“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย” เสี่ยวชิงอี้ได้แต่นิ่งอึ้ง กับคำเรียกขานและท่าทีของคนกลุ่มนั้น หันกายกลับไปตั้งใจเอ่ยปากถามกับท่านป้าเหมยที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ป้าเหมยเพียงพยักหน้าให้นาง ก่อนกล่าวเสียงเบาเร่งรัดให้เร่งรีบเดินทาง
ตลอดการเดินทางสามวันที่ผ่านมา ท่านป้าของนางหน้าขึง นั่งนิ่งไม่ยอมพูดจา รถม้าที่แล่นตะบึงเรียกได้ว่าแทบไม่หยุดพักบัดนี้ กลับแยกจากเส้นทางหลวงสายหลัก เข้าสู้เส้นทางเล็กคดเคี้ยว
เสี่ยวชิงอี้พลิกม่านขึ้นดูทิวทัศน์งดงามสองข้างทาง เห็นเพียงป่าเหมยฮวา1 ยืนต้นออกดอกสีแดงบานสะพรั่ง แม้จะรู้สึกในหัวใจ คุ้นเคยอย่างประหลาด
หาก พยายามนึกเท่าไหร่? กลับนึกไม่ออก!
ครึ่งชั่วยามต่อมารถม้าก็หยุดนิ่งสนิท ป้าเหมยเปิดม่านกั้นหน้ารถก้าวเท้านำลงไปก่อน เพียงแวบเดียวก่อนที่ม่านกั้นรถม้าจะปิดลง นางเห็นมือเรียวยาวของบุรุษยื่นส่งให้ป้าเหมยของนางใช้พยุงตัว
ที่ใดกันแน่ที่นี่ นางคิดในใจอย่างสับสน
ทันใดม่านรถก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว โดยเจ้าของมือที่เห็นเพียงแวบเดียว เป็นดวงหน้าแสนเย็นชาของบุรุษสูงศักดิ์บนหลังอาชา บุรุษผู้มีดวงตาสีนิล เส้นผมสีเงินยวงผู้นั้น
“ส่งเด็กมาให้ข้า” เสียงสั่งการต่อนางฟังคล้ายเสียงขู่ตะคอก เสี่ยวชิงอี้ลังเลใจไม่กล้าส่งลูกน้อยให้คนแปลกหน้า เสียงเข้มจึงดังซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง
“ได้ยินข้าหรือไม่? ส่งเด็กมาให้ข้า” เสี่ยวชิงอี้อึกอักก่อนส่งร่างเล็กในอ้อมกอดให้ แล้วผุดลุกติดตามอย่างรวดเร็วด้วยความห่วงใยในลูกรัก
บุรุษร่างสูงส่งร่างบุตรีของนางให้ป้าเหมยที่ยืนอยู่ข้างกาย อยู่ดี ๆ คนผู้นั้นก็หันกลับมาช้อนอุ้มนางลงจากรถม้าอย่างมิทันตั้งตัว พาก้าวเดินไป 2-3 ก้าวแล้วจึงวางลง
เบื้องหน้าสายตาของนางคือคฤหาสน์หลังงาม แอบอิงพิงหลังไว้กับภูผาสูง รอบด้านเป็นดงดอกเหมยฮวาออกดอกสีแดงก่ำ เรือนหลังใหญ่สุดมีลานโล่งกว้างอยู่ตรงหน้า ล้อมรอบลานยังมีเรือนไม้ทั้งซ้ายขวา แต่ละเรือนมีเฉลียงกว้างพร้อมหลังคาคลุม ทุกเรือนต่อเชื่อมมีทางเดิน แทรกไประหว่างสวนสวย สลับบึงน้ำ
เสี่ยวชิงอี้คล้ายมีภาพความทรงจำซ้อนทับเข้ามา เรือนงดงามเช่นนี้เหมือนเคยเห็นมาก่อน หากยังมิทันนึกสิ่งใดออก น้ำเสียงเย็นชาของคนผู้นั้นดังก้องอยู่ข้างหู
“ตำหนักเมฆาคราม ยินดีต้อนรับพระชายาหลี่ชินอ้าย”
เสี่ยวชิงอี้ทวนชื่อนั้นพึมพำ “หลี่ชินอ้าย” ในสมองนางมีชื่อนี้ดังก้องสะท้อนไปมาอยู่ข้างใน ใครกัน? หลี่ชินอ้าย
ความรู้สึกเหมือนมีคมธนูพุ่งจูโจม เจ็บแปลบอย่างรุนแรงที่รอยแผลเหนือหัวใจ ร่างเล็กยกมือผอมบางขึ้นมากุมทรวงอก นัยน์ตาคู่งามมีน้ำตาเอ่อท้น ปวดแปลบรุนแรงไปกว่าทุกครั้ง
ฉับพลันสติของนางกลับพลันมืดลงไปเสียสิ้น ร่างบางทรุดลงแทบจะร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น หากคนผู้นั้นคว้าไว้ไม่ทัน
“ชินอ้าย” เสียงเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกตกใจ ดังแผ่วแสนไกลอยู่ข้างหู เสี่ยวชิงอี้อยู่ท่ามกลางความมืดมนที่หนาวเหน็บ หากจู่ ๆ ความรู้สึกอบอุ่นก็แผ่ซ่านเข้ามาอย่างมิรู้สาเหตุ
หวางอินฉีกอดร่างบอบบางไว้แนบอก ตกใจอยู่มิใช่น้อย อยู่ดี ๆ นางก็ทรุดกายลงมาเสียเฉย ๆ
“ปล่อย….ปล่อยข้า………กรี้ด……กรี้ด..ดดดดดดดดด” ร่างเล็กบนเตียงกว้างผวาขึ้นสุดตัว เสี่ยวชิงอี้ยกมือกุมทรวงอกข้างซ้ายหัวใจของนาง ยังเต้นถี่รัว เหลียวมองรอบกายกลับพบเจอแต่ความไม่คุ้นชิน
เช่นไรกัน? ….. เหตุใดนางมานอนอยู่ในห้องนี้
เสี่ยวชิงอี้ค่อย ๆ พยุงกายตนลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงกว้าง เหลียวมองรอบด้านมีแต่ความเงียบสงบ
ไกลออกไปนอกหน้าต่างขอบฟ้าเบื้องนอกเหลือริ้วสีทองแตะขอบฟ้าเพียงบางเบา แสงตะวันที่เคยร้อนแรงกล้า ยามนี้เหลือเพียงแสงสีส้มเบาบางนุ่มนวล
เสี่ยวชิงอี้ขยับมานั่งที่ขอบเตียง ก่อนหย่อนเท้าลง และเริ่มออกเดินช้า ๆ ที่สุดปลายห้องนี้ นางเห็นมีประตูบานกว้าง เสียงน้ำไหลแผ่วเบาเจือจางแว่วเข้าหูมาให้ได้ยิน
ยามบานประตูถูกผลักออกไป เบื้องหน้าสายตาคือระเบียงหลังคาคลุมพร้อมเงาไม้น้อยใหญ่ร่มรื่น เสียงน้ำไหลแผ่วเบาที่นางได้ยิน เรือนหลังนี้ปลูกคร่อมอยู่บนธารน้ำใส จมูกได้กลิ่นดอกไม้ที่คุ้นชิน กลิ่นดอกโมลี่ฮวา2หอมตลบจนจิตใจที่ว้าวุ่นรู้สึกผ่อนคลาย
เสี่ยวชิงอี้เด็ดดึงช่อหนึ่งออกมาจากต้น นอกจากช่อนี้ต้นนี้ ยังมีอีกมากมายบานสะพรั่งไปจนทั่วบริเวณ ยกมันขึ้นคิดสูดดมกลิ่น จู่ๆ ในสมองกลับมีภาพของบุรุษผู้หนึ่ง ยืนไขว้หลังอยู่บนระเบียงกว้าง
เงาร่างสูงใหญ่นั้นหันหน้าทอดสายตา มองออกไปด้านนอก แม้เห็นเพียงเสี้ยวหน้าคม และเส้นผมสีเงินยวงที่ปลิวไสว ล้อเล่นไปกับสายลม นางก็รู้ได้เป็นคนผู้นั้น
หากแค่เพียงกระพริบตา ภาพที่เห็นขึ้นมาอย่างกะทันหันกลับหายวับไป ไร้ร่องรอย!
“ตื่นแล้วรึ”
*** จบตอน หวน (2) ***
Powered By SK REALTY+