ตอนที่ 3 บทเพลงแห่งจันทรา (1)

ยามอิ๋น1   แสงจันทรางดงามยามดึกสงัดใกล้รุ่งสาง สาดส่องกระทบไปยังระเบียงของเรือนไม้หลังงาม

 

เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่ง กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งในเงามืด สายลมเย็นยามดึกพัดพลิ้วแผ่วเบา ระคนไปกับกลิ่นหอมหวานของปุบผา เสียงกระดิ่งลมยามต้องสายลมพัดพา ส่งเสียง “กรุ้งกริ่ง ๆ” มิหยุด

 

ในมือเรียวยาวของบุรุษผู้นั้น มีม้วนภาพหนึ่งที่คลี่ค้างไว้ ในดวงตามีแววหม่นหมองยามจับจ้องไปที่ภาพนั้น

 

ภาพของดรุณีน้อยวัยไม่เกินแปดฤดูวสันต์ ดวงหน้านั้นกลมแป้น นัยน์ตากลมโตดำขลับส่งประกายระยิบระยับ เช่นดวงดารา

 

ริมฝีปากอิ่มเต็มส่งรอยยิ้มมาให้ รอยยิ้มนั้นสดใสเจิดจ้า รอบด้านจึงดูสว่างไสว เฉกเช่นดวงตะวัน ยามส่องสาดสู่พื้นปฐพี

 

แม้ดรุณีน้อยในภาพยังหลงเหลือ ปรากฏริ้วรอยของทารกน้อย หากด้วยนัยน์ตากลมโตดำขลับแผงคิ้วเรียวที่พาดคม ริมฝีปากอิ่มเต็มสีชมพูระเรื่อ บ่งบอกได้ว่า

 

เมื่อถึงวัยปักปิ่นแล้วความงดงามนั้น คงสามารถล่มบ้าน ล่มเมือง

 

บนภาพ ยังมีบทกวีสลักเสลา ไว้ด้วยลายมือเรียบง่ายสวยงาม

 

หยาดน้ำตานั้น รินรดลงในหัวใจข้า…..

 

เหมันต์ล่วงผ่าน คิมหันต์จารจร วสันต์หวนคืน….

 

ล่วงวัน….ผ่านเวลา

 

ใจข้านั้น….กลับมิเคยหวนคำนึง

 

หากจันทร์เสี้ยวดังคมเคียว

 

สะบั้นรัก…..เจ็บปวดนัก

 

แต่ข้า….มิอาจหักอาวรณ์

 

นิ้วมือเรียวยาวของบุรุษสัมผัสลูบไล้ไปตามตัวอักษรงดงามอย่างแผ่วเบาอ่อนโยน ดวงหน้าคมขรึมเศร้า ตกอยู่ในห้วงภวังค์

 

นัยน์ตาคู่คมมัวหม่น สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกทุกข์ทรมานในใจ ของผู้ที่เป็นเจ้ามัน

 

“ชินอ้าย ข้าต้องทำเช่นไร อีกเมื่อใดกันจึงจะได้พบเจ้า”  เสียงทุ้มนุ่มพึมพำกล่าวกับตนเอง ก่อนทอดถอนหายใจยาว

 

หากฉับพลัน!     เมื่อโสตประสาทสัมผัสถึงสิ่งผิดปกติที่แฝงเข้ามา

 

“ ผู้ใด!!!!”  บุรุษผู้นั้นส่งเสียงตวาดลั่น ก่อนผุดลุกขึ้นยืนเต็มสัดส่วน

 

ดวงหน้าคมดุดันทั้งเย็นชา เส้นผมสีเงินยวงที่ปล่อยไว้ยาวสยายพลิ้วไหว ล้อเล่นกับแสงจันทราเป็นประกายอยู่ท่ามกลาง ความมืดครึ้มสลัว

 

ครั้นร่างนั้นก้าวเท้าพ้นออกจากเงามืด ดวงตาคมกริบคู่นั้นสะท้อนแสงจันทราเป็นประกายสีนิล2เข้มข้น ยามนี้มันนิ่งสงบลึกเช่นบึงน้ำ ที่ไม่อาจหยั่งถึงก้นลึกบึ้งของมัน เป็นเช่นไร?

 

“เข้ามา” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเรียบนิ่งเย็นชา รอบกายมีไอสังหารแผ่ออกมาเย็นยะเยือก

 

“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ” บุรุษในชุดดำก้าวเท้าเข้ามา ก่อนทรุดตัวลงคุกเข่าทำความเคารพ คำนับเต็มพิธีการ

 

เจ้าของร่างสูงม้วนเก็บภาพในมือที่คลี่ค้างไว้ บนตั่งยังมีกล่องไม้สลักเสลาเป็นลวดลายดอกโมลี่ฮวาสวยงดงาม ม้วนเก็บภาพนั้นลงกล่องไม้อย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันมาเอ่ยถามเสียงเรียบกับบุรุษในชุดดำ ที่เพิ่งก้าวเข้ามา

 

“เรื่องที่เปิ่นหวาง3ให้เจ้าไปสืบ ได้ความเช่นไรบ้าง”  สำเนียงเอ่ยถามเฉียบคมดุดัน นัยน์ตาสีนิลเข้มวาวโรจน์อยู่ในความมืด ตามแรงอารมณ์ของผู้เป็นเจ้าของ ที่เริ่มก่อตัว

 

บุรุษผู้มาใหม่สัมผัสได้ถึงไอสังหารทั้งพลังปรานของนายท่านที่แผ่ออกมา จนหนาวเย็นไปทั่วร่าง ราวตกอยู่ท่ามกลางพายุหิมะในฤดูเหมันต์ที่กำลัง พัดหวนกระหน่ำอย่างรุนแรง

 

“ทูลท่านอ๋อง สายข่าวรายงานมาแล้วกระหม่อม มีการลอบสะสมกำลังพล เสบียงอาหาร และอาวุธ ตามเขตชายแดนแคว้นเหวินจริง อย่างที่ท่านอ๋องคาดการณ์ สายข่าวค้นหาเจอสถานที่ ที่พวกมันหลบซ่อน และได้รีบส่งสาสน์นำความมากราบทูล พ่ะย่ะค่ะ”

 

บุรุษร่างสูงเอื้อมมือรับสาสน์ส่งข่าวนั้น จากมือองครักษ์คู่กาย ดวงตาสีนิลเข้มกวาดตาอ่านใจความเพียงครู่ ก่อนจะโยนม้วนสาสน์นั้น กลับไปให้ผู้นำมาด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง หากกระแสกดดันจากพลังปราณมิได้มีทีท่าว่า จะลดน้อยลง

 

“ดีมาก เฉินฟู่อี้ จัดเตรียมการเดินทางให้พร้อมภายในยามเฉิน4 เปิ่นหวางจะไปตรวจสอบสถานที่นั้นด้วยตนเอง ไปได้แล้ว” สิ้นเสียงสั่งการ บุรุษในชุดดำก็ขยับตัว ถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว

 

มือเรียวแข็งแรงของบุรุษผู้สูงศักดิ์ กำเข้าหากันแน่นเป็นก้อนกลม ลำข้อขาวปูดโปนเห็นแนวสันกระดูกอย่างชัดเจน ทุกอากัปกิริยาการกระทำ ทำให้รู้ได้อย่างไม่ยากเย็น

 

โทสะของบุรุษผู้นั้น คงพุ่งทะยานจนขีดสุด !!

 

“หนานเอ่อตู หากเจ้าคิดรั้งบังเหียนม้าเมื่อถึงหน้าผาชันย่อมยังไม่สายเกินการณ์5 ในเมื่อเจ้าไม่!  ข้าย่อมต้องตอบแทนเจ้าอย่างสาสม การณ์ครั้งเก่าที่ก่อเรื่องสร้างไว้ ความผิดนั้นบัญชีข้ายังมิได้ลบล้าง เช่นนั้นครานี้ เห็นทีข้าคงต้องคิดให้ทั้งต้นทั้งดอก”

 

จู่ ๆ สายลมเย็นเอื่อยเฉื่อยยามค่อนสาง กลับพัดหวนอย่างรุนแรง

 

ไกลออกไปยามเดียวกัน ….. ท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่

 

“หวีด………..ดดดดดดดด”

 

*** จบตอนที่ 3 บทเพลงแห่งจันทรา (1) ***

 

1   ยามอิ๋น      คือ 03.00 – 04.59 น.

2   สีอย่างนิล ในที่นี้หมายถึงสีน้ำเงินเข้ม

3  เปิ่นหวาง – คำที่เชื้อพระวงศ์(ชาย)ใช้เรียกตัวเอง

4  ยามเฉิน     คือ 07.00 – 08.59 น

5 “รั้งบังเหียนม้าเมื่อถึงหน้าผาชัน ยังไม่สายเกินการณ์”   เปรียบเปรย ถึงว่าถ้ายังดึงดันทำความเลวต่อไป ก็จะพบจุดจบไม่ดีแน่นอน

Novel
Novel