“เจ้า….เจ้า…” องค์จักรพรรดิส่ายพระพักตร์ไปมาเรียกหาพระสติ ดวงพระเนตรล่องลอยตกอยู่ในห้วงความฝัน หลี่กุ้ยเฟยยกยิ้มอย่างพึงใจ นิ้วเรียวของนางเตรียมจิกลงไปบนเนื้อหลังพระศอ
“ทำอะไร ฉินเซียง” จู่ ๆ หวงตี้หวางหย่งอี้กลับจับมือนางไว้แน่น ผลักกายนางออกห่างในทันที
ดวงพระเนตรที่เลือนลอยกลับเจิดจ้า พระพักตร์คมสันยามนี้บึ้งตึงอย่างที่สุด หลี่กุ้ยเฟยเสียหลักเซไปเบื้องหลัง แววตาตระหนกปรากฏเพียงครู่ หากเพียงเสี้ยวกระพริบตากลับเรียบนิ่ง เช่นผืนน้ำ
“ถวายปรนนิบัติฝ่าบาทไงเพคะ“ นางส่งสายตายั่วยวนกลับมาให้ มือไม้เริ่มปลดอาภรณ์บนกายตนออก
“ฝ่าบาทมาสิเพคะ มาหาหม่อมชั้น” หลังร่างอวบอั้นเย้ายวน ยามนี้ปรากฏร่างของนางกำนัลทั้งสองยืนอยู่เบื้องหลัง
ผู้หนึ่งถือกระถางกำยานพึมพำไร้เสียง อีกผู้หนึ่งกำลังผิวขลุ่ยเลาเล็กสีดำสั้นยาวแค่คืบ เสียงของมันแหลมเล็กราวเสียงกรีดร้องของภูตฝีปีศาจ
“ฉินเซี่ยง ในที่สุดงูพิษอย่างเจ้าก็คลายขดหาง” หวงตี้หนุ่มคำรามเสียงเข้มจากลำคอ พลางเกร็งลมปราณเข้าต้านเสียงกรีดร้องที่ก่อกวนประสาทนั้น
“ฝ่าบาท ต่อต้านไปก็ไม่มีประโยชน์” ดวงหน้าของหลี่ฉินเซียงเรียบนิ่ง ในดวงตาคู่คมยามนี้แข็งกร้าว นางกำนัลหน้าตายเร่งผิวขลุ่ยในจังหวะเร่งเร้า
หวงตี้หวางหย่งอี้เพียงหลับพระเนตรลง โคจรลมปราณในพระวรกาย
ทรงสูดลมหายใจแผ่วเบา ก่อนเร่งลมปราณผลักดันความเจ็บปวดที่ลุกล้ำ ขับไล่ความปวดแปลบในพระวรกายออกไปทีละนิด เพียงครู่
ดวงพระเนตรที่ปิดสนิทยามโคจรพลังพลันเปิดขึ้น “หลี่ฉินเซียง ลืมหรืออย่างไรว่าภายในร่างกายเราเต็มไปด้วยพิษ แค่เพียงพิษปุบผาเด็กเล่นเยี่ยงนี้ จะทำอะไรเราได้”
หลี่กุ้ยเฟยเพียงแต่ยกยิ้ม ก้าวถอยหลังไปช้า ๆ เบื้องหลัง นางสองนางกำนัลดึงมีดสั้นออกมาจากแขนเสื้อ
.
“เด็ก ๆ ส่งเสด็จหวงตี้ไปยมโลก”
หลี่ชินอ้ายกอดลาผู้เป็นบิดา ดวงตาของอัครเสนาบดีเฒ่ายามนี้มีน้ำตาคลอคลองอาลัยอาวรณ์ในตัวบุตรียิ่งนัก จากกันครานี้ มิรู้จะได้พบกันอีกหรือไม่เจ้าตัวน้อยยอดดวงใจ ใจผู้เฒ่าอ้างว้างคล้ายหัวใจ ถูกเด็ดออกจากร่าง
ลางสังหรณ์บางอย่าง! เข้าคุกคามอย่างเยือกเย็น
“ท่านพ่อ” หลี่ชินอ้ายย่อมรู้สึกมิแตกต่าง อ้อมอกอุ่นของผู้เป็นบิดานับจากนี้คงเหินห่าง ตำหนักเมฆาครามของพระสวามีนั้น อยู่เหนือสุดแผ่นดินเชื่อมต่อกับแคว้นเหวิน ระยะเวลาเดินทางจากเมืองหลวง อย่างขั้นต่ำที่สุด น่าจะถึงยี่สิบวัน
“ลูกจะส่งจดหมายมาหานะเจ้าคะ ท่านพ่อรักษาสุขภาพด้วย” หลี่ชินอ้ายกระซิบบอกบิดาแผ่วเบาอยู่ในอ้อมอกอุ่น
“พระชายากระหม่อม ได้เวลาเสด็จกลับแล้วพ่ะย่ะค่ะ เชิญเสด็จกระหม่อม” หลี่ชินอ้ายพยักหน้ารับเบา ๆ ยามเฉินฟู่อี้เข้ามาเตือนอีกครั้ง ก่อนเข้าไปสรวมกอดผู้เป็นบิดาเป็นครั้งสุดท้าย
“เอาสิ่งนี้ติดตัวไป” อัครเสนาบดีผู้เฒ่ากระซิบที่ข้างหูบุตรสาว ก่อนดันกล่องไม้ในมือให้
“รักษาเอาไว้ให้ดี ๆ นะลูกรัก” หลี่ชินอ้ายเหลือบตามองแล้วนิ่งเงียบไม่สอบถามสิ่งใด หันกายเดินไปที่รถม้า ธงอสูรสะบัดพลิ้วยามรถม้าเคลื่อนออกจากหน้าจวน
บุตรีแสนรักออกจากอก จากไปแล้ว หากอัครเสนาบดีผู้เฒ่ายังยืนส่งอยู่ตรงนั้น สายลมเย็นพัดผ่านร่างผอมเกร็ง ช่างเยือกเย็นเข้าไปจนถึงในอก
จากกันครั้งนี้ หลี่เหวินกว่างกลับรู้สึก คงจะมิได้พบกันอีกแล้ว “ลี่ลี่ลูกรัก”
เดินทางออกจากหน้าจวนบิดาได้เพียงครู่ หลี่ชินอ้ายเปิดกล่องไม้ออกดูพบตำราเล่มหนึ่งวางสงบนิ่งอยู่ก้นกล่อง อีกหนึ่งคือห่อผ้าสีม่วงเข้ม คลี่ผ้าออกดูภายในมันคือมีดบินเล่มน้อยรูปเสี้ยวดวงจันทร์
ใต้ตำรายังมีจดหมายลายมือของผู้เป็นบิดา
ลี่ลี่ลูกรัก
“ตำรานี้คือเคล็ดวิชากระบี่เคลื่อนบุบผา เคล็ดวิชาที่สืบทอดกันมาของตระกูลหลี่ ลูกรักเก็บรักษาไว้ให้จงดี และสืบทอดต่อไปให้ลูกหลาน สำหรับมีดบินเสี้ยวจันทราเป็นอาวุธประจำกายของมารดาเจ้า พ่อเก็บเอาไว้ดูต่างหน้านับแต่วันที่นางสิ้นชีพ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว พ่อขอมอบของสองสิ่งนี้ไว้ในมือเจ้า
สำหรับเจ้า องค์ชายสิบห้าแม้ขึ้นชื่อว่าไร้ใจทั้งมีแต่ความเย็นชา หากยามนี้แต่งเจ้าเข้าไป แม้มิอาจมอบพระทัยรัก แต่เจ้า ในฐานะพระชายาของพระองค์ย่อมมิอาจมีสิ่งใดแผ้วพาน
อันมนุษย์นี้นั้นย่อมมิอาจสมหวังในทุกสิ่ง ขอเพียงเจ้าดำรงตนให้เหมาะสมในตำแหน่งพระชายา ย่อมดีที่สุดแล้ว”
รักลูกยิ่งนัก
เหวินกว่าง
หลี่ชินอ้าย พับจดหมายของบิดาลงเก็บเมื่ออ่านจบ นัยน์ตาดำขลับนิ่งสงบสัมผัสได้ถึงสิ่งปกติ สังหรณ์เลวร้ายพุ่งเข้ามาในจิตใจหวนหาความรัก จากผู้เป็นบิดาอย่างที่สุด
“เช่นไรจดหมายของท่านพ่อเช่นคำสั่งเสีย ราวกลับจะมิได้พบกันอีกแล้ว จากนี้ไป” หลี่ชินอ้ายคิดคำนึงกับตนเองในใจ
จู่ ๆ นางกลับสัมผัสได้ถึงสิ่งปกติที่แอบเร้นแฝงกายอยู่รอบด้าน หลี่ชินอ้ายเปิดพลังปรานรับสิ่งรู้รอบกาย สัมผัสได้ถึงภยันตรายทั้งไอสังหารหนาแน่น
“พี่ชิงหง พี่ชิงอี้” หลี่ชินอ้ายส่งเสียงอ่อนโยน เรียกขานพี่เลี้ยงคู่ใจ
“สักครู่แล้วเจ้าค่ะ คุณหนู” ชิงหงเปิดม่านผลุบกายเข้ามา แววตาบ่าวคู่ใจมีเลศนัยจนปิดไม่มิด ก่อนหน้านี้เพียงเสี้ยวของเสี้ยววินาที เฉินฟู่อี้ชักม้าเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบฝากคำ แจ้งให้พระชายาระมัดระวังตัว
หลี่ชินอ้ายยกม่านกั้นข้างรถขึ้น จากพลังปรานที่ส่งออกไป สัมผัสรับรู้ถึงตัวผู้ซุ่มซ่อนเร้นกายอยู่ในเงามืด ไอสังหารเยือกเย็นที่แอบแฝงอยู่ในมวลอากาศหนาแน่นรุนแรงขึ้น ตามลำดับ
หลี่ชินอ้ายเปิดกล่องไม้ของท่านพ่อ หยิบมีดบินเสี้ยวจันทราอาวุธประจำกายของท่านแม่ ใส่ไว้ในแขนเสื้อ
เบื้องหน้ารถม้า เฉินฟู่อี้ยังควบม้านำอย่างเร่งรีบ เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดังสะท้อนก้อง
ทุกสรรพสิ่งรอบด้านยามนี้เงียบงันผิดปกติ องครักษ์คู่กายชินอ๋องหวางอินฉี เร่งรุดไปข้างหน้าสถานเดียว
ภายในอกของเฉินฟู่อี้เต้นระส่ำอย่างรุนแรง คำบัญชาสั่งการของนายเหนือหัวเพียบหนักเต็มสองบ่า ระหว่างทางเสด็จกลับของพระชายามีหรือผู้เป็นนาย จะไม่ทิ้งองครักษ์เงาแฝงไว้ คอยคุ้มกัน
หากในเวลานี้ เฉินฟู่อี้มิอาจสัมผัสได้เลย อีกไม่ถึง 1 เค่อ1จะเข้าเขตตำหนักที่ประทับขององค์ชินอ๋อง เส้นทางระหว่างนี้ไร้บ้านเรือนผู้คน รอบด้านมีเพียงแนวป่ารกรื้อมืดครึ้ม
สายลมที่นิ่งสนิทมิเคลื่อนไหวอยู่นาน จู่ ๆ กลับพัดหวนอย่างรุนแรง หอบนำใบไม้ปลิวว่อนฝุ่นควันกระจายคละคลุ้ง
เบื้องหน้า ท่ามกลางแสงอันน้อยนิดแห่งดวงดารา ร่างหนึ่งยืนนิ่งจังก้าอยู่กลางถนน อาภรณ์ที่สวมใส่สีดำมืดไปทั้งร่าง ก้มหน้านิ่งหลบใบหน้าอยู่ภายใต้หมวกเสื้อคลุมที่ดึงขึ้นมาปิดบังไว้ จากเบื้องหลัง.
“ หึ..หึ.. หึ… เฉิน…ฟู่…..อี้…
***จบตอน งูพิษเริ่มคลายขนหาง (2)***
11 เค่อ = 15 นาที
Powered By SK REALTY+