ตอนที่ 10 รั้งนางไว้ด้วยความรัก (2)

หวางอินฉีกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งกว้าง ร่างกายท่อนบนสมชายชาญในยามนี้เปลือยเปล่า ข้างกายยังมีบุรุษในอาภรณ์ขาวสะอาดตา กำลังทำแผลพร้อมใส่ยา ไหล่เบื้องขวายังมีโลหิตไหลซึมออกมาไม่หยุด

 

ใบหน้าราวเทพสลักนั้นเฉยชา ไร้วี่แววอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ ดวงตาคู่คมตวัดขึ้นมองในทันที ยามประตูห้องของตน ถูกใครบางคนผลักเข้ามาอย่างช้า ๆ ฝีเท้าแผ่วเบาดังใกล้เข้ามา ที่สุดมาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้า

 

“ถวายบังคมเพคะหวางชินอ๋อง คำนับท่านหมอหลาง” เหมยซิ่วหวากล่าวคำทักทายเสียงหวานใส ก่อนย่อตัวถวายความเคารพกับบุรุษผู้เป็นหลานชาย กิริยาท่าทีนอบน้อมให้ความเคารพ หากในนัยน์ตาคู่คมกริบของนาง แอบแฝงอาการกิริยาล้อเลียนเกินสิบส่วน

 

เสียงหัวเราะ ฮึๆ ดังขึ้นในลำคอของบุรุษผู้ก้ม ๆ เงยๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มกลั้วเสียงหัวเราะ อย่างคนอารมณ์ดี

 

“ครานี้ ลงมือหนักไปหรือไม่ท่านหญิง ถึงขั้นเลือดตกยางออกทีเดียว มิเสียแรงเป็นองครักษ์พิทักษ์ข้างกายหวางชินอ๋องตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย”

 

” ข้าปกป้องตัวเองต่างหาก ท่านหมอหลาง” เหมยซิ่วหวาส่ายหน้าปฏิเสธช้าๆ น้ำเสียงที่กล่าวออกมายังยั่วเย้าล้อเลียน

 

“ใคร ๆ ก็รู้ นายเหนือหัวของกองทัพอสูรนิรนาม ยามลงมือเหี้ยมโหดไร้ใจ หากต้องการเหลือรอดลมหายใจ ข้าย่อมต้องตอบโต้เต็มกำลัง”  เหมยซิ่วหวาตอบโต้กลับไปเช่นนั้น  หากในใจอดหวนคิดกลับไปถึงวันนั้นมิได้

 

ผู้ใดจะคิดกัน บุรุษร่างสูงใหญ่โผนทะยานเข้ามา ทั้งในพระหัตถ์กุมกระบี่ไว้มั่น ทีท่านั้นเอาจริงเอาจัง ทั้งถ้อยคำที่กล่าวออกมา ยังมีแต่ความแข็งกร้าว กรุ่นโกรธ

 

เหมยซิ่วหวาลงมือเพียงสองกระบวนท่า คนที่มีทีท่าขึงขังกลับมิคิดจะลงมือหนักอย่างที่เอ่ยอ้าง กระบี่ในมือปัดป้องไปมาเพียงเท่านั้น  ก่อนปล่อยให้นางจ้วงแทงอย่างมิคิดหลบหลีก  โดนเข้าไปเต็ม ๆ คมกระบี่

 

หากยังยืนพระพักตร์นิ่งเฉยราวมิรู้สึกเจ็บปวด สุดท้ายคุกเข่าลงตรงหน้าอย่างคนหมดสิ้นแล้วเรี่ยวแรงกำลังใจ ทีท่ามิแตกต่างจากเด็กชายตัวน้อยครั้งเยาว์วัยยามอ้อนวอนขอสิ่งพึงใจ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หม่นหมองอย่างที่สุด

 

“น้าซิ่ว ได้โปรดคืนนางให้ข้า ได้โปรด! คืนชินอ้ายให้หลาน” เหมยซิ่วหวาทำได้เพียงมองคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า ก่อนทิ้งกระบี่ในมือลง……ถอนหายใจแรงอย่างอ่อนอกอ่อนใจ!!!  

 

คำตอบนั้นของท่านหญิงเหมยซิ่วหวา เกือบเรียกเสียงหัวเราะของหลางอวี้เหวินได้แล้ว หากบุรุษผู้ถูกเรียกขานว่าเป็น “หมอเทวดา” จะไม่เหลือบไปเห็นดวงตาสีนิลของผู้เป็นสหายที่วาวโรจน์ด้วยแรงโทสะเสียก่อน เสียงอึกอักด้วยกลั้นหัวเราะ จึงดังอยู่เพียงในลำคอ

 

“ท่านน้า หยุดวาจายั่วเย้าเสียที อวี้เหวินรีบทำแผลให้เสร็จ หรือไม่! เจ้าก็ออกไปก่อน”

.

คนพระพักตร์เฉยตวาดแทรกขึ้นมาอย่างเหลืออด หลางอวี้เหวินอมยิ้ม พลางเก็บสัมภาระรอบกายลงล่วมยา ตามคำบัญชาของผู้เป็นนายเหนือหัวอีกทั้งยังเป็น สหายรักคู่ใจ

 

“กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” หวางอินฉีสะบัดพระหัตถ์ไล่ พยักพระพักตร์รับอย่างไร้อารมณ์ ก่อนจะเบนสายตาไปหาผู้เป็นน้า ที่ยืนหน้านิ่ง มือเท้าสะเอวไว้อย่างเอาเรื่อง

 

“รังแก เสี่ยวลี่อีกแล้วใช่หรือไม่? ซื่อหวู่1  หวางอินฉีดึงเสื้อขึ้นคลุมกายท่อนบนโดยแรง ด้วยอาการไม่สบอารมณ์กับคำถาม

 

“เป็นนางต่างหากขวัญกล้า นางจำข้ามิได้ น้าซิ่ว ท่านน้าทำอะไรกับนางกัน” หางเสียงนั้นมีแววหงุดหงิดเอาพระทัยตนเองเป็นที่ตั้ง  เหมยซิ่วหวาส่ายหน้าช้า ๆ อย่างเหนื่อยใจ

 

“ชื่อหวู่ ยามนี้นางไร้ซึ่งความทรงจำในอดีต อาการบาดเจ็บในครานั้นหนักหนายิ่งนัก จะอยู่ต่อได้หรือไม่ ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็ง นางเจ็บปวดทุกข์ใจยิ่งนักในเวลานั้น เป็นเจ้าย่อมตัดสินใจเยี่ยงเดียวกัน ทำ! เพื่อรักษาชีวิตนางและลูกน้อยในครรภ์ไว้ “เหมยซิ่วหวาถอนหายใจชะงักคำ พลางนึกถึงสิ่งที่ตนกระทำ ก่อนพูดต่อ

 

“หากน้าซิ่วผิดที่พรากนางและลูกไปจากเจ้า หากคิดโกรธเคือง น้าก็มิคิดแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น”

 

“น้าเตือนแล้ว ยามเจ้าดื้อรั้นเร่งรัดจะพานางกลับมา เวลานี้นางรู้จักเพียงตัวคือ “เสี่ยวชิงอี้” มิใช่ “หลี่ชินอ้าย” หวังเฟยของเจ้าอีกต่อไป ความรักเท่านั้นที่จะรั้งนางไว้ข้างกายเจ้าได้ เฮ้อ……เป็นน้าแล้ว ผิดต่อพวกเจ้ายิ่งนัก” เหมยซิ่วหวาถอนใจ ยามคำพูดยืดยาวจบลง

 

ผู้เป็นหลานชายยังนั่งนิ่งจมอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด ไหล่กว้างของผู้ยิ่งใหญ่เหนือผู้คน บัดนี้งองุ้มอย่างคนอับจนไร้ซึ่งหนทาง ได้ตัวนาง ทรงได้คืนกลับมาแล้ว

 

หากยามนี้ ทรงกลายเป็นเพียงคนแปลกหน้า สตรีที่แสนรักแสนคะนึงหา มิรู้จักตนแล้วอีกต่อไป เหมยซิ่วหวาตบบ่ากว้างของหลานชาย หวังใจเพียงปลอบประโลม

 

เสียงอ่อนล้าของหลานชายจึงดังขึ้นแผ่วเบา “น้าซิ่ว ขอบคุณยิ่ง”

 

“จากนี้หมดหน้าที่น้าแล้ว น้าซิ่วหวังเพียงเจ้าจะรักษาดวงใจแตกร้าวของนางได้ ยาสลายอาวรณ์ที่น้าใช้กับนาง ทำให้นางลืมเลือนแล้วในทุกสิ่ง หวังเพียงมีปาฏิหาริย์ หากเจ้านั้นต้องใจเย็นและใช้ความรักที่มีต่อนางเป็นเครื่องแก้ไข น้าซิ่วทูลลาเพคะ” เหมยซิ่วหวากล่าวอ่อนโยนให้กำลังใจ ก่อนหมุนกายเดินจากมา

 

เสียงปิดประตูห้องดังแผ่วเบาตามหลัง เหมยซิ่วหวาก้าวเดินอย่างช้า ๆ อยู่บนระเบียงเรือน สายตาคมกริบของนางจับจ้องไปยังภาพของบุรุษหล่อเหลาคมสัน ในอาภรณ์ขาวสะอาดตา ที่ยืนรั้งรออยู่ที่สุดทางเดิน

 

ถ้อยคำมากมายที่กักเก็บไว้ในหัวใจ ยามนี้พรั่งพรูออกมาดุจสายน้ำหลาก

 

กี่ขวบปีแล้วหนอ?  ที่ต้องพรากจากบุรุษผู้เป็นที่รัก

 

“ข้ากลับมาแล้วศิษย์พี่” นางเอ่ยคำได้เพียงเท่านี้ ยามมาหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าบุรุษผู้เป็นที่รัก น้ำตาไหลทะลักออกมาจากดวงตาคู่คมไม่ขาดสาย

 

หลางอวี้เหวินพยักหน้ารับ ยกยิ้มให้อ่อนโยน ก่อนรั้งร่างที่กำลังสะอื้นไห้จนตัวโยนเข้ามาสู่อ้อมกอด จูบซับน้ำตาให้นางอย่างแผ่วเบา

 

“คิดถึงเจ้ายิ่งนัก ศิษย์น้อง”

 

***จบตอน รั้งนางไว้ด้วยความรัก (2)***

1 ซื่อหวู่ 十五 Shí wǔ สิบห้า ในที่นี้ใช้เรียกแทนชื่อลูกคนที่ 15

Novel
Novel