“ตามนางไป ตะวันรุ่งพรุ่งนี้ เปิ่นหวงต้องได้ตัวนาง” ผู้เป็นนายสั่งความด้วยน้ำเสียงดุดันเฉียบขาด ดวงหน้าคมเข้มมืดครึ้ม
กล่าวจบแล้ว จึงได้โผนกายกลับขึ้นหลังอาชา กระชากบังเหียนพุ่งทะยานนำหน้าออกไปอย่างรวดเร็ว อาชาทั้งสองเร่งรุดไปตามเส้นทาง จุดหมายปลายทางคือที่ตั้งของเมืองหลวง
หากผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม1 บุรุษผู้บังคับอาชาล้ำนำอยู่เบื้องหน้า กลับรั้งบังเหียนรั้งฝีเท้าอาชา จนนิ่งสนิท
ดวงหน้าเข้มคมเย็นชา ที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือเรียวคิ้วที่ขมวดแน่นจนเป็นปม ความตั้งใจที่จะเดินทางไปต่อ ถูกละทิ้ง เมื่อนึกไปถึงดวงหน้างดงามของสตรีผู้นั้น
องครักษ์คู่กาย “เฉินฟู่อี้” ฝีมือนั้นย่อมมิธรรมดา หากนึกถึงอีกคน ที่ย่อมต้องอยู่ด้วยกันกับนาง เช่นไร!!……..ก็มิอาจวางใจได้
นึกมิถึงคนที่เฝ้าติดตามค้นหามาหลายปี เหยียบย่ำจนรองเท้าสึกหรอแต่ไม่เคยได้พบพาน ยามได้พบ กลับได้เจอะเจออย่างมิคาดฝัน
หลายปีที่ล่วงเลย แทบจะพลิกแล้วแผ่นดินค้นหา ทุกๆ ที่ ที่คาดว่านางจะถูกพาไป กลับมิพบเลยแม้แต่เงาร่างนาง
สี่ขวบปีหากนางอยู่ละแวกนี้ เช่นนั้น หากจะว่าไกลกัน คงแค่เพียงเอื้อมมือคว้า แม้นหากคำว่าใกล้แล้วนั้น ก็คงมิต่างจากปาก ห่างจากปลายจมูก ตามคำโบราณที่เปรียบเปรย
รอจนผู้ติดตามอยู่เบื้องหลังตามมาทัน จึงกล่าวคำด้วยเสียงเรียบเย็น บัญชาการ “เฮอเยี่ยนเป็นเจ้า นำสาสน์ไปถึงองค์หวงตี้” มือเรียวของบุรุษผู้สูงศักดิ์หยิบม้วนสาสน์ออกมาจากชายแขนเสื้อยื่นส่งให้ผู้ติดตาม ที่ในเวลานี้มีแต่สีหน้าฉงนสงสัย
นายท่านของตนเป็นเช่นไรไป นับจากเหตุที่เกิด จนเกือบจะเป็นเหตุการณ์เลวร้ายเมื่อครึ่งชั่วยามที่ผ่านมา
นับจากที่ได้เห็นดวงหน้าของสตรีน้อยผู้นั้น นายท่านก็มีท่าทีที่แปลกไป ดวงหน้านั้นมืดครึ้มเคร่งขรึมจนผิดสังเกต ตนเองอยู่ห่างจากเหตุที่เกิด จึงมิอาจเห็นได้ชัด ดวงหน้าของสตรีผู้นั้น
แม้คิดจะเอ่ยปากถาม “ท่าน.อ๋……….” หากเห็นทันควัน ดวงตาคู่คมสีนิลวาววับ ตวัดมองมาด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว
ที่สุดนึกกับตนเองในใจ เช่นไรก็คงต้องเช่นนั้น นายเหนือหัวสั่งสิ่งใด ผู้เป็นบ่าวย่อมต้องทำตาม อยากจะถอนหายใจออกมาดังๆ
แต่สำหรับในเวลานี้ ไม่ทำ …. น่าจะดีที่สุด
“กระหม่อมรับพระบัญชา แล้วจะให้กระหม่อมกราบทูลองค์หวงตี้ ว่ะ ว่า……” ยังมิทันจะเอ่ยถามสิ่งใดจนจบ ผู้เป็นนายก็ชักบังเหียนอาชาออกพุ่งทะยาน ความเร็วของอาชานั้นแทบจะเรียกได้ว่าออกเหินบิน ทิ้งทั้งฝุ่น ทิ้งทั้งควันไว้ฟุ้งตลบ
เพียงชั่วพริบตาที่ฝุ่นควันนั้นจางลง ร่างของผู้เป็นนายบนหลังอาชาก็ลับหายไปจากสายตา….เสียแล้ว…
อีกด้านหนึ่ง เฉินฟู่อี้ติดตามสองแม่ลูกไปอย่างไม่ยอมคาดสายตา ประกาศิตนายเหนือหัว เงาร่างของสตรีตรงหน้า ย่อมเป็นเครื่องวัดความเป็นความตายของตน
เพราะติดตามอยู่ข้างกายผู้เป็นนาย มาตั้งแต่เป็นท่านอ๋องน้อยพระชนม์มายุเพียง 15 พรรษา ชินอ๋องหวางอินฉี2 พระอนุชาร่วมครรภ์พระมารดาพระองค์เดียว ในองค์หวงตี้รัชกาลก่อน
ทั้งยังทรงรั้งตำแหน่งไท่เว่ย3ควบคุมบัญชาการ “กองทัพอสูรนิรนาม” อันเป็นกองกำลังส่วนพระองค์ในองค์จักรพรรดิ
บุรุษสูงศักดิ์รูปงามล้ำ หากขึ้นชื่อลือชา มีทั้งความเด็ดขาดทั้งเย็นชา ยามลงมือแล้วนั้นเหี้ยมโหดไร้ใจ ทรงมิเคยไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น มิเว้นแม้แต่อดีตองค์หวงตี้ ที่ยามนี้ประทับอยู่ในสุสาน
รู้ดีเสียยิ่งกว่ารู้ หากผิดไปจากคำที่ผู้เป็นนายสั่งการ โทสะของผู้เป็นนายนั้นจะพุ่งทะยานอยู่ในระดับขั้นไหน ยามพายุอารมณ์โหมกระหน่ำ คราใดที่ทรงอยู่ในอารมณ์เกรี้ยวกราด ดวงพระเนตรคู่นั้นจะเปล่งประกายเป็นสีนิลเข้มข้น
เฉินฟู่อี้ติดตามไปเบื้องหลังห่าง ๆ เส้นทางนี้ในความรู้สึก เหตุใดช่างรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา เผลอมัวครุ่นคิดทบทวนความทรงจำไป เพียงครู่
จู่ ๆ สองแม่ลูกที่เฝ้าติดตามมา ลับหายไปจากสายตาโดยไม่มีปี่ขลุ่ย เส้นทางเล็กคดเคี้ยวกลับสิ้นสุด หยุดหายไปเสียเฉย ๆ
เบื้องหน้า มีเพียงแนวต้นจู๋มืดครึ้ม มองมิเห็นแล้วหนทางที่จะไปต่อ
“หวิวววววว” เสียงสายลมวูบหนึ่งพัดผ่าน รอบด้านป่าต้นจู๋เงียบสนิท
เฉินฟู่อี้ รับรู้ได้ถึงสิ่งแปลกปลอมผิดปกติ ไอสังหารเยียบเย็นแฝงมากับสายลมเย็นรอบตัว มือกร้านหนาหนักผ่านกรำศึก จึงวางแตะอยู่บนกระบี่ประจำกาย ดวงตากวาดมองไปทั่วบริเวณรอบด้าน ด้วยความระมัดระวังตัว
“เฉิน …ฟู่…..อี้”
*** จบตอนที่ 6 อดีตยังติดตามมิลดละ (2) ***
1 ครึ่งชั่วยาม 1 ชั่วโมง
2 “ชินอ๋อง” ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งชินอ๋องส่วนมากเป็นพระโอรส พระเชษฐา หรือพระอนุชาในองค์จักรพรรดิ เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่ 1
3 ไท่เว่ย์ แปลตรงตัวว่า มหาเสนา เป็นตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด
Powered By SK REALTY+