เสียงโลหะจากคมอาวุธกระทบกันดังไปทั่วบริเวณ ร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋องหวางอินฉี เคลื่อนไหวพระวรกายอยู่ท่ามกลางรุมล้อมของเหล่าองครักษ์ ที่ผลัดกันเข้ามาปะมือกับผู้เป็นนาย หากเพียงไม่กี่กระบวนท่าก็พลันกระเด็นออกไป เหตุเพราะทรงลงมือด้วยความดุดัน ประกอบด้วยพลังยุทธ์อันสูงส่ง
แม้เป็นเพียงการฝึกยุทธ์อย่างสามัญ แต่ท่านอ๋องมิเคยผ่อนปรนพลังฝีมือ เพียงแต่วันนี้ทรงดุดันกว่าทุกครา องครักษ์ที่รายล้อมซ้ายขวาล้วนลอบสบตากันอย่างนึกรู้ ยามนี้พายุอารมณ์ของนายท่าน
กำลังหวนกระหน่ำอย่างรุนแรง!!
“เฉินฟู่อี้ แรงเจ้ามีเพียงแค่นี้รึ” ทรงตวาดเสียงลั่นแบบมิสบพระทัย
ยังไม่ทันขาดคำ องครักษ์คู่พระวรกายก็พลันกระเด็นหวือ!!! ออกมา ท่านอ๋องหวางอินฉีพลันพลิ้วกายติดตามมา หมายลงมือซ้ำ
หากทุกคนในลานฝึกยุทธ์ต่างเห็นพร้อมกัน ร่างสูงใหญ่ของนายเหนือหัวชะงักไปพลัน!
ยามสายตานายท่าน เหลือบเห็นร่างของผู้เป็นน้าสาว ในมือจับจูงร่างเล็กจ้อยที่กำลังกระโดดไปมา ส่งเสียงให้กำลังใจผู้เป็นบิดาอยู่ริมลานฝึกยุทธ์
“ท่านพ่อสู้ ๆ“ เสียงเล็ก ๆ ใส ๆ ของดรุณีน้อยตัวจ้อย ทำให้บุรุษร่างสูงยกยิ้มอย่างยินดี
เรื่องนี้คือสิ่งที่ทรงกังวลอยู่ในพระทัย ทุกวันในช่วงเวลานี้ จะได้พบหน้าเจ้าตัวเล็กของบิดา หากวันนี้ด้วยเวลาที่ล่วงเลยกว่าทุกครา จึงสร้างความกังวล ก่อเกิดความหงุดหงิดอยู่ในพระทัย
หวางอินฉีละลามือออกจากวงต่อสู้ พลางโยนกระบี่ในพระหัตถ์ให้เฉินฟู่อี้องครักษ์คู่พระทัย
“เสี่ยวเป่า มาหาพ่อ” พลางยอบกายลงกางแขนกว้าง ก่อนเรียกหาเจ้าตัวเล็ก
เจ้าตัวน้อยพุ่งเข้าสู่อ้อมอกบิดาอย่างรวดเร็ว ผู้เป็นบิดาชูร่างเล็กขึ้นสุดแขน ก่อนรั้งร่างกลมป้อมลงมาจูบแก้มซ้ายขวา เสียงหัวเราะของสองพ่อลูกดังประสานกันไปทั่วบริเวณ เหล่าองครักษ์ที่อยู่ในลานกว้าง ลอบยิ้มส่งให้กันกับภาพนั้น
ด้วยหลายปีที่ผ่านมา นับแต่วันที่ร่างพระชายาในสุสานหายไป อย่าว่าเลยจะได้ยินเสียงหัวเราะของนายท่าน แม้รอยยิ้มสักนิดยังมิเคยพบเจอพบเห็น จากนายเหนือหัว
หวางอินฉี ยังคงอุ้มธิดาน้อยไว้ในอ้อมกอด วนเวียนจุมพิตอย่างรักใคร่ ก่อนกระซิบถามผู้เป็นน้าสาวเบา ๆ ราวกับกลัวผู้ใดจะได้ยิน
“น้าซิ่ว เหตุใดมากันช้าจริง”
เหมยซิ่วหวาหัวเราะกับคำถาม กระซิบกระซาบตอบกลับเสียงเบา อย่างล้อเลียน
“น้าซิ่วรีบที่สุดแล้วเพคะ วันนี้เสี่ยวลี่รั้งลูกไว้ข้างกายตลอดเวลา กว่าจะหาข้ออ้างพามาหาได้ เล่นเอาน้าซิ่วเหนื่อย เหตุใดไม่ไปที่เรือนเพคะ” ผู้เป็นน้าสาวทำหน้าเฉยเอ่ยถามกลั้วเสียงหัวเราะ ถูกอกถูกใจ ที่ได้กระเซ้าเย้าแหย่ผู้เป็นหลานชาย
เหมยซิ่วหวานั้นรู้ดีองค์หลานชายรอพระพักตร์ เข้าหน้ามิค่อยจะติดกับสตรีร่างเล็กผู้เป็นพระชายา เหตุเพราะวันแรกที่ได้พบหน้า ทรงเผลอกระทำการเอาแต่พระทัยตนเอง ที่สำคัญยังกลั่นแกล้งรังแก
“หากข้าไปที่เรือน มีหรือนางจะให้ข้าแตะต้องตัวเสี่ยวเป่า ท่านน้ามิเห็นหรือ แค่เห็นหน้าข้า” หวางอินฉี ละคำพูดไว้ ก่อนพึมพำแผ่วเบาด้วยคำตัดพ้อต่อว่า “นางใจดำยิ่งนัก”
ด้วยทรงเคยเข้าไปหาบุตรีตัวจ้อย ถึงเรือนของผู้เป็นภรรยา หากเพียงนางหันมาพบพระพักตร์ กลับรีบคว้าอุ้มลูกรักเข้าห้องไปเสียเฉย ๆ การณ์ครั้งนี้ผู้เป็นน้าสาวก็อยู่ด้วย ผู้เป็นน้าสาวกลับหัวเราะร่าอย่างชอบอกชอบใจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า เท่านี้ก็ถอดใจเสียสิ้น ซื่อหวู่ ที่ปฏิบัติต่อนางจะเรียกว่าอะไรดีเพคะ นางทำแค่นี้ น้าซิ่วยังว่าน้อยไป นางเป็นคนอย่างไร? ท่านควรรู้ดีกว่าใครมิใช่หรือเพคะ” หวางอินฉีนิ่งคิดตามคำน้าสาว
ใช่!!…. เขาควรจะรู้จักนางดีกว่าผู้ใด
ยามนางยังเป็นดรุณีน้อย ธิดาหนึ่งเดียวของอัครมหาเสนาบดีหลี่เหวินกว่าง เด็กหญิงร่างกลมป้อมแสนดื้อรั้น มักจะเข้ามาวนเวียนอยู่รอบพระวรกาย
ดรุณีน้อยวัยแปดขวบปี ที่มักแสดงอาการดีอกดีใจเกินหน้า ยามที่อาสิบห้ามาเยือน
เพราะไปที่จวนของบิดานางบ่อยครั้ง ด้วยทรงหลงใหลในสตรีโฉมงาม “หลี่ฉินเซียง” หลานสาวคนงามผู้เป็นกำพร้าบิดามารดา ที่ท่านอัครเสนาบดีหลี่ผู้เป็นบิดาของนาง รับเลี้ยงดูแลแทนพี่ชายพี่สะใภ้ที่สิ้นชีพจากไป
ยามนั้นทรงมีพระชนม์มายุยี่สิบห้าพรรษา รั้งตำแหน่งไท่เว่ย์1ควบคุมกองทัพ ”อสูรนิรนาม” อันเป็นขุมกำลังส่วนพระองค์ ในองค์จักรพรรดิ เมื่อพระทัยผูกสมัครรักใคร่ในตัวสตรีโฉมงาม จึงหมายพระทัยขอพระราชทานสมรส เพื่อสมรักกับสาวงามที่ต้องพระทัย
หากแต่ทรงช้าไปเพียงก้าวเดียว โองการสมรสพระราชทานถูกชิงส่งไปยังจวนอัครเสนาบดีหลี่เสียก่อน
ในพระราชโองการพระราชทาน “หลี่ฉินเซียง” ให้เป็นพระชายารองในองค์หวงไท่จื่อ2 “หวางหย่งอี้” ผู้เป็นหลานชาย
แม้รู้อยู่เต็มอกว่าหลานสาวผูกสมัครรักใคร่อยู่กับผู้ใด แต่อัครเสนาบดีหลี่เหวินกว่าง กลับน้อมรับพระราชโองการนั้นอย่างยินดีปรีดา
ยามนั้นเพราะความเสียใจอย่างหนัก ถึงขั้นกล่าววาจาตัดเป็นตัดตายกับอดีตหวงตี้ผู้เป็นพระเชษฐา ดื่มสุราเมามายเต็มที่ ก็บุ่มบ่ามบุกจวนอัครเสนาบดีหลี่ หวังพบหน้า “หลี่ฉินเซียง” นางในดวง
แต่คนที่พาดวงหน้ามาให้พบเจอ เป็นเพียงดรุณีน้อยวัยแปดขวบปี เจ้าดรุณีน้อยแสนซนแสนดื้อรั้นผู้นั้น “คุณหนูหลี่ชินอ้าย”
มือเล็ก ๆ ของนาง แตะหลังไหล่ ปากเอ่ยคำปลอบประโลมเอาอกเอาใจ หากเป็น…เขา!!!
เป็นองค์เอง ปัดมือเล็ก ๆ ของนางทิ้งไปเสียเช่นนั้น
“ไม่ต้องมายุ่งกับข้า …. ไป้ ไปให้พ้นหน้าข้า” จำได้ ขึ้นต้นประโยคแรกเอ่ยกับนางเช่นนี้
ดวงตาดำขลับของเจ้าตัวเล็กเบิกโพลงตกตะลึง ซ้ำร้ายวาจาที่ตามออกมายังเกรี้ยวกราด ขู่ตะคอกขับไล่ไสสง
“ไสหัวไปไกล ๆ หรือไม่ เจ้าก็ไปตายเสีย!!” นัยน์ตาของหนูน้อยแดงก่ำฉายแววตัดพ้ออย่างรุนแรง น้ำตาของนางเอ่อไหลรินออกมาเป็นสาย เจ้าตัวเล็กยืนนิ่งจ้องหน้าเขม็ง ก่อนยกมือเล็ก ๆ ขึ้นปาดน้ำตา หมุนกายผละจากไปตามแรงขับไล่ไสส่ง
แม้จะรู้สึกผิด แต่ความโกรธเกรี้ยวผิดหวังมีมากกว่า ความผิดหวังครั้งนั้นทำให้ทรงหลีกเร้นไปจากเมืองหลวง นำพากองทัพอสูรนิรนาม กองกำลังใต้บังคับบัญชา เข้ากวาดล้างศัตรูขวัญกล้าที่บังอาจเข้ามารุกราน
อารมณ์ผิดหวังเสียใจ ถูกระบายออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทุกๆ ที่ ที่รอยเท้าของท่านอ๋องหวางอินฉีเหยียบย่ำผ่าน
ล้วนเจิ่งนองด้วยทะเลสีชาด ทุกสรรพสิ่งพังราบ…เป็นหน้ากลอง!!!
วันเวลาผ่านไปคล้ายสายลมที่พัดผ่าน “เจ็ดขวบปี” ทรงมิได้เหยียบย่างกลับเมืองหลวงอีกเลย หากวันหนึ่งกลับมีพระราชโองการจากจักรพรรดิองค์ใหม่ ผู้เป็นหลานชายส่งมาถึง
พระราชทานสมรสให้กับบุตรีคนเดียวของอัครเสนาบดีสกุลหลี่ “คุณหนูหลี่ชินอ้าย”
เจ้าของดวงหน้ากลมแป้นที่ทรงเห็นมาแต่เยาว์วัย
แม้ใจคิดจะปฏิเสธ
ที่สุดกลับน้อมรับพระราชโองการนั้นไว้ เพราะคำเพียงคำเดียว “แก้แค้น”
***จบตอนที่ 11 ดรุณีน้อยหลี่ชินอ้าย***
1 Tàiwèi ไท่เว่ย์ ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด
2 ไท่จื่อ (太子) “หวงจื่อ” หมายถึง พระโอรสขององค์จักรพรรดิ เรียกลำลองว่า อาเกอ (阿哥) ซึ่งเป็นการเรียกโดยไม่ระบุถึงตำแหน่งหรืออิสริยยศที่ได้รับ องค์ชายที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์จะเรียกว่า หวงไท่จื่อ (皇太子)
Powered By SK REALTY+