกครั้งด้วยสำเนียงแข็งกร้าว ความร้อนรนในพระทัยพุ่งขึ้นสูงสุด
หลี่ฉินเซี่ยง ขั้นแรกนางตกใจ แม้ชินอ๋องหวางอินฉีจะมิเข้าข้างนาง หากมั่นใจในพระทัยนั้นย่อมต้องมีเพียงตนเองเท่านั้น
หากยามนี้ในพระเนตรของคน ที่เรียกว่าทั้งนิ่งเฉยทั้งเย็นชานางเห็นแววร้อนรนในสายตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
ความรู้สึกสะใจสมใจพุ่งทะยาน นี่ก็อีกคน สุดท้ายก็หลงเสน่ห์นังตัวเล็ก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” หลี่กุ้ยเฟยส่งเสียงหัวเราะราวคนวิกลจริต
.
น้ำตาของนางหลั่งรินเป็นสีแดงราวกับโลหิต เสียงขลุกขลักดังขึ้นในลำคอ นางกัดลิ้นตัวเอง
โลหิตสด ๆ ไหลออกมาจากริมฝีปาก ดวงตาแดงก่ำของนางยังจ้องค้างมองดวงหน้าของท่านอ๋องหวางอินฉีอยู่เช่นนั้น แม้ยามสิ้นลม
” ชินอ้าย” หวางอินฉีพึมพำเรียกชื่อพระชายา เลือดในพระวรกายเย็นเฉียบ ยามนึกถึงคำพูดของหลี่ฉินเซียง
”นอนตายจมกองเลือดอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
”ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าให้พวกมันรุมย่ำยีนาง ฮ่าฮ่า”
ทรงโผนพระวรกายขึ้นหลังม้า อาชาสีดำประจำพระวรกายพุ่งทะยานเต็มฝีเท้าปานลมพายุ อาชาแสนรู้ราวกับรู้ใจผู้เป็นนาย ที่ยามนี้ในพระทัยร้อนรนดุจไฟเผา
.
“ชินอ้าย รออาสิบห้า”
***จบตอนที่ 30 แรงริษยา (2)***
1 คบหากันเพราะรูปโฉม ความงามร่วงโรย ความรักก็สลาย หมายความว่าคบหาเพียงมองแต่รูปร่างหน้าตา ความสวยงามหมดไป ความรักย่อมสลายไปด้วย
Powered By SK REALTY+