ตอนที่ 23 หนอนในเกลือ (1)

ความโกรธเกรี้ยวยังวนเวียนอยู่ในพระทัยหวางอินฉีอย่างยากจะสงบ หูแว่วเสียงอ่อนใสของพระชายาเรียกร้องขอ “ยาห้ามครรภ์” จากผู้เป็นสหาย

 

โกรธ! ทรงโกรธอยู่อย่างนั้นไม่ยอมคลาย มิรู้องค์เองเหมือนกันว่า ทำไมถึงโกรธ!

 

ถูกต้องของนางของแล้วมิใช่หรือก็ที่แต่งให้นาง ก็เพราะยังฝังใจเรื่องท่านพ่อนางยกหลี่ฉินเซียงคนรักของพระองค์ แต่งให้ผู้อื่นหน้าตาเฉย

 

ยาห้ามครรภ์นั้นหรือองค์เองนั้นจะมิรู้จัก หากใจนั้นมิเคยนึกถึง เช่นไรนางก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาเรื่องนางมีบุตรหรือตั้งครรภ์ย่อมเป็นเรื่องปกติ

 

โกรธ!  ทรงรู้สึกอยู่เช่นนั้น ในใจนั้นคิดเอาว่านางมิต้องการอุ้มครรภ์ เลือดเนื้อของพระองค์

 

“ทูลท่านอ๋อง มีพระราชดำรัสจากองค์หวงตี้ให้เข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” หวางอินฉีหลุดจากห้วงความคิดยามองครักษ์คู่พระวรกายเฉินฟู่อี้เข้ามาแจ้งข่าว ดวงพระเนตรคมแข็งกร้าวจึงตวัดมองนิ่ง เอ่ยถามอย่างสงสัย

 

“ราชโองการ?  ใครเป็นผู้เชิญมา” เสียงเอ่ยถามองครักษ์คู่พระวรกายห้วนสั้นอย่างที่สุด

 

“เป็นขันทีน้อยตำหนักเซิ่นหยางพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็มิคุ้นหน้า แจ้งว่าองค์หวงตี้ต้องการปรึกษาราชกิจเป็นการส่วนพระองค์”  เฉินฟู่อี้ส่งพระราชโองการในมือให้นายเหนือหัว

 

ท่านอ๋องหวางอินฉี คลี่พระราชสาสน์ออกอ่านเพียงครู่ สายพระเนตรสบนิ่งกับองครักษ์คู่พระวรกาย แววนัยน์ตาครุ่นคิดสงสัย

 

ด้วยที่ผ่านมา ยามองค์หวงตี้ผู้เป็นหลานชาย เมื่อใดที่ต้องการพบปะเป็นการส่วนพระองค์ อาหลานจะมีสัญญาณลับเป็นอันรู้กัน แต่ในพระราชสาสน์นี้กลับ  “ไม่มี”

 

แม้รู้ว่าการณ์นี้อาจเป็นกลลวง แต่คนอย่างพระองค์

 

คนอย่างชินอ๋องหวางอินฉีหาเกรงกลัวไม่ แม้รู้ว่ามีหลุมพรางหากหาญกล้าเข้ามาท้าทาย ก็พร้อมจะเดินเข้าไปหามัน สาสน์นั้นถูกส่งคืนให้เฉินฟู่อี้ ก่อนจะสั่งความ

 

“ฟู่อี้ มอบสาสน์นี้ให้แม่ทัพอวี้เหวิน แล้วให้ตามข้าไปที่ตำหนักเซิ่นหยางทันที เปิ่นหวางจะล่วงหน้าไปก่อน”

 

หวางอินฉีเดินตามขันทีร่างเล็กที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า ทีท่าก้าวเดินไม่รู้ไม่ชี้สบายอกสบายพระทัย แม้ตำหนักที่ถูกนำมานี่ก็มิใช่

 

ตำหนักเซิ่นหยางอย่างที่ควรจะเป็น

 

กักเก็บพลังปรานที่อาจแผ่ออกมาอย่างมิดชิด พระเนตรเรียวคมสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบกายอย่างระแวดระวังตัว จนสุดท้ายขันทีผู้นั้นก็พาหยุดลงหน้าห้องหนึ่ง แสงเทียนที่จุดไว้ในห้องสว่างไสวออกมาถึงภายนอก

 

“ท่านอ๋อง องค์หวงตี้ประทับรออยู่ด้านในพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยผายมือเชื้อเชิญให้เข้าไปด้านใน ค้อมตัวคำนับแล้วเดินจากไปทันที

 

“แอ้ดดดดด” หวางอินฉีผลักบานประตูเดินเข้าไป ภายในห้องเงียบสงบ ไม่พบพักตร์องค์หวงตี้อย่างที่ขันทีน้อยกล่าว

 

เพียงครู่โสตนาสิกกลับสัมผัสกลิ่นหอมฉุนของเครื่องหอมฟุ้งตลบอบอวล โสตประสาทเมื่อเตือนถึงภยันตราย จึงหมุนพระวรกายเตรียมกลับออกไป

 

พระหัตถ์ยังแตะค้างอยู่ที่บานประตู เมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

 

“อิน….ฉี”

 

เสียงสตรีแหบพร่าเย้ายวนเอ่ยเรียกชื่อพระองค์เอง ดังขึ้นเบา ๆ หวางอินฉีหยุดพระบาทชะงักนิ่งด้วยเป็นกระแสเสียงที่คุ้นเคย แขนเรียวขาวผ่องของอิสตรีค่อย ๆ โอบพันรัดรอบพระวรกาย พร้อมใบหน้าซุกไซ้อยู่ที่แผ่นหลัง

 

ริมฝีปากของคนเบื้องหลังกดย้ำลงมาผ่านอาภรณ์  มือไม้ของนางสอดเลื้อยเข้าไปภายใต้ร่มผ้า หวางอินฉีหันพระวรกายกลับไป ผลักร่างอวบที่กอดเขาไว้ออกห่าง

 

“หลี่กุ้ยเฟย ทรงทำอะไร”  หวางอินฉีตวาดถามนางด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

 

ร่างอวบในอาภรณ์เย้ายวนซวนเซเสียหลักเล็กน้อยแต่มือเรียวขวักไขว้ ยังไขว้คว้าท่อนพระกรเอาไว้ได้ ผวาร่างเบียดกายเข้ามาใหมกอดรัดพร้อมส่งเสียง ละล่ำละลัก

 

“อินฉี รู้หรือไม่? ฉินเซียงคิดถึงท่านยิ่งนัก”

 

นางกอดรัดแน่นขึ้นพร้อมเบียดอกอวบเข้ามาหาพระวรกายแกร่งของพระองค์อย่างจงใจ ยกแขนขึ้นโอบรอบคอก่อนบดจูบที่ริมฝีปากด้วยความรุ่มร้อน

 

หวางอินฉียกมือขึ้น หมายดึงแขนที่กอดรัดลำคอออก แต่นางยังขืนกายไว้ไม่ยอมปล่อย สอดลิ้นเล็กเข้าไปพัวพันในปากอย่างเร่าร้อน

 

ด้วยร่างอวบอิ่มอุ่นร้อนที่เคยคุ้น รสจูบเร่าร้อนที่เคยโหยหา รสสวาทที่เคยตราตรึง

 

เพียงครู่! จึงเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับรสสวาทที่นางปรนเปรอ

 

หลี่กุ้ยเฟย เห็นอีกฝ่ายกำลังเผลอตัวเผลอใจจึงเตรียมกดเล็บเรียวสีแดงลงไปที่ต้นพระศอ  พลังปรานสายหนึ่งถูกส่งมาจากด้านหลัง แรงปรานกระแทกจนร่างเย้ายวนกระเด็นออกไป ทรุดกองอยู่กับพื้นห้อง

 

หลางอวี้เหวินเดินเข้ามายืนเคียงข้างผู้เป็นนายและสหาย พลางส่งคำพูดราวเสียงกระซิบมาที่ข้างหู

 

“ซื่อหวู่ นางคิดใช้กู่พรากวิญญาณกับเจ้า”

 

เสียงกรีดร้องแหลมลึกดังกึกก้อง ร่างที่กองอยู่กับพื้นผวาลุกขึ้นยืน พร้อมซัดพลังปรานเข้าสาดใส่ หวางอินฉีพริ้วพระวรกายเบี่ยงหลบก่อนส่งพลังปราณของตนกระแทกสวนกลับไป สตรีใจกล้ากระอักโลหิตออกมาคำโต

 

“สมแล้วที่เป็นนายบ่าวร่วมสงคราม” นางเช็ดโลหิตที่ไหลออกมาจากมุมปาก เสียงของนางแหบพร่ายืนพิงผนังห้อง หอบหายใจจนตัวโยน

 

“เจ้าคือผู้ใด” หวางอินฉีเอ่ยถามเสียงนิ่ง ดวงพระเนตรสีนิลเปล่งประกายวาวโรจน์

 

ร่างนั้นไม่ตอบกลับสะบัดปลายแขนเสื้ออย่างแรง เข็มเงินยังมิทันได้แล่นออกจากปลายนิ้ว กระบี่ในพระหัตถ์ของท่านอ๋องหวางอินฉีก็พุ่งออกไปเสียก่อน

 

“ฉึก”

 

“อ๊ากกกก” เสียงกรีดร้องดังขึ้นเพราะความเจ็บปวด เมื่อถูกคมกระบี่แทงทะลุไหล่ ตอกตรึงร่างทั้งร่างไว้กับฝาห้อง

 

ท่านหวางอินฉีเหินพระวรกายตามเข้าไป พระหัตถ์แกร่งจับกระชากไปที่ใบหน้าดึงหน้ากากหนังมนุษย์หลุดติดพระหัตถ์ออกมา โลหิตสดๆ ยังไหลปรี่ออกจากปากนางไม่ขาดสาย

 

แต่ยังขวัญกล้ากล่าววาจาถากถางเย้ยหยัน อย่างไม่หวาดกลัวแล้ว….. ความตาย!!

 

“พวกเจ้าช่างเป็นบุรุษเหนือคนยิ่งนัก หนึ่งนายหนึ่งบ่าว รุมทำร้ายสตรีคนเดียว”

 

“ใคร ใช้ เจ้า มา” หวางอินฉีตรัสถามอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ช้า ชัด ก่อนกระชากคอเสื้อดึงขึ้นด้วยแรงโทสะ

 

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงหัวเราะร่วนของนางราวคนวิกลจริตดังก้อง ดวงตาราวอสรพิษจ้องนิ่งอย่างอาฆาต มีเสียงขลุกขลักดังขึ้นในลำคอ โลหิตสีดำคล้ำและน้ำลายไหลปะปนฟูมปาก ก่อนลำคอจะร่วงพับ หักลง

 

….นางกัดยาพิษในปากสังหารชีพตัวเอง อย่างมิต้องการตอบความกับคำถามใด……

 

 

***จบตอน หนอนในเกลือ (1)***

 

Novel
Novel