เพียงหลุดพ้นบานประตูออกมา มือเรียวนิ้วเคลือบสีแดงสดของหลี่กุ้ยเฟยที่เกาะกุมมือของหลี่ชินอ้าย ก็พลันปล่อยออก
ดวงหน้ายิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นเฉยชา เดินนำไปเบื้องหน้าอย่างไม่รั้งรอ หลี่ชินอ้ายสาวเท้าก้าวเดินตามไปช้า ๆ ความรู้สึกบางอย่างบอกตนเองให้ระมัดระวังตัว
เยื้องไปทางเบื้องหลังจากหางตา นางเหลือบเห็นนางกำนัลดวงหน้านิ่งเฉย สองคนเดินตามหลังมาห่าง ๆ
สตรีโฉมงามในชุดกรุยกรายของสตรีสูงศักดิ์ ยังคงพาเดินนำไปตามระเบียงกว้างก่อนพาลัดเลาะตามทางเดินในสวยสวย จุดหมายคือศาลาพักร้อนกลางอุทยานที่มีร่มไม้ใบบัง ดูแล้วช่างลับหูลับตาผู้คน
ระหว่างทางมิมีคำพูดใดหลุดออกจากปาก เห็นนางหยุดยืนนิ่งหันหลังให้ รออยู่กลางศาลา
หลี่ชินอ้ายย่างเท้าเข้าศาลาหลังนั้นด้วยสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดี เสียงปรบมือดังขึ้นเบาๆ พร้อมกายของหลี่กุ้ยเฟยที่หันกลับมา คำสั่งกร้าวหลุดออกจากปากสตรีโฉมงาม
“เด็ก ๆ” จู่ ๆ หลี่ชินอ้ายสัมผัสถึงไอสังหารจากทางเบื้องหลัง ขยับกายเตรียมป้องกันตัวแต่นางกำนัลสองนางปรี่เข้ามาจับไหล่และแขนตรึงไว้แน่น ด้วยอุ้งมือแข็งแรงราวปลอกเหล็ก
“พระชายา ท่านทำอะไร” หลี่ชินอ้ายถามเสียงนิ่งไร้ความตระหนก สะบัดตัวหมายให้พ้นจากพันธนาการ แต่ให้ดิ้นอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด
“ฮึ ดิ้นไปก็เปล่าประโยชน์ จะจับตัวคุณหนูหลี่ผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง เด็ก ๆ ของข้าฝีมือย่อมไม่ธรรมดา”
หลี่กุ้ยเฟยยิ้มเยือกเย็น ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาคมแข็งกร้าวมองสำรวจไปทั่วร่างกาย
ก่อนเอื้อมมือมากระชากเสื้อตัวนอกของหลี่ชินอ้ายแบะออก หากความบางเบาของเสื้อตัวใน เผยให้เห็นเนื้อนวลอ่อนเยาว์
ที่บัดนี้ ปรากฏริ้วรอยสีกุหลาบแต่งแต้มไปทั่ว
“จุ๊ จุ๊ จุ๊ หวางชินอ๋อง ช่างไม่รู้จักคำว่ารักหยกถนอมบุบผา1เสียเลย รู้ไหมยามเห็นผ้าพรหมจรรย์ของเจ้า ข้าไม่เชื่อสายตาตัวเองด้วยซ้ำ” เสียงหัวเราะแหลมร่วน ก่อนเอ่ยวาจาถากถาง
“ว่าแต่เจ้าต้องทำอย่างไรน๊า..ใช้อุบายสาวงามไปเท่าใดกัน อินฉี ถึงได้ร่วมอภิรมย์กับเจ้า!!” หางเสียงของนางตวัดขึ้นสูง นิ้วเรียวเคลือบสีชาดผลักไปที่หน้าผากกลมมนอย่างแรง หลี่ชินอ้ายไม่ทันระวังตัวจึงล้มถลาไปเบื้องหลัง
“ข้าอยากรู้ยิ่งนัก ยามอินฉีร่วมอภิรมย์กับเจ้า ใจเขาคิดถึงผู้ใด หากจะให้ข้าเดาเป็นนามข้าใช่หรือไม่ ที่เขาพร่ำเพ้อออกมา”
หลี่ชินอ้ายพยุงตัวลุกขึ้นช้า ๆ สบตาคมนั้นอย่างไร้ความกลัวเกรง แม้จริงแล้วอย่างที่สตรีผู้มีศักดิ์เป็นพี่สาวกล่าว หากสำหรับนางแล้วเป็นนามผู้ใดนั้น ในยามนี้ย่อมมิสำคัญ
“ไม่ว่านามนั้นจะเป็นสตรีใดยามนี้ข้าแต่งให้เขาแล้ว “อยู่”ก็เป็นหวังเฟยในหวางชินอ๋อง แม้”ตาย”ก็มีเพียงข้าที่ได้ฝังเคียงคู่ร่วมสุสาน ให้หมื่นพันเหตุผลใดก็ไม่อาจลบล้างสิ่งนี้ไปได้ หลี่กุ้ยเฟย หากมิมีการณ์ใดแล้วหม่อมชั้นทูลลาเพคะ”
หลี่ชินอ้ายยอบตัวลงช้า ๆ ดวงตาดำขลับนิ่งและสงบประสานสายตานิ่งกับสตรีสูงศักดิ์ผู้มีศักดิ์เป็นพี่สาว หันหลังกลับ ก้าวเท้าเดินอย่างมั่นคง
แม้ในตอนนี้น้ำตาจะไหลรินลงมาไม่ขาดสาย จากดวงตาคู่งาม ………………..
ตำหนักชินอ๋อง……… ยามโฉ่ว2
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเจ้าของตำหนักดังก้องเข้ามาจากด้านนอก บานประตูห้องบรรทมถูกผลักเข้าไป ห้องทั้งห้องมืดสลัวด้วยไม่มีการตามโคมไฟ
แสงนวลของจันทราสาดเข้ามาจากทางจากบานหน้าต่างที่ถูกเปิดไว้ทั่วห้อง ท่ามกลางแสงจันทรา สตรีผู้เป็นพระชายายืนพิงกรอบหน้าต่าง เห็นเพียงเสี้ยวหน้าเรียวที่เหม่อมองดวงจันทรา ปล่อยกายใจให้จมอยู่ในภวังค์
หวางอินฉี ขยับเท้าก้าวเดินเข้าไปจนใกล้ …. หาก…. นางก็ยังมิรู้สึกตัวสักนิด
“คุณหนูหลี่” ยื่นพระโอษฐ์เรียกชื่อนางอยู่ข้างหู ร่างบางนั้นสะดุ้งจนสุดตัว เหลียวกลับมามองเพียงนิด แล้วจึงหันกลับไป
อาการนั้นทั้งท่าทางกิริยาคล้ายมิต้องการเห็นหน้า หวางอินฉีรู้สึกกรุ่น ๆ อยู่ในพระทัย
“ฮึ…… ตั้งแต่เช้าก็ออกไปอวดโฉมร่ายรำกระบี่ ทั้งยังมีบุรุษสูงศักดิ์แวะมาเยี่ยมมาหา ดึกดื่นค่ำคืนยังมาเฝ้าชมแสงจันทรา
มิไว้หน้ากันเลยหรือไร? สามีที่เพิ่งแต่งให้”
หวางอินฉีใช้พระหัตถ์แข็งแรงจับใบหน้าเรียวให้หันกลับมา ก่อนเอ่ยปากถาม
“ทำอะไร ดึกดื่นเช่นนี้แล้วจึงมิยอมหลับนอน” ดวงเนตรสีนิลคมปลาบ จ้องไปที่ดวงตาพระชายาของตน
หลี่ชินอ้ายยกมือขึ้นปัดมือแข็งแรงออก แล้วจึงหันหน้าหนีไปอีกครั้ง
“เหตุใด? ….ท่านอ๋องจึงสมรสให้หม่อมชั้นเพคะ”
*** จบตอน ข้าคือพระชายาในหวงชินอ๋อง (1) ***
1 รักหยก ถนอมบุปผา หมายถึง ให้อ่อนโยนต่อผู้หญิง เหมือนที่ชอบหยกจึงถนอมหยก รักบุปผา ถนอมบุปผา
2 丑:chǒu คือ 01.00 – 02.59 น.
Powered By SK REALTY+