ตอนที่ 4 บทเพลงแห่งจันทรา (2)

ไกลออกไปยามเดียวกัน …..ท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่ สตรีร่างน้อยที่อยู่บนเตียง พลิกตัวกระสับกระส่ายไปมา

 

ราวตกอยู่ในห้วงฝันดำมืด!

 

“กรี้ดดดดดดดดด”   เสี่ยวชิงอี้สะดุ้งตื่นลืมตาโพลง อยู่ในท่ามกลางความมืดมิด เสียงกรีดร้องที่ได้ยินในห้วงฝันนั้น จริงแท้แล้วเป็นเสียงของนาง  พลางยกมือผอมบอบบางขึ้นเกาะกุมหัวใจที่เต้นไหวถี่รัว

 

รอยแผลเหนือหัวใจยังคงทิ้งร่องรอยไว้เด่นชัด ในยามนี้เจ็บปวดขึ้นมา เกินจะทานทน

 

เหตุการณ์ในความฝันยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำ รู้สึกถึงคาวเลือดที่อบอวลอยู่ในปาก ความเจ็บปวดใจ ความสิ้นหวัง

 

เมื่อถูกกระทำย่ำยีอย่างไร้ความปรานี จากเงาร่างบุรุษสูงใหญ่มืดดำ ในห้วงความฝัน

 

หยาดน้ำตา ยังไหลออกมาจากดวงตาเปียกชุ่ม เสี่ยวชิงอี้ยกมือขึ้นซับรอยน้ำตาตนเอง ถอนใจหนักหน่วง แล้วตั้งคำถามกับตนเอง

 

 ใครกัน ? บุรุษผู้นั้น  แล้วเหตุใดจึงฝันซ้ำ ๆ กันเช่นนี้!

 

 เคยคิดจะบอกเล่าความฝันของตนเองให้ป้าเหมยฟัง หากทุกครั้งก็ละความตั้งใจ ใจนั้นคิดไปเองเช่นไร มันก็เป็นเพียงแค่ความฝัน

 

หากในระยะหลังนางกลับรู้สึก  มันจริงจังขึ้น ทั้งบ่อยครั้งขึ้น ทุกที ทุกที 

 

เสี่ยวชิงอี้ค่อย ๆ ขยับเรียวแขนบอบบางของตน พยุงหัวทุยของลูกสาวตัวน้อย ที่ใช้แขนมารดาหนุนนอนต่างหมอนวางราบลงบนเตียงนุ่ม ขยับดึงผ้าห่มคลุมกายป้องกันลมเย็นให้เจ้าตัวเล็ก

 

เพ่งพิศใบหน้าน้อยที่อยู่ในห้วงนิทรา ยกยิ้มแผ่วเบาก่อนจุมพิตที่กลุ่มผมหอมกรุ่นของลูกรัก ลุกขึ้นนั่งนิ่งอยู่บนเตียง

 

ก่อนทบทวนตนเอง  นางเผลอหลับไปนานเท่าไหร่กัน นางมิรู้

 

หากคงนานพอที่เทียนเล่มน้อยจะเผาไหม้ตนเองไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงรอยน้ำตาเทียนที่ยังคงทิ้งให้เห็นร่องรอย

 

ครั้นสายตาปรับจนชินแล้วเข้ากับความมืดสลัว จึงหย่อนเท้าลงพื้นห้อง แหวกม่านไหมลุกขึ้นยืน ท่ามกลางแสงสลัวในห้อง แสงจันทราจากเบื้องนอกสาดส่องเข้ามา พอให้เห็นเลือนราง

 

 เสี่ยวชิงอี้มิคิดจะจุดเทียนขึ้นใหม่ ด้วยเกรงลูกรักจะตื่น หากมีแสงสว่างเข้ารบกวน นางก้าวเดินช้า ๆ ดวงตานั้นอาศัยแสงจันทรานำทาง มือผอมบางผลักบานต่างบานออกไป เพื่อรับสายลมเย็นยามใกล้รุ่ง หวังคลายความหม่นหมองในหัวใจ

 

เสี่ยวชิงอี้ยืนพิงกรอบหน้าต่าง  ดวงตาคู่กลมเหม่อมองออกไปท่ามกลางความมืดสลัว สูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อระบายความเจ็บปวดที่รอยแผล  สักครู่ความเจ็บปวดร้าวลึกจึงหายไป นางถอนหายใจอีกครั้งพร้อมเงยหน้ามองดวงจันทราดวงกลมโต

 

จันทราในราตรีนี้งดงามนัก ส่องแสงนวลเย็นตาแฝงความเยือกเย็นมาให้อย่างปลอบประโลม

 

เสี่ยวชิงอี้พริ้มตาหลับ ปล่อยกลายปล่อยใจอาบแสงจันทรา เพียงครู่ความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก็เข้ามาแทนที่อารมณ์หม่นหมองในใจให้คลายลง

 

สายลมเย็นที่พัดเอื่อยเฉื่อย  จู่ ๆ กลับแรงขึ้น แรงขึ้น พัดพาจนเส้นผมสีดำราวน้ำหมึกของนาง พลิ้วไสวไปกับสายลม…….

 

ยามเฉิน1 เช้าวันถัดมา

 

เสี่ยวชิงอี้ จับจูงมือน้อย ๆ ของลูกสาวไว้มั่น เผินหน้ากลับไปมองเจ้าตัวเล็ก ที่เดินไปพร้อม ๆ กันกับนางด้วยรอยยิ้ม ดวงหน้าอ่อนเยาว์ของเจ้าตัวน้อยเริงร่า ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เหลียวมองดูโน้นนี่อย่างสนอกสนใจ

 

 สิ่งแปลกตาเหล่านี้เจ้าตัวน้อยมิเคยเห็น  ทั้งบ้านเรือนร้านค้า ทั้งผู้คนหญิงชาย แต่งตัวงดงามเดินกันพลุกพล่านจนลายตา  ถึงแค่จะเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ  ย่อมผิดแผกไปจากเรือนหลังน้อยกลางดงจู๋

 

 ปากเล็ก ๆ ช่างจำนรรจาจีบปากจีบคอพูดคุยกับผู้เป็นมารดาไม่หยุดหย่อน เรียกร้อยยิ้มและเสียงหัวเราะหวานใส จากผู้เป็นมารดาเป็นระยะ  เสี่ยวชิงอี้ มิเคยแม้สักครั้งที่จะได้พาเจ้าตัวเล็กของนางมา

 

 ประการที่หนึ่งเป็นด้วยเพราะท่านป้าห้ามไว้ เน้นย้ำสำทับถึงเส้นสีผมของลูกรักที่แปลกแตกต่าง ไปจากเด็กคนอื่น ๆ

 

“หากผู้ใดเห็นเข้าจะมากความ”   ท่านป้าเหมยมักกล่าวกับนางเช่นนี้

 

“หิวหรือไม่เสี่ยวยาโถ2  สักครู่เราไปหาของอร่อยๆ กินกันดีไหมจ๊ะ” เสี่ยวชิงอี้เอ่ยถามลูกรักพร้อมรอยยิ้ม พัดเจ๋อซ่าน3 ที่นางนำมาส่ง แลกอัฐมาได้มิใช่น้อย  ผู้ใดกันจะมิรับไว้ ทั้งประณีตทั้งงดงาม บ่งบอกถึงฝีมือสูงส่งของผู้ลงแรงทำ

 

เสี่ยวชิงอี้ทรุดกายลง มือดึงผ้าคลุมผมของลูกสาวตัวน้อยให้แน่นขึ้น ลูกสาวตัวน้อยยิ้มร่า ก่อนจะชี้ไปที่กระเป๋าผ้าใบน้อยที่นางสะพายอยู่

 

“ท่านยายมีหมั่นโถวมาให้ ในนี้เจ้าค่ะ”  แก้มของเด็กน้อยแดงก่ำเป็นสีเดียวกันกับผลผิงกั่ว4 นางส่งยิ้มให้กับผู้เป็นมารดา ดวงตาคู่กลมเริงร่า เป็นประกายสีนิลเข้มข้น

 

“ลูกหิวอย่างอื่นเจ้าค่ะ” เจ้าตัวเล็กส่งสายตาวิบวับให้ผู้เป็นมารดา เสี่ยวชิงอี้ ครั้นเห็นดวงตาวิบวับคู่นั้น กลับเข้าใจในทันที

 

 “ คิก คิก คิก ถังหูลู่5หรือจ๊ะ“   ยามได้ยินคำว่า “ถังหูลู่” หลุดออกมาจากปากของผู้เป็นมารดา เด็กน้อยยิ้มร่าอย่างถูกอกถูกใจ เจ้าลูกกลม ๆ บนไม้เสียบ ทั้งหอม ทั้งหวาน ทั้งชื่นใจ ถูกใจนางอย่างที่สุด

 

“ท่านแม่รู้ใจลูกยิ่งนัก พุงน้อย ๆ ของลูกรอเจ้าสิ่งนี้อยู่เจ้าค่ะ”  เจ้าตัวเล็กหัวเราะร่า มือขาว ๆ ป้อม ๆ นั่น ชี้จิ้มไปที่พุงกลม ๆ ของตนเอง  สองแม่ลูกคุยหยอกล้อกันไปอย่างมีความสุข

 

 โลกใบนี้ของพวกนางมีกันเพียงเท่านี้  ลืมผู้คน และสิ่งรอบกายจนสิ้น มิได้ระแวงระวังว่าภัยร้ายอาจจะเข้ามาเยือน

 

 ฝั่งตรงกันข้ามมีร้านขายเจ้าสิ่งนั้น “ถังหูลู่” ที่เจ้าตัวเล็กเรียกร้อง เพียงเจ้าตัวน้อยของนางหันไปเห็นเข้า มือเล็ก ๆ ของนางจึงดึงรั้งมือมารดาพุ่งตรงไปหาทันที หลี่ชินอ้ายหัวเราะแผ่วเบา เดินตามแรงดึงอันน้อยนิด  อารามรีบร้อนมิทันได้มองซ้ายขวา

 

ร่างเล็กๆ สองร่างจู่ ๆ จึงโผล่เข้าไปยืนอยู่กลางทางสัญจร

 

“ฮี้  ฮี้  ฮี้ ๆ!   “  เสียงกู่ร้องของอาชาดังกึงก้อง พร้อมเงาร่างของอาชา ที่พุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว

 

*** จบตอนที่ 4 บทเพลงแห่งจันทรา (2) ***

1 ยามเฉิน 7.00-8.59

2 เสี่ยวยาโถว เด็กหญิงเล็ก ๆ

3 พัดเจ๋อซ่าน   พัดแบบที่จอมยุทธ์ใช้ทั่วไป

4.ผิงกั่ว แอปเปิล

5 ถังหูลู่   คือผลซานจาเคลือบน้ำตาล

Novel
Novel