“เฉิน …ฟู่…..อี้” เสียงเรียกขานเอ่ยนามของตนนั้น เป็นเสียงแหลมเล็กของสตรี เฉินฟู่อี้ยิ่งระแวงระวังกายหนัก ตวาดถามกลับไปด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวไร้ความเกรงกลัว
“นั่นใคร เผยตัวเจ้าออกมา” สายลมพัดพาเอาเศษใบไม้รอบกายปลิวว่อน ก่อนเจ้าของเสียงจะปรากฏตัวออกมา เดินพ้นออกออกมาจากเงามืด
เฉินฟู่อี้ จ้องมองร่างสตรีที่ปรากฏตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา บัดนี้จากกิริยาท่าทาง
นางกำลังถอดหน้ากากหนังมนุษย์…….เหวี่ยงทิ้ง
“ท่านองครักษ์ขวาเฉินฟู่อี้ ข้าคือใคร จำได้หรือไม่? ” เสียงเรียบเย็นนั้นเอ่ยถาม นางจ้องมองมาที่เขาด้วยดวงตาที่คมกริบ
เฉินฟู่อี้ คุกเข่าลงทำความเคารพอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นดวงหน้านั้นถนัดตา
“คำนับท่านหญิงเหมยซิ่วหวาขอรับ”
สตรีผู้นั้นเยื้องย่างอย่างกรีดกราย เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกล่าวคำทักทายด้วยน้ำเสียงเย็นชากดดัน
“ความจำของเจ้ายังดีอยู่มิใช่น้อยเฉินฟู่อี้ ว่าแต่เหตุใด พฤติกรรมองครักษ์คู่พระวรกายของท่านอ๋องหวางอินฉี ดูไปคล้ายโจรเด็ดบุปผา1ยิ่งนัก มิละเว้นลอบติดตามมา แม้กระทั่งสตรีออกเรือนแล้ว ทั้งยังมีบุตร”
เฉินฟู่อี้ ยังก้มหน้านิ่งยามตอบโต้กลับไป น้ำเสียงนั้นกึ่งนอบน้อมกึ่งแข็งกร้าว เช่นไร ย่อมมิยอมถอยหลัง
“บัญชาของนายเหนือหัว ผู้น้อยย่อมต้องทำเต็มกำลัง เต็มความสามารถ ขอรับ”
“กลับไปซะ ฝากวาจาไปถึงนายเหนือหัวเจ้า หากหมายแตะต้องพวกนาง ต้องผ่านศพข้าไปก่อน“ เหมยซิวหวาตวาดลั่น ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
นางเห็นแล้วเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับสองแม่ลูกในตลาด ด้วยความเป็นห่วงเจ้าตัวเล็กทั้งสองคนของนาง จึงลอบติดตามไปเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ
“แปะ แปะ แปะ” เสียงปรบมือดังแทรกขึ้นมาอย่างแผ่วเบา บุรุษร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีม่วงเข้ม เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ ดวงหน้านั้นทั้งมืดครึ้มทั้งเย็นชา ที่สำคัญดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ ประกายนัยน์ตาเป็นสีนิลเข้มข้น
“ข้าอยู่นี่แล้ว”
สายตาคมกริบของเหมยซิวหวา ตวัดไปมองผู้มาใหม่ ย่อตัวลงทำความเคารพด้วยดวงหน้ายิ้มละมัย ท่วงท่ากิริยาท้าทาย ไร้ซึ่งความเกรงกลัว
“ถวายบังคมเพคะ หวางชินอ๋อง ไม่พบเจอกันสี่ปีแล้ว ทรงสบายดีหรือไม่เพคะ”
เหมยซิวหวานึกรู้แล้วกับตนเองในใจ เมื่อมีเฉินฟู่อี้ติดตามมา อีกคนที่มิต้องการจะได้พบ ย่อมได้พบเช่นกัน
ดวงตาคู่คมสีนิลวาบวับ จ้องมองมาอย่างไม่สบอารมณ์ แววโทสะคุกรุ่นฉายชัด ไม่ปิดบัง ไม่ซ่อนเร้น
“ท่านน้า มิคิดเลยว่าจะเป็นท่าน”
“ฮ่า ๆ ๆ “ เหมยซิวหวาหัวเราะแผ่วเบา ทีท่าระวังตัวจากไอสังหารของอีกฝ่าย ก่อนตอบคำอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว
“เป็นข้าแล้วเช่นไร มิเป็นข้าแล้วเช่นไร”
“ชินอ้าย มอบนางคืนมาให้ข้า” น้ำเสียงนั้นแข็งกร้าวอย่างที่สุด ก่อนทวนคำพูดก่อนหน้าของเหมยซิวหวา
“จะได้ตัวนาง ต้องข้ามศพท่านใช่หรือไม่? ดี เช่นนั้นข้าจะให้ท่านจะได้ตายสมใจ” หวางอินฉีคำรามกึกก้อง กระบี่งามในมือถูกชักออกมาแล้วจากฝัก
…เงาร่างสองสายพุ่งทะยานเข้าหากันอย่างรวดเร็ว…
…เสียงกระบี่กระทบกัน ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ…
เหตุการณ์ต่าง ๆ หมุนเปลี่ยนได้ตลอดไม่มีอะไรแน่นอน ทุกชีวิตย่อมผันแปรเปลี่ยนผัน
เหมือนเช่นในยามนี้ เสี่ยวชิงอี้กระชับอ้อมแขนที่มีบุตรสาวให้แน่นขึ้น ยามรถม้าเหวี่ยงตัวไปมา
สามวันก่อนนางและลูกเกือบสิ้นชีพเพราะความเผลอเลอ ยังมิทันเล่าความสิ่งใดให้ท่านป้าฟังยามพบหน้า จู่ ๆ ป้าเหมยก็กล่าวกับนางด้วยสีหน้ามืดครึ้มว่า
“ข้ารู้แล้วเสี่ยวอี้ ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องไปจากที่นี่แล้ว” เสี่ยวชิงอี้ ได้แต่มึนงงในคำกล่าวของท่านป้า ในแววนัยน์ตาของนางคงเติมเต็มเปี่ยมล้นไปด้วยคำถาม ป้าเหมยดึงมือผอมบางของนางไปกอบกุม ตบบนหลังมือของนางอย่างแผ่วเบาปลอบโยน
“เมื่อถึงเวลา ข้าจะบอกเล่าความจริงทุกอย่างแก่เจ้า ยามนี้ขอเพียงเจ้าไว้ใจ เชื่อใจข้า” ป้าเหมยพูดจบก็รั้งตัวนางเข้าไปกอดไว้แน่น
เสี่ยวชิงอี้ยามนั้นได้แต่นิ่งอึ้งสมองอื้ออึง ทบทวนคิดหาสาเหตุ หรือเหตุการณ์นั้นจะเป็นเรื่องใหญ่ บุรุษผู้นั้นเป็นใครกัน?
จากท่าทางมีอำนาจยิ่งใหญ่ ทั้งยังดูสูงศักดิ์มากฐานะหากดู จากการแต่งกาย
ป้าเหมยให้นางเร่งจัดเก็บข้าวของที่จำเป็น บอกแต่เพียงวันพรุ่งนี้ต้องรีบเดินทาง เสี่ยวชิงอี้รู้สึกวูบโหวงในอก ด้วยรู้สึกผูกพันยิ่งนักเรือนน้อยหลังนี้
คำว่ารีบของท่านป้าจริงอย่างที่นางบอก วันรุ่งขึ้นฟ้ายังมิทันสาง ดวงตะวันยังมิพ้นโค้งขอบฟ้าขึ้นมาจนเต็มที่ กลับปรากฏ มีขบวนรถม้าแล่นเข้ามาจนถึงลานบ้าน ทั้งยังมีชายฉกรรจ์ในชุดดำบนหลังบนหลังอาชาติดตามเป็นขบวน คนกลุ่มนั้นหากนับไปนับมาน่าจะเกิน 50 คน
เสี่ยวชิงอี้อุ้มลูกรักยืนอยู่บนชานเรือน เยื้องไปทางด้านหลังมีป้าเหมยยืนนิ่งสงบ คิดมิถึงคนกลุ่มนั้นเมื่อมาถึง ต่างเร่งรุดกระโจนลงจากหลังม้า มาทรุดกายลงต่อหน้านาง
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ หวังเฟย”
*** จบตอน หวน (1)***
1 จอมโจรเด็ดปุบผา หมายถึง บุรุษที่ชอบฉุดคร่าสตรีเพื่อกระทำยำยี
Powered By SK REALTY+