หลี่ชินอ้ายเข้าไปในห้องพักเดิมของนาง เดินตรงแน่วมั่นคงไปที่ชั้นหนังสือสูงจรดเพดานห้องภายในห้องนอน หนังสือเล่มหนาหนักถูกดึงออกจากที่ของมัน
ปรากกฎเสียงครืดคราด ชั้นวางหนังสือนั้นกลับแยกตัวออกจากกันช้า ๆ ยามทั้งสองด้านของมันเคลื่อนตัวแล้วจนหยุด จึงเปิดเผยอีกห้องหนึ่งภายใน
ห้องนี้มิเล็กมิใหญ่ กึ่งกลางห้องมีแท่นสูงสำหรับวางกระบี่ กระบี่ด้ามหนึ่งวางสงบนิ่งอยู่บนนั้น
หลี่ชินอ้ายจ้องมองไปที่เรือนกระบี่ ยกยิ้มแผ่วเบาก่อนก้าวย่างเข้าไปหา ถึงแท่นสูงแล้วจึงจับมันขึ้นมามือเรียวบางลูบไล้อย่างทะนุถนอม ดึงด้ามชักมันออกมาจากฝัก ตัวกระบี่กลับมิใช่เหล็กกล้าเช่นทั่วไป
หากเนื้อมันวาวของกระบี่เป็นหยกสีนิลเข้ม ไอเย็นจากตัวกระบี่แผ่ไปทั่วห้อง
“คิดถึงยิ่งนัก หยกนิล” ร่างเล็กพึมพำพูดคุยกับกระบี่ พลางเอาเข้ามากอดไว้แนบอก นัยน์ตาดำขลับอ่อนโยนยามนึกไปถึง เจ้าของกระบี่ผู้ให้นางมา
“อาสิบห้า” คำเรียกขานพระสวามีแต่หนหลัง ครั้งนางยังเป็นเด็ก
กระบี่งามด้ามนี้ตกอยู่ในมือนางเมื่ออายุได้แปดขวบปี กระบี่เรียวเล็กถนัดมือสตรียาวเพียง 1 เซี๊ยะ1 ฝักกระบี่สลักเสลาเป็นลายดอกเหมยฮวาวิจิตรงดงาม มันเหมือนกันราวคู่แฝด กับกระบี่คู่พระวรกายของบุรุษผู้เป็นพระสวามี ต่างกันก็เพียงลวดลายบนฝักกระบี่ด้วยของพระสวามีนั้นสลักลวดลาย อสูรสงคราม
นึกถึงความดีใจสุดขีดยามมันถูกส่งมาถึงมือ ของกำนัลที่อาสิบห้ามักจะมีมาให้เสมอ ๆ มิเคยขาด
“เอ้า ข้าให้เจ้าเก็บไว้ใช้ยามฝึกยุทธ์ มิใช่เอาไปเที่ยวท้าตีท้าต่อยกับผู้ใดหละ” หวางอินฉีส่งกระบี่เล่มน้อยให้นาง เจ้าตัวเล็ก
.
“หืมม์… ลี่ลี่ใช่คนเยี่ยงนั้นสักหน่อย”
.
“งามจริงเจ้าค่ะ เหมือนกระบี่ของอาสิบห้าเลย” มือเล็ก ๆ ดึงด้ามกระบี่ออกจากฝัก ดวงหน้ากลมแป้นค้อนควักไปมา เรียกนิ้วมือเรียวของท่านอ๋องหวางอินฉี “เป๊า” ให้ดีดลงบนหน้าผาก
“ฮือ… ลี่ลี่เจ็บนะเจ้าคะ” เจ้าตัวน้อยลูบคลำหน้าผากไปมาปั้นสีหน้าเจ็บปวดสาหัส หวางอินฉีหัวเราะลั่น หน้าตาท่าทีแบบนี้นางใช้มาเป็นหลายครั้งหากยังสร้างความเอ็นดู มิสร่างซา
“นางมารน้อย” หวางอินฉีเค้นคำปั้นหน้านิ่ง จับคางเล็ก ๆ ของนางส่ายไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว คนตัวเล็กตรงเข้ากอดแขนท่วงท่าประจบประแจง ดวงหน้ากลมแป้นส่งสายตาวิบวับ
“อาสิบห้าเจ้าขา สอนวรยุทธ์ให้ลี่ลี่ด้วยสิเจ้าค่ะ” พลางกระพริบตาใส่ท่าทางออดอ้อน แบบนี้อีกเช่นกันที่นางทำทุกครั้ง ทรงใจอ่อนตามคำขอของเจ้าตัวเล็กทั้งสิ้น
“เจ้านี่ช่างเหลือทนเป็นสตรี เหตุใดไม่อยู่แต่ในห้องหอออกโลดโผนควงกระบี่” น้ำเสียงที่ว่าเหลือทนนั้น แผ่วเบาราวขนนก
“เอาไว้ป้องกันตัวไงเจ้าคะ อีกอย่างลี่ลี่พอโตแล้วจะได้ไปช่วยท่านอารบ ปกป้องแผ่นดินไงเจ้าคะ” เจ้าตัวเล็กจีบปากจีบคอทั้งลอยหน้าลอยตา
เช่นคำที่นางกล่าว หวางอินฉีรู้ดีนางเอาจริงอย่างที่สุด!
“แก่แดด” หวางอินฉีได้ยินคำตอบนั้น หัวเราะร่าอย่างถูกอกถูกใจ
“เอาหละ วิชาหนะเดี๋ยวเอาไว้ถึงเวลาข้าจะสอนให้ กระบี่เล่มนี้มีวิชาที่สามารถใช้ได้จำเพาะ หากฝึกแล้วจะใช้มันได้ผลยิ่งงวด ตอนนี้เก็บรักษาไว้ดี ๆ ก่อน กระบี่นี้ทำจากหยกนิล แม้แต่เหล็กกล้ายังไม่อาจต้านทานได้ เห็นเจ้าชอบแอบเอากระบี่ข้าไปเล่นนัก ข้าเลยทำขึ้นมาใหม่ให้เจ้า”
“เห็นกระบี่งามเหมือนเห็นหน้าอาสิบห้าใช่ไหมเจ้าคะ ดียิ่ง เช่นนั้นต่อไปเวลาท่านต้องไปทัพนานๆ หากลี่ลี่คิดถึงจะได้เอากระบี่นี้มาดู” ดรุณีน้อยจ้องไปที่กระบี่ที พระพักตร์หวางอินฉีที
“ฮือมมมม์… แต่ว่าอาสิบห้าเจ้าค่ะ ลี่ลี่ดูยังไงกระบี่กับหน้าท่านอา ไม่เหมือนกันสักนิดเลยเจ้าค่ะ” เจ้าตัวเล็กทำสีหน้าจริงจัง หากเอ่ยคำหยอกเย้า
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าตัวแสบ” หวางอินฉีหัวเราะลั่น ก่อนคว้าร่างเล็กขึ้นชูจนสุดแขน หมุนกายเหวี่ยงร่างนางไปรอบ ๆ
“อาสิบห้า ท่าน…นนนนนนน ท่านวางลี่ลี่ลง” หนึ่งคนตัวเล็ก หนึ่งคนตัวใหญ่ ส่งเสียงหัวเราะประสานกันดังลั่น
มิรู้ตัวเลยว่า ทุกปฏิกิริยาอยู่ในสายตาของคนผู้หนึ่ง ดวงตาคู่คมกริบจ้องมองมาด้วยความริษยา ทั้งประกอบไปด้วยความหึงหวงไม่ชอบใจอย่างที่สุด ดวงตาของหลี่ฉินเซียง
ความทรงจำที่แสนสวยงามในวัยเด็กหยุดชะงักลง ยามได้ยินเสียงเรียกเบา ๆ จากภายนอก
“คุณหนู คุณหนูเจ้าค่ะ” หลี่ชินอ้ายหยิบกระบี่ สอดมันเก็บไว้ในแขนเสื้อ ก่อนกลับออกมาจากห้องลับขยับกลไกให้เข้าที่ เอ่ยถามชิงอี้ที่ยืนรออยู่แล้วเงียบ ๆ
“พี่ชิงอี้ มีอะไรหรือจ๊ะ”
“ท่านอ๋องสั่งความไว้เจ้าค่ะ มีธุระร้อนต้องรีบกลับไปก่อน อีกชั่วยามให้องครักษ์เฉินฟู่อี้อารักขาพระชายากลับตำหนัก นายท่านหลี่เลยให้บ่าวมาตามคุณหนูเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นหรือ ท่านอ๋องเสด็จกลับไปแล้วงั้นรึ” ดวงดำขลับหม่นแสงไปเพียงครู่ ก่อนเจ้าของดวงตาจะหักใจ มิเก็บเอาความหม่นหมองใจไว้ในความคิด
“เอ่อ… ช่างเถอะ เช่นนั้น…. ข้าไปหาท่านพ่อดีกว่า กินข้าวสักมื้อ ป่านนี้ท่านพ่อคงกำลังรอข้าอยู่”
*** จบตอน กระบี่หยกนิล ***
1ฉื่อ (เชียะ) 1 ฉื่อ เท่ากับ 10 ชุ่น (หรือ 10 นิ้ว)
Powered By SK REALTY+