เสียงกู่ร้องของอาชาดังกึงก้อง ผสานเสียงกรีดร้องอย่างตกใจจากคนรอบด้าน ยามเห็นอาชาพ่วงพีตัวใหญ่พุ่งเข้าไปหาร่างเล็ก ๆ สองร่าง ที่ยืนนิ่งแข็งค้างอยู่กลางทางสัญจร
“ฮี้ ฮี้ ๆๆ ๆ” อาชาสีดำพ่วงพีตัวนั้นพุ่งทะยานเข้ามาเต็มฝีเท้า มันถูกรั้งดึงบังเหียนเต็มแรง จากผู้เป็นนายที่อยู่บนหลังของมัน
ด้วยนายของมันก็เห็นแล้วเช่นกัน เมื่อจู่ ๆ มีร่างเล็ก ๆ สองร่าง ปรากฏออกมาอย่างกะทันหัน โผล่เข้ามากลางเส้นทางสัญจร
ทุกคนในที่นั้นหันมามองด้วยความตระหนกตกใจ ต่างเห็นเช่นเดียวกัน ผู้เป็นมารดาโอบกอดรัดร่างลูกสาวตัวน้อยเข้ามาไว้แนบอก ทรุดกายลง ใช้ร่างบอบบางของตนเป็นที่คุ้มกำบังภัยให้ลูกน้อย
……… อย่างมิคิดถึงแล้ว ซึ่งชีวิตของตนเอง!!
อาชาสีดำขนมันเป็นประกายยกขาหน้าขึ้นสูง ตะกุยตะกายขาคู่หน้าของมันขึ้นไปบนห้วงอากาศ ก่อนจะทิ้งตัวลง หยุดฝีเท้านิ่งสนิทห่างจากร่างทั้งสองไปไม่ถึงครึ่งธุลี
กระแสสายลมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของมัน ทำให้หมวกสานที่มีผ้าโปร่งบางปกคลุมใบหน้าของสตรีผู้นั้นปลิวหลุดออก เปิดเผยดวงหน้างดงามที่ซีดขาวราวกระดาษ ด้วยความตื่นตระหนก ตกใจสุดขีด!!!
“เจ้าอยากตายหรืออย่างไร?” เสียงตวาดดุดันดังมาจากบุรุษบนหลังอาชา
ทุกคนได้ยินกันถ้วนหน้า พากันเข้ามาล้อมมามุงดู แต่แล้วบุรุษผู้นั้นกลับชะงักกายนิ่งแข็งค้างไปทันที เมื่อได้เห็นดวงหน้าของสตรีร่างน้อยผู้นั้นถนัดตา ท่ามกลางผู้คนที่เข้ามารายล้อมมุงดู ร่างน้อย ๆ ของนางกลับลอยขึ้นมา เห็นได้อย่างถนัดชัดเจน
“ชินอ้าย” เสียงทุ้มต่ำพึมพำแผ่วเบากับตนเอง “ตึก ตึก ๆ” อกใจของผู้อยู่บนหลังอาชาพลันเต้นระส่ำอย่างรุนแรง มิรู้ตัวด้วยซ้ำว่าได้ลงจากหลังอาชาเมื่อใด?
ดวงตาสีนิลเข้มจ้องเขม็งเพียงร่างบางที่อยู่ตรงหน้า พร้อมก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างช้า ๆ ดุจกลัวว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้า จะสลายร่างไปได้
…..แล้วหายไปกับสายลม……..
“ฮือ ฮือ ฮือ ท่านแม่ เสี่ยวเปากลัว” เสียงร้องไห้จ้าของเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดนางดังขึ้น
เสี่ยวชิงอี้ รัดร่างน้อยในอ้อมอกให้แน่นขึ้น มือผอมบางสั่นเทา รีบดึงผ้าคลุมผมลูกสาวที่ยามนี้เผยอออก เปิดเผยให้เห็นเส้นผมสีเงินปลิวไสว ปรากฏแก่สายตาของทุกผู้ทุกคน
“อุ้ย ดูสิ ลูกนางเหตุใดสีผมเป็นเช่นนั้น” เสียงคนหนึ่งในฝูงชน ร้องอุทานลั่นด้วยความตื่นตระหนก
“ไหน ไหน” เพียงผู้เดียวที่เอ่ยคำ ด้วยเห็นความผิดแปลกต่างก็ยิ่งรุมล้อมเข้ามามุงดูแน่นขนัด วิพากษ์วิจารณ์กันเสียงขรม
เสี่ยวชิงอี้ได้แต่โอบร่างเล็กของลูกสาวเข้ามาแน่นขึ้น นางใช้อ้อมอกเล็ก ๆ ของนาง เป็นเครื่องกำบังอำพรางลูกน้อยสายตาจากผู้คน
“ขออภัยเจ้าค่ะ นายท่าน” ปากของนาง ยังพร่ำกล่าวคำขออภัยรนรานด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก เสี่ยวชิงอี้มิกล้าแม้จะเงยหน้ามองผู้ใด ด้วยทั้งความตระหนกตกใจทั้งความรู้สึกผิด เหตุที่เกือบจะเลวร้าย เป็นผลมาจากความประมาทของนางเอง
เจ้าตัวน้อยยังร้องไห้จ้า ตัวสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดนาง มือผอมบางยังคงลูบไล้ไปทั่วร่างกายของลูกรัก หาร่องรอยความบาดเจ็บ
จากหางตานางเห็นกลุ่มฝูงชนแหวกทางออกเป็นช่อง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังใกล้เข้ามา
หากนางมิกล้า แม้จะเงยหน้าขึ้นมอง
“เจ้ากับลูกเจ็บตรงไหนหรือไม่” เสียงทุ้มเย็น เอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
จากตรงนี้ นางเห็นเพียงรองเท้าสีขาวปักลวดลายประณีตบรรจง ทั้งชายอาภรณ์ผ้าไหมงดงามล้ำค่า เช่น ผู้สูงศักดิ์เท่านั้นจะได้สวมใส่
เจ้าของคำถามยอบกายลงนั่งอยู่ใกล้ ๆ เสี่ยวชิงอี้ จึงเงยหน้ามองบุรุษตรงหน้าเต็มสองตา เป็นครั้งแรก!!
เจ้าของเสียงเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาเรียวยาวคมกริบดุจนัยน์ตาเหยี่ยว ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่นางเขม็ง เหนือขึ้นไป เป็นแผงคิ้วคมเข้มตวัดพาดเฉียง ริมฝีปากบางหยักรั้งคล้ายยกยิ้ม หากมิยิ้ม เส้นผมสีเงินยวงเป็นประกายถูกรวบไว้จนเรียบตึง ครอบไว้ด้วยกวานเงิน1บ่งบอกฐานะสูงส่ง
แวบหนึ่ง! แสงสีขาวราวอสุนีบาตพาดผ่าน เงาร่างมืดดำในความฝันผุดขึ้นมาจากห้วงความทรงจำ
“โอ้ยยยย” เสี่ยวชิงอี้สะดุ้งสุดตัว ความเจ็บปวดจากรอยแผลบนอกซ้ายเข้าจู่โจมอย่างมิมีเค้าลาง ร่างเล็กบอบบางทำท่าจะฟุบกายคว่ำหน้าลงในทันที
“ชินอ้าย” บุรุษร่างสูงผู้นั้นเรียกชื่อหนึ่งออกมาอย่างเผลอไผล ด้วยความตระหนกตกใจ
อยู่ดี ๆ นางก็ยกมือผอมบางขึ้นมากุมไว้ที่เหนือทรวงอกซ้ายของตนเอง ดวงหน้าที่เดิมซีดขาวด้วยความตระหนกตกใจ บัดนี้ขาวเกินไปจากกระดาษ อันเนื่องจากความเจ็บปวดที่พุ่งเข้าจู่โจมอย่างกะทันหัน ตามไรผมมีมุกเหงื่อเม็ดโตไหลพร่างพรู
ใจวูบหายไปทันที ที่เห็นท่าทีของนาง ขยับกายเอื้อมมือหมายจะเข้าไปช่วยพยุง หากนางถดกายขยับหนีมือของตน ที่กำลังจะเอื้อมไปถึงอย่างทันที
“มิ มิเป็น ไรเจ้าค่ะ ข้า ข้า เออ… บ่าวมิได้บาดเจ็บที่ตรงไหน ลูกบ่าวก็คงแค่ตกใจ บ่าวต้องขออภัยด้วยนะเจ้าค่ะ นายท่าน” เสี่ยวชิงอี้รีบเขยิบตัวออกห่าง เอ่ยคำขอโทษละล่ำละลักอีกครั้ง พร้อมโค้งคำนับก้มหัวลงต่ำ จนแทบจรดพื้น
“เช่นนั้นนายท่าน บ่าวขอลาก่อนนะเจ้าคะ” นางพยุงกายค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน เรียวแขนโอบกระชับร่างเล็กจ้อยในอ้อมกอดให้แน่นขึ้นก่อนหมุนกายก้าวเดินจากไปอย่างช้า ๆ
บุรุษร่างสูงยังคงยืนนิ่งดวงตาคู่คมยังจ้องเขม็ง มองร่างน้อยของสตรีผู้นั้นเดินจากไปช้า ๆ ที่สุดจนเงาร่างของนางลับไปจากสายตา
มือเรียวยาวถูกยกขึ้นเป็นสัญญาณ ให้ผู้ติดตามที่รั้งรออยู่เบื้องหลัง หนึ่งในสองคน พลันลนลานลงจากหลังอาชา เร่งรุดเข้ามาหาผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว
“เห็นแล้วใช่หรือไม่ ? เฉินฟู่อี้ ตามนางไปให้จนถึงที่สุด ตะวันรุ่งพรุ่งนี้ เปิ่นหวางต้องได้ตัวนาง”
*** จบตอน อดีตยังติดตามมิลดละ (1) ***
1 กวาน คือสิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะเปรียบได้กับรัดเกล้าที่จะสวมครอบรัดมวยผม นอกจากนี้ยังถือเป็นสัญลักษณ์บอกสถานะ เพราะจำกัดเฉพาะชนชั้นสูง
Powered By SK REALTY+