“กู่……..พรากวิญญาณ” หวงตี้หวางหย่งอี้ทวนคำของหลางอวี้เหวินแล้วทรงนิ่งอึ้งไป พระเนตรทอดมองไปยังเสด็จอาที่กึ่งนั่งกึ่งนอนให้หลางอวี้เหวิน ใช้เข็มเงินตรวจสอบร่างกายอยู่บนเตียง
สบนัยน์ตาคมสีนิลนิ่งลึกของผู้เป็นเสด็จอา ที่มองประสานกลับมาในพระเนตรขององค์หลานชายนั้น แฝงไปด้วยความห่วงใย
“ข้าไม่เป็นอะไร หย่งอี้ ประมาทไปหน่อย คิดไม่ถึงว่าจะมีงูพิษอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้”
หวงตี้หวางหย่งอี้หันไปมองดวงหน้าหลางอวี้เหวิน คล้ายทรงต้องการคำตอบถึงคำถามในพระทัย หลางอวี้เหวินดึงเข็มเงินออกจากร่างผู้เป็นสหาย ก่อนอธิบายด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“กู่พรากวิญญาณเป็นวิชานอกรีตมีใช้เป็นเพียงไม่กี่คน ใช้กันมากในแคว้นเหวิน กู่ชนิดนี้จะแฝงกายอยู่ในร่างกายของผู้ถูกพิษ หากแม้นไม่ได้รับการกระตุ้นก็จะไม่แตกต่างจากคนปกติทั่วไป อย่างที่กระหม่อมทูลคนที่รู้จักวิธีใช้มีน้อยมาก ทั้งมิรู้ว่าพวกมันใช้สิ่งใดเป็นตัวกระตุ้น ซื่อหวู่ ดูท่าทางโน้นคงจะเอื้อมมือเข้ามาจริง อย่างที่เจ้าคาดการณ์”
“ฝ่าบาทต้องระวังพระวรกายอย่างยิ่งยวด แม้ซื่อหวู่ระวังตัวอย่างดี ยังเกือบเสียทีเพลี่ยงพล้ำ”
หวงตี้หนุ่มส่ายพระพักตร์ช้า ๆ ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ
“ไม่ต้องห่วงเจิ้นท่านอาหลาง ข้างกายเจิ้นยังมีเว่ยกงกงอีกทั้งในกายยังมีอีกสารพัดพิษต้าน” หวงตี้หวางหย่งอี้ตอบคำหลางอวี้เหวิน อย่างมิเกรงกลัวสิ่งใด ขมวดคิ้วนิ่งคิดไปครู่ ก่อนจะกล่าวขึ้นมาเมื่อนึกออก
“จริงสิ น้าซิ่ว นางรู้จักกู่ชนิดนี้หรือไม่” หลางอวี้เหวินพยักหน้ารับ พร้อมตอบกลับองค์หวงตี้
“กระหม่อมส่งข่าวถึงซิ่วหวาแล้ว คงมิมีผู้ใดชำนาญด้านพิษได้เท่านาง อีกทั้งนางยังเคยดั้นด้นไปขอเรียนวิชากับตาเฒ่าร้อยพิษในแคว้นเหวิน คราวนี้โชคดีสกัดกั้นมันไว้ได้ เสียดายที่ไม่สามารถหาเบาะแสจากมือสังหารสตรีนางนั้นได้ นางชิงฆ่าตัวตายไปเสียก่อน”
“เสด็จอา พวกท่านคิดว่าเรื่องนี้ หลี่กุ้ยเฟยจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่?”
หวงตี้หวางหย่งอี้เอ่ยถามขึ้นมาเบา ๆ ดวงพระเนตรหงส์จับนิ่งไปที่พระพักตร์ของผู้เป็นเสด็จอา
“ข้ารู้จักกำยานกลิ่นนั้น” หวางอินฉีกล่าวเสียงเย็น ใจคิดถึงกลิ่นกรุ่นที่เคยคุ้น
มิใช่กลิ่นนี้หลอกหรือ?….. ที่ล่อลวงจนทำให้พระองค์ เกือบเพลี่ยงพล้ำ
“เพียงแต่” หวางอินฉีคิดทบทวนก่อนหยุดคำพูดไปเสียเฉย ๆ ด้วยทรงงุนงงมิใช่น้อย หลี่ฉินเซียงนางเกี่ยวพันได้อย่างไร กับพวกมือสังหาร
“ความจริงข้าสงสัยในตัวนางมานานแล้วเสด็จอาสิบห้า นางกำนัลสองคนที่ติดตามนางเข้ามามีวรยุทธ์แปลกประหลาด เรื่องนี้องครักษ์เงารายงานให้หลานรับรู้ ตั้งแต่แรกที่นางถวายตัวเข้าตำหนักบูรพา เพียงแต่หลายปีที่ผ่านมายังมิมีสิ่งใดผิดปกติ นางมิเคยลงมือหรือทำการร้ายใด ๆ หลานให้องครักษ์เงาติดตามนางอยู่ตลอด หากหลานก็มิเคยวางใจให้นางเข้าใกล้ตัว” ทรงชะงักพระโอษฐ์ไปอย่างใคร่ครวญ อย่างทรงตัดสินพระทัยแล้วที่จะเอ่ยต่อ
“อ๋อ มีสองวันก่อน วันที่เสด็จอาพาลี่ลี่เข้ามายกน้ำชา นางลงมือกับลี่ลี่” หวางอินฉีหันควับ มองพระพักตร์หลานชายนิ่ง มีเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร แล้วเหตุใดจึงมิรู้ เช่นไรองค์หวงตี้จึงมิบอก
.
“ข้ามิได้บอกเสด็จอา เพราะมิคิดว่าเสด็จอาจะสนพระทัยเรื่องที่นางลงมือก็ ก็แค่เรื่องที่หึงหวงกินน้ำส้มเหตุมาจากตัวท่าน” องค์หวงตี้เอ่ยพระโอษฐ์พร้อมด้วยดวงพระเนตรนิ่ง
จุดมุ่งหมายครั้งนี้ของพระองค์ ต้องการล่อลวงให้เสด็จอาแสดงความรู้สึกออกมา คาดมิถึง
เพียงพระโอษฐ์เอ่ยคำพูดจบ เป็นเสด็จอาปรี่เข้ามา……….กระชากคอเสื้อ
“หย่งอี้ เจ้าพูดเหลวไหลอะไร?!” เสียงเสด็จอาแข็งกร้าวอย่างที่สุด พระหัตถ์ที่จับคอเสื้อกำเกร็งจนเอ็นข้อปูดโปน เท่านี้องค์ก็นึกรู้ ที่จริงแล้ว! ห่วงใยในตัวพระชายามิใช่น้อย
หลางอวี้เหวินตรงเข้ามาห้ามทัพ ลอบถอนหายใจนิดหนึ่ง อย่างเอือมระอา
ผู้หนึ่งสูงศักดิ์เหนือแผ่นดิน ทั้งนับเป็นหลานชอบท้าทาย
ผู้หนึ่งเป็นเสด็จอาเอาแต่กรุ่นโกรธ เอาแต่โมโห อีกทั้งกินน้ำส้มคำโต หึง!จนขึ้นหน้า
หลางอวี้เหวินดึงมือสหายออกจากคอเสื้อองค์หวงตี้ ก่อนผลักกายทั้งสองคนออกห่าง องค์หวงตี้ขยับอาภรณ์เข้าที่ ทั้งยังยกพระโอษฐ์ยิ้มกลั้วเสียงหัวเราะอยู่ในพระศอ พระเนตรส่งแววหยอกเย้ามิหยุดหย่อน ทรงคิดต่อกับองค์เองในพระทัย
“ที่แต่งหลี่ฉินเซียงเข้ามา ก็แค่กันนางให้ออกห่างจากท่านและลี่ลี่ มีแต่ท่านแหละที่หน้ามืดตามัว” ความในพระทัยข้อนี้ทรงมิได้เอ่ยออกมา
“เห็นทียามนี้ งูพิษข้างกายข้าคงจะคลายขดหางออกมาแล้ว เช่นไร! ก็อย่าหาว่าข้าไม่ปราณี” หวางอินฉีนิ่งไปยามได้ยินน้ำเสียงจริงจังของหลานชายที่พูดราวเจาะจงมาหาพระองค์
ดวงพระเนตรของบุรุษทั้งสองสบกันนิ่ง ก่อนหวางอินฉีจะเป็นผู้เอ่ยคำต่อมา
“พรุ่งนี้ครบกำหนดตามประเพณี ข้าต้องพาชินอ้ายไปเยี่ยมเรือนบิดา1หลังจากนั้นอีกสามวัน ข้าจะกลับตำหนักเมฆาคราม หย่งอี้ข้าอยากสะสางเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะวางใจกลับไปได้ อวี้เหวินส่งรุยโหรวออกไปส่งข่าวถึงน้าซิ่ว ไม่ว่าอย่างไรห้ามออกมานอกเขตป่าเหมยฮวา” หวางอินฉีสะบัดแขนเสื้อเป็นสัญญาณ
พลันบานประตูก็ถูกผลักเข้ามา โดยเฉินฟู่อี้พร้อมบุรุษอีกผู้หนึ่งในชุดดำ
“เฮ่อเยี่ยน ระหว่างนี้เจ้าถวายอารักขาองค์หวงตี้ให้ดี สิ่งใดก็อย่าให้แผ้วพานพระวรกาย หากแม้นมีเพียงรอยเล็บข่วน จำไว้! หัวพวกเจ้าทุกคนจะหลุดจากบ่าด้วยมือข้า”
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา” บุรุษในชุดดำค้อมมือคารวะแล้วหมุนกายออกไป หวางอินฉีจึงสั่งการกับองครักษ์คู่พระวรกาย
“ส่วนเจ้าเฉินฟู่อี้ อีกสองวันเจ้าล่วงหน้ากลับตำหนักเมฆาครามคุ้มกันป่าเหมยฮวา ใครย่างเท้าเข้าไปสังหารให้สิ้น” หวางอินฉีสั่งความยืดยาว ตวัดพระเนตรคมใส่องค์หวงตี้ผู้เป็นหลานชาย ก่อนผลุนผันหมุนพระวรกายออกไปจากห้อง ด้วยแรงโทสะ
***จบตอน หนอนในเกลือ (2)***
1 วันกลับบ้าน (วันตึงฉู่) หลังแต่งงาน 3 วัน 7 วัน 15 วัน หรือแล้วแต่ฤกษ์ ญาติผู้ชายของฝ่ายเจ้าสาวจะมารับเจ้าสาวและสามี กลับไปเยี่ยมบ้าน เจ้าสาวต้องเตรียมส้ม 12 ผลกลับไปเยี่ยมบ้านด้วย เมื่อถึงบ้านต้องทำพิธียกน้ำชาให้พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงเป็นการคาระวะ และนำส้มกลับไปไว้ที่หัวนอน ห้ามใครรับนอกจากคู่สามีภรรยา
Powered By SK REALTY+