ตอนที่ 15 พบพานเพื่อจากลา (2)

ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้หนึ่งทอดอารมณ์เหม่อมองแสงจันทราอยู่ในเงามืด ปล่อยใจของตนให้ล่องลอย ไปหาสตรีผู้เป็นที่รัก

 

แม้อยู่ใกล้กันเพียงเท่านี้ กลับรู้สึกช่างแสนห่างไกลกัน…….ราวกับอยู่คนละภพ

 

ดวงเนตรสีนิลหม่นจางตามความโทมนัสที่มีในจิตใจ กลับฉายแววประกายแรงกล้า ยามเห็นเงาร่างบอบบางร่างหนึ่งปรากฏคลุมเครืออยู่ภายใต้แสงจันทร์

 

เมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็นผู้ใด อกใจพลันเต้นระส่ำอย่างรุนแรง รอจนร่างนั้นเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ จึงก้าวออกมาจากเงามืดที่เร้นกายซุ่มอยู่

 

“ชิงอี้” ชื่อของนางในเวลานี้ หลุดออกจากพระโอษฐ์ไปแผ่วเบา

 

สตรีที่ในหัวใจถวิลหา บัดนี้นางมาแล้วยืนอยู่ตรงหน้า นางนิ่งไปเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อ แล้วยืนจ้องมองมาที่เขาอยู่เช่นนั้น

 

หวางอินฉีก้าวเท้าเข้าไปหานางจนใกล้อย่างรั้งพระทัยไว้มิอยู่ อีกต่อไปแล้ว วินาทีนี้ เช่นไรก็เป็นกัน

 

หากนางจะกรุ่นโกรธ ทรงยอมแล้ว  ทั้งสิ้น

 

รั้งร่างบอบบางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างโหยหา แม้นางมีท่าขัดขืนในคราแรก แต่สุดท้ายก็ยืนนิ่งให้กอดไว้แนบอกอย่างมิต่อต้านอีกต่อไป

 

“ข้า ข้า …. จู่ ๆ หม่อมชั้นก็อยากเห็นเรือนหลังนี้เพคะ” คำพูดกระท่อนกระแท่น แกมเสียงสะอื้นของนางในอ้อมกอด ทำให้วงแขนแกร่งที่โอบรัดร่างบางยิ่งแน่นขึ้น เมื่อมิคิดจะรั้งพระทัยอีกต่อไปจึงซับจูบเบา ๆ ที่หน้าผากนาง

 

“เปิ่นหวาง เฝ้ามองดวงจันทราอยู่ตรงนี้ ใจคิดไปว่าหากมีเจ้ามาดูอยู่ด้วยกันคงดี อยู่ด้วยกันเช่นคืนวันที่ผ่านมา”

 

เสี่ยวชิงอี้พริ้มตาหลับ ฟังเสียงทุ้มกังวานที่กระซิบอ่อนโยนอยู่ข้างหู เสียงนั้นดังน้ำทิพย์เย็นฉ่ำช่วยปลอบประโลมจิตใจ ทั้งความเจ็บปวดที่ดวงใจ กลับกลายมลายหายไปสิ้น

 

“แม้เจ้าลืมเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วทั้งสิ้น แต่เปิ่นหวางไม่เคยลืมแม้เพียงเสี้ยววินาที ชิงอี้ มิว่าเจ้าจะเป็นผู้ใด เช่นไรเจ้าคือหวังเฟยคนเดียวของเปิ่นหวาง”

 

ยามรู้สึกถึงหยดน้ำตาอุ่นร้อนของคนในอ้อมกอด ที่หลั่งลงบนอกแกร่งของตน หวางอินฉีเชยดวงหน้าที่ซุกซบนิ่งให้เงยขึ้นมอง สบประสานสายตากับนัยน์ตาดำขลับคู่นั้น ก่อนเอ่ยถามเบา ๆ

 

“ได้หรือไม่ เริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง เจ้ากับลูกจะให้โอกาสเปิ่นหวางหรือไม่”

 

น้ำใส ๆ จากดวงตาคู่งามไหลพร่างพรูยามได้ยินเสียงเว้าวอนอ่อนหวาน ของบุรุษตรงหน้า

 

“ข้า….. ข้า…หม่อมชั้นไม่รู้เพคะ ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรดี”

 

หวางอินฉี  เห็นแล้วในดวงตานาง นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความลังเลทั้งความสับสน จับต้นชนปลายสิ่งใดมิถูกจูบซับน้ำตาให้นาง กระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หนักแน่น

 

“ชิงอี้ อาสิบห้าสัญญา จะไม่ทำให้เจ้าต้องร้องไห้อีก”

 

มือบางที่หยุดนิ่งอยู่ข้างกายของเสี่ยวชิงอี้ค่อย ๆ ยกขึ้นโอบร่างสูงของหวางอินฉีอย่างช้า ๆ พยักหน้ารับคำวอนด้วยน้ำตา

 

ท่ามกลางแสงจันทรางดงามในค่ำคืนนี้ สองใจที่เคยพลัดพรากจากกัน กลับหวนคืนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

           

6 เดือนผ่านไป……

 

“ชิงอี้….. เจ้ากับเสี่ยวเป่า สบายดีหรือไม่  อากาศแดนเหนือตอนนี้เริ่มเย็นขึ้นทุกที  อีกไม่นานหิมะแรกคงจะมาเยือน คิดถึงเจ้ากับเจ้าตัวเล็กยิ่งนัก

                                                                                                                      รักเจ้า                                                                                                                                                                          สิบห้า

 

เสี่ยวชิงอี้พับจดหมายในมือลงเก็บช้า ๆ นัยน์ตาเหม่อลอยทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง สาสน์ฉบับนี้ถึงมือนางเมื่อสิบวันที่ผ่านมา ยกยิ้มแผ่วเบา พลางนึกถึงวันที่จากลา

 

ภาพของบุรุษร่างสูงใหญ่พระพักตร์คมเข้มบนหลังอาชา ยังคงอยู่ในห้วงความทรงจำ

 

เช้าวันนั้นห้วงท้องฟ้ากระจ่างสดใส ทรงชุดเกราะเต็มยศ ดวงพระเนตรสีนิลที่เคยหม่นมัว ในวันนี้กลับส่งประกายเจิดจ้า ล้อแสงตะวันยามเช้า  ในอ้อมพระกรมีร่างเล็กจ้อยของบุตรีที่กำลังเอียงแก้มซ้ายขวาให้จูบ เป็นการสั่งลา

 

“พ่อไปแล้ว” เสี่ยวชิงอี้เข้าไปรับตัวบุตรีคืนจากผู้เป็นบิดา

 

ดวงตาคู่คมยังจ้องมองมาที่นางและลูกไม่วางตา ริมโอษฐ์บางเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม พึมพำคำพูดให้นางเห็นแต่เพียงผู้เดียว ช้า ชัด   

 

“ข้า…….รัก……..เจ้า”  

 

เสี่ยวชิงอี้ส่งยิ้มให้ ดวงหน้าร้อนผ่าว ในแววนัยน์ตาสะท้อนให้เห็นภาพของบุรุษผู้นั้นอย่างชัดเจน ได้แต่กุมมือลูกน้อยแน่นขึ้น ยามคนบนหลังอาชาชักบังเหียนมันพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า พร้อมผู้ติดตาม

 

สาสน์จากแดนเหนือจะถูกส่งมาหานางทุกสองวัน เล่าถึงความเป็นไปในแต่ละวัน และลงท้ายสาสน์นั้นด้วยประโยคเดิมซ้ำ ๆ

“รักเจ้า……….. อาสิบห้า”

 

จนสิบวันที่ผ่านมา สาสน์ที่จิตใจจดจ่อเฝ้ารอคอย ก็มิมีมาถึงมือนางอีกเลย เสี่ยวชิงอี้ได้แต่เก็บงำความกังวลไว้เบื้องลึกในจิตใจ โดยไม่ปริปาก

 

ได้แต่เฝ้ารอ รอคอยอย่างอดทน

 

วี้ดดดดดดดดดด  ฟิ้ววววววว”  เสียงกรีดร้องดังสะท้อน ก้องอยู่ในห้วงท้องฟ้า

 

“รุ่ยโหรว” เสี่ยวชิงอี้ผุดลุกเต็มกายผวาไปที่หน้าต่าง เจ้าเวหาสีเทาดำทะยานอยู่บนท้องฟ้า “รุ่ยโหลว” พญาเหยี่ยวหิมะคู่ใจ ชินอ๋องหวางอินฉี

 

“รุ่ยโหรวววววววว  โหรวเอ๋อออออ” เสี่ยวชิงอี้ป้องปากตะโกนเรียกชื่อเจ้าเวหาอย่างลืมตัว ก่อนหมุนกายวิ่งไปที่ประตู รอยยิ้มเริงร่าสดใสประดับไปทั่วดวงหน้า

 

“เห็นนก ย่อมเห็นคน เห็นรุยโหรว ต้องเห็นอินฉี”   เสียงบุรุษผู้นั้นดังแว่วมาที่ข้างหู

 

บานประตูถูกมือบางกระชากเปิดอย่างแรง หากเมื่อบานประตูเปิดออกจนเต็มที่ กลับเป็นร่างของเหมยซิ่วหวายืนนิ่งเงียบ ดวงหน้ามืดครึ้ม คล้ายรออยู่แล้วหน้าห้อง

 

น้าซิ่ว รุย…….. รุยโหรว มาแล้ว น้าซิ่ว“  รอยยิ้มของเสี่ยวชิงอี้ค่อย ๆ ลบเลือนไปจากใบหน้า เมื่อเห็นสีหน้ามืดครึ้มของเหมยซิ่วหวา หัวใจที่เคยพองฟูกลับแฟ่บฟุ่บลง ลางสังหรณ์เลวร้ายจู่โจมถาโถม

 

”น้าซิว ….น้า..ซิว มีอะไรหรือเจ้าคะ” เสี่ยวชิงอี้ละล่ำละลักเอ่ยปากถาม

 

“เสี่ยวลี่ ซื่อหวู่ ต้องธนูอาบยาพิษ” เหมยซิ่วตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แผ่วเบา

 

เหมือนคมธนูพุ่งเข้ามาปักกลางดวงใจนาง ความเจ็บปวดแสนสาหัสเกิดขึ้นทั้งที่ไม่มีรอยแผล

 

ฉุดกระชากสติทั้งมวลของเสี่ยวชิงอี้ให้มืดดับ ดำดิ่งสู่ห้วงเหวอันลึกล้ำมืดดำ…………

 

***จบตอนที่ 14 พบพานเพื่อจากลา (2)***

Novel
Novel