ตอนที่ 28 งูพิษเริ่มคลายขดหาง (2)

“เจ้า….เจ้า…” องค์จักรพรรดิส่ายพระพักตร์ไปมาเรียกหาพระสติ ดวงพระเนตรล่องลอยตกอยู่ในห้วงความฝัน หลี่กุ้ยเฟยยกยิ้มอย่างพึงใจ นิ้วเรียวของนางเตรียมจิกลงไปบนเนื้อหลังพระศอ

 

“ทำอะไร ฉินเซียง” จู่ ๆ หวงตี้หวางหย่งอี้กลับจับมือนางไว้แน่น ผลักกายนางออกห่างในทันที

 

ดวงพระเนตรที่เลือนลอยกลับเจิดจ้า พระพักตร์คมสันยามนี้บึ้งตึงอย่างที่สุด หลี่กุ้ยเฟยเสียหลักเซไปเบื้องหลัง แววตาตระหนกปรากฏเพียงครู่ หากเพียงเสี้ยวกระพริบตากลับเรียบนิ่ง เช่นผืนน้ำ

 

“ถวายปรนนิบัติฝ่าบาทไงเพคะ“ นางส่งสายตายั่วยวนกลับมาให้ มือไม้เริ่มปลดอาภรณ์บนกายตนออก

 

“ฝ่าบาทมาสิเพคะ มาหาหม่อมชั้น” หลังร่างอวบอั้นเย้ายวน ยามนี้ปรากฏร่างของนางกำนัลทั้งสองยืนอยู่เบื้องหลัง

 

ผู้หนึ่งถือกระถางกำยานพึมพำไร้เสียง อีกผู้หนึ่งกำลังผิวขลุ่ยเลาเล็กสีดำสั้นยาวแค่คืบ เสียงของมันแหลมเล็กราวเสียงกรีดร้องของภูตฝีปีศาจ

 

“ฉินเซี่ยง ในที่สุดงูพิษอย่างเจ้าก็คลายขดหาง” หวงตี้หนุ่มคำรามเสียงเข้มจากลำคอ พลางเกร็งลมปราณเข้าต้านเสียงกรีดร้องที่ก่อกวนประสาทนั้น

 

“ฝ่าบาท ต่อต้านไปก็ไม่มีประโยชน์”  ดวงหน้าของหลี่ฉินเซียงเรียบนิ่ง ในดวงตาคู่คมยามนี้แข็งกร้าว นางกำนัลหน้าตายเร่งผิวขลุ่ยในจังหวะเร่งเร้า

 

หวงตี้หวางหย่งอี้เพียงหลับพระเนตรลง โคจรลมปราณในพระวรกาย

 

ทรงสูดลมหายใจแผ่วเบา ก่อนเร่งลมปราณผลักดันความเจ็บปวดที่ลุกล้ำ ขับไล่ความปวดแปลบในพระวรกายออกไปทีละนิด เพียงครู่

 

ดวงพระเนตรที่ปิดสนิทยามโคจรพลังพลันเปิดขึ้น “หลี่ฉินเซียง ลืมหรืออย่างไรว่าภายในร่างกายเราเต็มไปด้วยพิษ แค่เพียงพิษปุบผาเด็กเล่นเยี่ยงนี้ จะทำอะไรเราได้”

 

หลี่กุ้ยเฟยเพียงแต่ยกยิ้ม ก้าวถอยหลังไปช้า ๆ เบื้องหลัง นางสองนางกำนัลดึงมีดสั้นออกมาจากแขนเสื้อ

.

“เด็ก ๆ ส่งเสด็จหวงตี้ไปยมโลก”

 

หลี่ชินอ้ายกอดลาผู้เป็นบิดา ดวงตาของอัครเสนาบดีเฒ่ายามนี้มีน้ำตาคลอคลองอาลัยอาวรณ์ในตัวบุตรียิ่งนัก จากกันครานี้ มิรู้จะได้พบกันอีกหรือไม่เจ้าตัวน้อยยอดดวงใจ ใจผู้เฒ่าอ้างว้างคล้ายหัวใจ ถูกเด็ดออกจากร่าง

 

ลางสังหรณ์บางอย่าง!  เข้าคุกคามอย่างเยือกเย็น

 

“ท่านพ่อ” หลี่ชินอ้ายย่อมรู้สึกมิแตกต่าง อ้อมอกอุ่นของผู้เป็นบิดานับจากนี้คงเหินห่าง ตำหนักเมฆาครามของพระสวามีนั้น อยู่เหนือสุดแผ่นดินเชื่อมต่อกับแคว้นเหวิน ระยะเวลาเดินทางจากเมืองหลวง อย่างขั้นต่ำที่สุด น่าจะถึงยี่สิบวัน

 

“ลูกจะส่งจดหมายมาหานะเจ้าคะ ท่านพ่อรักษาสุขภาพด้วย” หลี่ชินอ้ายกระซิบบอกบิดาแผ่วเบาอยู่ในอ้อมอกอุ่น

 

“พระชายากระหม่อม ได้เวลาเสด็จกลับแล้วพ่ะย่ะค่ะ เชิญเสด็จกระหม่อม” หลี่ชินอ้ายพยักหน้ารับเบา ๆ ยามเฉินฟู่อี้เข้ามาเตือนอีกครั้ง ก่อนเข้าไปสรวมกอดผู้เป็นบิดาเป็นครั้งสุดท้าย

 

“เอาสิ่งนี้ติดตัวไป” อัครเสนาบดีผู้เฒ่ากระซิบที่ข้างหูบุตรสาว ก่อนดันกล่องไม้ในมือให้

 

“รักษาเอาไว้ให้ดี ๆ นะลูกรัก” หลี่ชินอ้ายเหลือบตามองแล้วนิ่งเงียบไม่สอบถามสิ่งใด หันกายเดินไปที่รถม้า ธงอสูรสะบัดพลิ้วยามรถม้าเคลื่อนออกจากหน้าจวน

 

บุตรีแสนรักออกจากอก จากไปแล้ว หากอัครเสนาบดีผู้เฒ่ายังยืนส่งอยู่ตรงนั้น สายลมเย็นพัดผ่านร่างผอมเกร็ง ช่างเยือกเย็นเข้าไปจนถึงในอก

 

จากกันครั้งนี้ หลี่เหวินกว่างกลับรู้สึก คงจะมิได้พบกันอีกแล้ว “ลี่ลี่ลูกรัก”

 

เดินทางออกจากหน้าจวนบิดาได้เพียงครู่  หลี่ชินอ้ายเปิดกล่องไม้ออกดูพบตำราเล่มหนึ่งวางสงบนิ่งอยู่ก้นกล่อง อีกหนึ่งคือห่อผ้าสีม่วงเข้ม คลี่ผ้าออกดูภายในมันคือมีดบินเล่มน้อยรูปเสี้ยวดวงจันทร์

 

ใต้ตำรายังมีจดหมายลายมือของผู้เป็นบิดา

 

ลี่ลี่ลูกรัก

 

“ตำรานี้คือเคล็ดวิชากระบี่เคลื่อนบุบผา เคล็ดวิชาที่สืบทอดกันมาของตระกูลหลี่ ลูกรักเก็บรักษาไว้ให้จงดี และสืบทอดต่อไปให้ลูกหลาน สำหรับมีดบินเสี้ยวจันทราเป็นอาวุธประจำกายของมารดาเจ้า พ่อเก็บเอาไว้ดูต่างหน้านับแต่วันที่นางสิ้นชีพ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว พ่อขอมอบของสองสิ่งนี้ไว้ในมือเจ้า

 

สำหรับเจ้า องค์ชายสิบห้าแม้ขึ้นชื่อว่าไร้ใจทั้งมีแต่ความเย็นชา หากยามนี้แต่งเจ้าเข้าไป แม้มิอาจมอบพระทัยรัก แต่เจ้า ในฐานะพระชายาของพระองค์ย่อมมิอาจมีสิ่งใดแผ้วพาน

 

อันมนุษย์นี้นั้นย่อมมิอาจสมหวังในทุกสิ่ง ขอเพียงเจ้าดำรงตนให้เหมาะสมในตำแหน่งพระชายา ย่อมดีที่สุดแล้ว”

 

                                                                                                                                        รักลูกยิ่งนัก

                                                                                                                                         เหวินกว่าง

 

หลี่ชินอ้าย พับจดหมายของบิดาลงเก็บเมื่ออ่านจบ นัยน์ตาดำขลับนิ่งสงบสัมผัสได้ถึงสิ่งปกติ สังหรณ์เลวร้ายพุ่งเข้ามาในจิตใจหวนหาความรัก จากผู้เป็นบิดาอย่างที่สุด

 

“เช่นไรจดหมายของท่านพ่อเช่นคำสั่งเสีย ราวกลับจะมิได้พบกันอีกแล้ว จากนี้ไป” หลี่ชินอ้ายคิดคำนึงกับตนเองในใจ

 

จู่ ๆ นางกลับสัมผัสได้ถึงสิ่งปกติที่แอบเร้นแฝงกายอยู่รอบด้าน หลี่ชินอ้ายเปิดพลังปรานรับสิ่งรู้รอบกาย สัมผัสได้ถึงภยันตรายทั้งไอสังหารหนาแน่น

 

“พี่ชิงหง พี่ชิงอี้” หลี่ชินอ้ายส่งเสียงอ่อนโยน เรียกขานพี่เลี้ยงคู่ใจ

 

“สักครู่แล้วเจ้าค่ะ คุณหนู” ชิงหงเปิดม่านผลุบกายเข้ามา แววตาบ่าวคู่ใจมีเลศนัยจนปิดไม่มิด ก่อนหน้านี้เพียงเสี้ยวของเสี้ยววินาที เฉินฟู่อี้ชักม้าเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบฝากคำ แจ้งให้พระชายาระมัดระวังตัว

 

หลี่ชินอ้ายยกม่านกั้นข้างรถขึ้น จากพลังปรานที่ส่งออกไป สัมผัสรับรู้ถึงตัวผู้ซุ่มซ่อนเร้นกายอยู่ในเงามืด ไอสังหารเยือกเย็นที่แอบแฝงอยู่ในมวลอากาศหนาแน่นรุนแรงขึ้น ตามลำดับ

 

หลี่ชินอ้ายเปิดกล่องไม้ของท่านพ่อ หยิบมีดบินเสี้ยวจันทราอาวุธประจำกายของท่านแม่ ใส่ไว้ในแขนเสื้อ

 

เบื้องหน้ารถม้า เฉินฟู่อี้ยังควบม้านำอย่างเร่งรีบ เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดังสะท้อนก้อง

 

ทุกสรรพสิ่งรอบด้านยามนี้เงียบงันผิดปกติ  องครักษ์คู่กายชินอ๋องหวางอินฉี เร่งรุดไปข้างหน้าสถานเดียว

 

ภายในอกของเฉินฟู่อี้เต้นระส่ำอย่างรุนแรง คำบัญชาสั่งการของนายเหนือหัวเพียบหนักเต็มสองบ่า ระหว่างทางเสด็จกลับของพระชายามีหรือผู้เป็นนาย จะไม่ทิ้งองครักษ์เงาแฝงไว้ คอยคุ้มกัน

 

หากในเวลานี้ เฉินฟู่อี้มิอาจสัมผัสได้เลย อีกไม่ถึง 1 เค่อ1จะเข้าเขตตำหนักที่ประทับขององค์ชินอ๋อง เส้นทางระหว่างนี้ไร้บ้านเรือนผู้คน รอบด้านมีเพียงแนวป่ารกรื้อมืดครึ้ม 

 

สายลมที่นิ่งสนิทมิเคลื่อนไหวอยู่นาน จู่ ๆ กลับพัดหวนอย่างรุนแรง หอบนำใบไม้ปลิวว่อนฝุ่นควันกระจายคละคลุ้ง

 

เบื้องหน้า ท่ามกลางแสงอันน้อยนิดแห่งดวงดารา ร่างหนึ่งยืนนิ่งจังก้าอยู่กลางถนน อาภรณ์ที่สวมใส่สีดำมืดไปทั้งร่าง ก้มหน้านิ่งหลบใบหน้าอยู่ภายใต้หมวกเสื้อคลุมที่ดึงขึ้นมาปิดบังไว้ จากเบื้องหลัง.

 

 “ หึ..หึ.. หึ… เฉิน…ฟู่…..อี้…

 

 

***จบตอน งูพิษเริ่มคลายขนหาง (2)***

 

11 เค่อ = 15 นาที

 

Novel
Novel