หลี่ชินอ้ายละสายตาจากกระดานหมากที่กำลังก้มหน้าก้มตาขะมักเขม้น ภายในห้องโถงโล่งกว้างของตำหนักชินอ๋อง คิ้วเรียวยกขึ้นอย่างสงสัย ยามได้ยินเสียงเคาะประตู
“เข้ามาได้” ชิงหงเปิดประตูเดินเข้ามาย่อตัวเบื้องหน้านาง
“มีอะไรหรือ พี่ชิงหง” หลี่ชินอ้ายเอ่ยถามบ่าวคู่ใจ ทั้งยังมิได้เงยหน้าขึ้นจากกระดานหมากตรงหน้า
“มีคนมาขอเฝ้าเพคะ พระชายา” หลี่ชินอ้ายวางหมากขาวในมือลงบนกระดาน ก่อนเงยหน้าขึ้นมองชิงหงที่ปั้นหน้าเคร่งขรึม ตอบด้วยเสียงจริงจัง
“เป็นใครกัน แจ้งชื่อหรือไม่” หลี่ชินอ้ายสอบถามเสียงเบา เรียวคิ้วขมวดเป็นปม ดวงตามีแววครุ่นคิด ผู้ใดกันนั้นเล่ามาขอพบ ด้วยนางนั้นมิมีเพื่อนฝูงหรือมิตรสหาย ชิงหงจึงยื่นสิ่งที่ถือไว้ในมือส่งให้
“คนผู้นั้นบอกแต่ว่าถ้าเห็นสิ่งนี้ พระชายาจะล่วงรู้ว่าเป็นผู้ใดเพคะ” หลี่ชินอ้ายยื่นมือรับสิ่งของที่ชิงหงยื่นส่งมาให้ ในมือคือป้ายหยกสีชมพูอ่อนจางลวดลายงดงามคุ้นตา คิดทบทวนเพียงครู่นัยน์ตาดำขลับก็เปล่งประกาย อย่างดีใจสุดขีด
“ท่าน…… ท่านอาหลางรึ?”
“พี่ชิงหง…เช่นไรไม่บอกข้า…รีบเชิญท่านอาหลางเข้ามา”
“เพคะ” ชิงหงเลิกปั้นหน้าเคร่ง ยิ้มกว้างก่อนพยักหน้ารับคำสั่ง
บุรุษในอาภรณ์ขาวสะอาด เคลื่อนกายเข้ามาพร้อมส่งรอยยิ้มอ่อนโยน หยุดคำนับถวายความเคารพตรงหน้า ก่อนเสียงทุ้มเย็นจะก้องกังวาน
“ถวายบังคมชินอ๋องหวังเฟย กระหม่อมหลางอวี้เหวินขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ชินอ้ายปั้นหน้าขรึม ปั้นปากเอ่ยคำพูดจริงจัง
“เชิญตามสบาย ท่านแม่ทัพขวา ฮึ ๆ ๆ ๆ” พูดได้แค่นั้นเสียงหัวเราะใสๆ ก็หลุดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ท่านอาหลาง โอ้ยย…ลี่ลี่ดีใจยิ่งนัก” ร่างเล็กปรี่เข้าหาหวังจะเข้าไปกอดรัดหลางอวี้เหวินอย่างลืมตัว เสียงกระแอมเบา ๆ ดังมาจากชิงหงที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านข้าง ฉุดรั้งสติของนางให้กลับมา
“พระชายา สบายดีหรือไม่” หวางอวี้เหวินเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม นึกขันกับกิริยาท่าทางของนาง หลี่ชินอ้ายอมยิ้มก่อนพยักหน้ารับ
“สบายดีเจ้าค่ะ ไม่เจอหลายปี ท่านอาหลางของลี่ลี่…รูปงามไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด”หลางอวี้เหวินหัวเราะในลำคอ ยกยิ้มพร้อมพยักหน้ารับ
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะถือว่าเป็นคำชม”
“ท่านอาหลาง ท่านมาได้อย่างไรเจ้าค่ะ” หลางอวี้เหวินยกยิ้มเย็นที่มุมปาก ก่อนเอ่ยคำตอบพระชายาตัวน้อย สายตาที่ทอดมองนางนั้น ทั้งรักใคร่ทั้งเอื้อเอ็นดู
“กระหม่อมมาตามพระบัญชาในท่านอ๋องพ่ะยะค่ะ ครบกำหนดเฝ้าหอแล้ว ท่านอ๋องมีพระประสงค์ให้กระหม่อม อารักขาขบวนเสด็จของหวังเฟยกลับตำหนักเมฆาคราม อีกอย่างอากาศทางเหนือหนาวเย็นกว่าทุกปี จึงมีพระประสงค์ให้กระหม่อมมาตรวจพระพลานามัยของหวังเฟยด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ชินอ้ายพยักหน้างึกงัก ก่อนจะนึกขึ้นได้
“น้าซิ่วหวามาด้วยหรือไม่เจ้าคะ” หลี่ชิงอ้ายยืดคอชะเง้อมองไปด้านหลัง
“ซิ่วหวา รอรับเสด็จอยู่ที่ตำหนักเมฆาครามพ่ะย่ะค่ะ ท่านหญิงฝากคำกระหม่อมมาว่า” หลางอวี้เหวินหยุดคำ ยกมือขึ้นป้องปาก กระซิบกระซาบที่ข้างหู
“รออยู่” พ่ะย่ะค่ะ“ หลี่ชินอ้ายส่งเสียงใสหัวเราะอย่างถูกใจ
“ดียิ่ง มีท่านน้าซิ่วหวาเป็นเพื่อน ลี่ลี่คงไม่เหงานัก ท่านอาหลางเชิญนั่งก่อน พี่ชิงหงยกน้ำชาออกมา“ หลี่ชินอ้ายหันไปสั่งการชิงหงที่ยืนยิ้มรอรับใช้อยู่ไม่ห่าง
“ถ้าเช่นนั้น ท่านอาหลางตรวจลี่ลี่เลยดีไหมเจ้าคะ”
หลี่ชินอ้ายส่งเรียวแขนขาวผ่องให้หลางอวี้เหวินด้วยสีหน้าตาเต็มอกเต็มใจ……………….
ในห้องทรงงาน…….
หวางอินฉียืนนิ่งพระหัตถ์ไขว้หลังไว้มองออกไปนอกหน้าต่าง ด้วยวรยุทธ์ที่สูงส่ง เสียงสนทนาจากอีกห้องหนึ่งจึงก้องอยู่ในหูทุกถ้อยกระบวนความ
เสี้ยวหน้าคมเข้มบึงตึง ยามได้ยินเสียงเล็กใสของสตรีน้อยผู้รั้งตำแหน่งพระชายา หัวเราะอย่างร่าเริงเช่นยามนางเป็นเด็ก นึกออกในทันทีถึงดวงหน้าเบิกบาน เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มของนาง
ดวงตากลมโตคู่นั้นคงสว่างจ้า ราวกับมีดวงดารากระพริบไหวอยู่ภายใน
“อยู่กับข้า ทำหน้าเหมือนดื่มกินยาขม” หวางอินฉีนึกในพระทัยอย่างหงุดหงิด
พระหัตถ์กำเกร็งจนข้อขาวโปน ยามได้ยินเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาของนาง อ้อนวอนขอ “ยาห้ามครรภ์” จากหลางอวี้เหวินผู้เป็นสหาย
ร่างสูงยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างบานหน้าต่าง ยามได้ยินเสียงเคลื่อนไหวทางด้านหลัง ผู้เป็นสหายเปิดประตูห้องทรงงานเข้ามา
“ซื่อหวู่” เสียงผู้เป็นสหายเรียกเบา ๆ จึงหันพระวรกายกลับไปด้วยพระพักตร์เย็นชาสุดขีด
“เป็นอย่างไรบ้าง อวี้เหวิน” หลางอวี้เหวินทำไม่รู้ไม่ชี้ยามเห็นดวงหน้าของอีกฝ่าย นึกถึงก่อนหน้ายามมีคำบัญชาให้ไปตรวจร่างกายของพระชายาที่เพิ่งจะสมรสใหม่
ผู้เป็นสหายเอ่ยคำพร้อมชักแม่น้ำทั้งห้าสาย อ้อมค้อมอยู่เป็นนานกว่าจะหลุดปากออกมาได้
ที่ว่า…จะให้ตรวจนั้นตรวจอะไร แล้วยาอะไรที่จะมอบให้นาง หลางอวี้เหวินได้แต่หัวเราะเสียงดัง ยามจับใจความคำบัญชานั้นได้ จนแจ้งใจครบถ้วน
“ต้องบำรุงบ้างสักนิด ทั่วไปร่างกายนางแข็งแรงดี แต่ให้แน่ใจว่านางจะต้านอากาศหนาวทางเหนือได้ ข้าจัดยาให้นางแล้ว รวมทั้งยา…….ที่เจ้าสั่ง” หมอเทวดาหลางอวี้เหวินกักคำพูดไปเสียเฉยๆ
ดวงหน้าคมสันอมยิ้ม แววตาล้อเลียน นึกถึงดวงหน้าแดงก่ำของพระชายาตัวน้อย ยามจ่ายยาตลับนั้นให้
หวางอินฉีสบสายตาล้อเลียนคู่นั้น หลบตาแล้วจึงแสร้งหันหลังให้
“เตรียมการให้พร้อม อย่าให้นางเป็นตัวถ่วงได้” เสียงถอนหายใจของผู้เป็นสหายดังมาจากเบื้องหลัง ฟังดูก็รู้ว่าแกล้งยิ่งกว่า แกล้ง
“เบามือเจ้าบ้างซื่อหวู่ อย่างไร นางก็เป็นเพียงแค่ดรุณีน้อยอายุเพียงสิบห้าปีแม้จะมีพลังยุทธ์ แต่เรื่องเช่นนี้……ก็หนักหนาต่อนางมิใช่น้อย” หลางอวี้เหวินกล่าวหยอกเย้าผู้เป็นสหายกลั้วเสียงหัวเราะ
ร่างสูงของผู้เป็นสหายยังคงหันหลังให้นิ่งเฉยอย่างไร ก็ไม่ยอมหันกลับมา มีเพียงเสียงสั่งการแข็งกร้าว หากเบาหวิว
“ไปได้แล้ว”
“เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” ประสานมือก้มหน้าคำนับผู้เป็นสหายอย่างล้อเลียน หากยังมิทันได้หันหลังกลับไป เสียงผู้ เป็นนายก็เอ่ยทัก เรียกเอาไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวอวี้เหวิน..” ท่านอ๋องหวางอินฉียังคงหันหลังให้ ทั้งน้ำเสียงยังเย็นชาเช่นเดิม
“จัดยาตามที่นางขอ แต่เปลี่ยนจากห้าม เป็นเร่ง…….. ไปได้แล้ว”
หลางอวี้เหวินหัวเราะกึกก้องยามในยินคำสั่งทิ้งท้ายของสหายผู้ปั้นหน้าเฉย
“กระหม่อมรับพระบัญชา”…………………..
***จบตอน ความโกรธที่ไม่รู้สาเหตุ***
.
Powered By SK REALTY+