บทที่ 12 เรือนอิงธาร (1)

หลายวันมาแล้ว เจ้าตัวน้อยของเสี่ยวชิงอี้ ในเวลานี้มักจะหายตัวไปเสียเฉย ๆ

 

ครั้นนางเอ่ยปากถามผู้ใด คำตอบเดียวราวกับนัดกันมาของนางกำนัลคู่แฝดชิงหงชิงอี้ คือ “องค์หญิงน้อยประทับอยู่ที่เรือนท่านหญิงซิ่วหวา เพคะ”

 

เสี่ยวชิงอี้แกล้งหลับตาลง ยามเจ้าตัวเล็กขยุกขยิก ขยับตัวออกจากอ้อมกอดก่อนลงจากเตียงยังโผล่หน้ากลม ๆ เข้ามาดูใกล้ ๆ เหมือนต้องการให้แน่ใจ แล้วหย่อนเท้าลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา

 

ท่าทางยามเดินเหมือนย่องไปที่ประตู จากดวงตาของนางที่แอบดู เห็นแล้วช่างน่าขัน

 

เงาร่างของนางกำนัลคู่แฝด ปรากฏเลือนรางเมื่อมองผ่านบานประตู แว่วเสียงซุบซิบพูดคุย เสียงหัวเราะ ดังแผ่วเบา

 

เสี่ยวชิงอี้รอจนเงาร่างของทุกคน ลับหายไปจากสายตา รีบเปิดประตูเดินตามไปห่าง ๆ เห็นเพียงหลังไว ๆ เลี้ยวพ้นไปจากสายตา จึงเร่งฝีเท้าตนจนเดินมาทัน กลับปรากฏเป็นทางเดินเล็ก ๆ แยกออกไปซ้ายขวา ลังเลตัดสินใจไม่ถูกอยู่เพียงครู่

 

“เร็ว ๆ เข้าพี่ชิงอี้”  หูแว่วเสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นไกล ๆ จึงเลือกเดินตามเสียงไปทางด้านขวามือ

 

ทางเดินเล็ก ๆ เงียบสงัด สองข้างทางมีกอโมลี่ฮวา1ชูช่ออวดดอกขาวสะพรั่ง นับก้าวต่อไปเพียงไม่เกิน 50 ก้าว พบสะพานเล็กทอดข้ามธารน้ำ เชื่อมต่อไปยังชานเรือนหลังน้อย ที่ปลูกคร่อมไว้เหนือลำธารน้ำใส

 

จากชานกว้างเชื่อมต่อตัวเรือน มีบันได้ขึ้นไปสองขั้น จากนั้นเป็นระเบียงหลังคาคลุมไว้กันแดดฟ้าฝน เรือนขนาดมิเล็กมิใหญ่แอบแฝงตัวตน ซุกซ่อนอยู่ในแนวไม้รกครึ้มร่มรื่น

 

“ชอบหรือไม่ ?”  เสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนของบุรุษ แว่วมาจากที่ไกลแสนไกล

 

ภาพของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมาในความทรงจำ แต่มันช่างพร่ามัวเลือนราง หากให้นางนึกว่าเป็นผู้ใดนั้น นางกลับนึกไม่ออก

 

พร้อม ๆ ความภาพความทรงจำนั้นที่ผุดขึ้นมา ความเจ็บปวดรอยแผลที่อยู่เหนือหัวใจนาง กลับตามมาจู่โจมอย่างมิทันตั้งตัว

 

“โอ๊ะ” เจ็บ! เจ็บจนต้องใช้มือหนึ่งกุมรอยแผลนั้นไว้ อีกมือจับราวไม้ใช้พยุงร่างก้าวเดิน

 

ดวงตาของนาง มิอาจละไปจากเรือนหลังนั้นแม้เพียงเสี้ยว เท้าเล็ก ๆ ก้าวขึ้นบันไดเรือนอย่างช้าๆ เสียงกระดิ่งลมดังหวานแว่ว ยามสายลมเย็นพัดพา

 

ผลักบานประตูเข้าไป ปรากฏเป็นห้องโถงกว้างเรียบง่าย การตกแต่งรอบด้านคล้ายเรือนของนางกลางดงจู๋  ที่ผิดไปมีเพียงฉากบังลมวิจิตรงดงามใช้อำพลางสายตา วางกั้นไว้กลางห้อง

 

เงาเลือนรางหลังฉากกั้นขยับเคลื่อนไหว คล้าย ๆ มีใครบางคนอยู่ตรงนั้น

 

 “น้าซิ่วเจ้าคะ” เพียงนางส่งเสียงเรียกเบา ๆ เงานั้นกลับวูบหายไป ไร้ร่องรอย

 

เสี่ยวชิงอี้ขมวดคิ้วนิ่งคิดด้วยความแปลกใจ ครั้นพอย่างเท้าพ้นฉากกันลมออกไป กลับไม่พบผู้ใด

 

ไม่มีผู้ใดสักคน!

 

ดวงตาคู่กลมกวาดมองไปรอบตัว ส่วนตรงนี้ของเรือนคงมีไว้ใช้เพื่อพักผ่อน ห้องโล่งกว้างมีเติงหลง2ห้อยลงมาจากเพดาน หน้าต่างบานกว้างถูกเปิดทิ้งไว้ รับสายลมเย็น

 

ริมหน้าต่างมีตั่งวางโต๊ะเล็กถ้วยชาที่ถูกทิ้งไว้บนนั้น ยังส่งไอร้อนลอยกรุ่น

 

เหมือนใครสักคนอยู่ตรงนี้!!! …..แล้วเพิ่งละจากไป

 

บนผนังด้านหนึ่ง สังเกตุเห็นภาพวาดบานใหญ่แขวนประดับไว้ เท้าเล็ก ๆ ของนางราวกับมีรอกที่มองไม่เห็นชักดึง พานางไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าภาพนั้น  

 

ในภาพคือเด็กหญิงตัวน้อยที่ส่งยิ้มร่ามาให้ ดวงหน้าไม่ผิดเพี้ยนบุตรีตัวน้อยของนาง ราวกับคนๆ เดียวกัน ที่ผิดแผกแปลกออกไปคือเส้นสีผมที่ดำขลับ นัยน์ตาคู่ดำกลมโตเปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับมีดวงดาวประดับ สถิตอยู่ภายใน

 

มือผอมบางสั่นเทาของเสี่ยวชิงอี้ กำลังจะเอื้อมไปสัมผัสรูปนั้น ชะงักค้าง! ยามได้ยินเสียงทุ้มอ่อนโยนดังอยู่ข้างๆ ใกล้ ๆ ตัว

 

“ตอนเปิ่นหวางวาดรูปนี้ เจ้าอายุเพียง 8 ขวบปี” 

 

หมุนตัวกลับมาในทันที จึงได้พบร่างเจ้าของเสียงนั้นเต็มตา ดวงตาสีนิลเช้มลึกล้ำทอดมองสบประสานกับนาง ก่อนเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าพร้อมถ้วยชาในพระหัตถ์ที่ยื่นส่งมาให้ กลิ่นหอมของมันมิต้องบอกกันก็รู้กลิ่นชา“โมลี่ฮวา” ที่นางแสนโปรดปราน

 

เสี่ยวชิงอี้หลุบตาลงมองถ้วยชาในมือของอีกฝ่าย หากอากัปกิริยายังนิ่งเฉยมิได้รับไว้ อีกฝ่ายถือชะงักค้างไว้อยู่อย่างนั้น ที่สุดตัดใจ นำไปวางไว้บนโต๊ะเล็กบนตั่ง  

 

หวางอินฉีพลางลอบถอนหายใจกับตนเอง มิว่าจะทำ….อย่างไร! นางก็ปฏิเสธไปเสียสิ้น

 

น้าซิ่วบอกเอาไว้ ต้องพระทัยเย็น หากมิรู้เย็นได้เท่าไหร่ เท่าไหร่กัน ….จึงจะไม่ก่อเรื่องอีก 

 

สตรีที่แสนรักมาอยู่ตรงหน้าแล้ว  ทรงกล้าบอกได้อย่างหน้ามิอาย ใจอยากแตะต้องกอดรัด อยากสัมผัสนางให้สมกับความคิดถึงคะนึงหา ด้วยพลัดพรากจากกันไปหลายขวบปี

 

หากทุกวันนี้เป็นอย่างไร เฉียดเข้าใกล้นางเพียงนิด นางถอยห่างออกไปเป็นหลายลี้3

 

ทรงยืนนิ่งจ้องมองดวงหน้านาง จ้องอยู่นานเช่นนั้นแต่มิกล้าเอ่ยออกมาสักคำ คำพูด 

 

อยากทบทวนเรื่องราวระหว่างกันให้นางได้ฟังได้รับรู้  หากตรงไหนคือเริ่มต้น เรื่องตรงไหนที่ควรจะเริ่มขึ้นมาก่อน สุดท้ายเป็นเสียงนางที่ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

 

“ขออภัยเพคะ ที่หม่อมชั้นล่วงล้ำเข้ามา หม่อมชั้นทูลลาเพคะ” กล่าวจบแล้วนางหมุนกายเตรียมผละออกไปทันที

 

หวางอินฉีพระทัยหายวูบ ทำใจกล้าอย่างที่สุด ใช้พระหัตถ์ของตนฉุดรั้งแขนนางไว้ก่อน

 

“เรือนหลังนี้ชื่อเรือนอิงธาร จะไม่ถามเปิ่นหวางหน่อยรึ ว่าเรือนหลังนี้เจ้าของคือผู้ใด?”

 

เสี่ยวชิงอี้ยืนนิ่ง หลุบตามองมือแข็งแรงที่ออกแรงจับรั้งเรียวแขนนางไว้มั่น สุดท้ายเจ้าของมือจำต้องตัดใจ เมื่อได้เห็นดวงหน้านางที่มืดครึ้มขึ้นเป็นลำดับ

 

“ไม่เพคะ หม่อมชั้นไม่” เสียงของนางที่ตอบกลับไปเรียบเย็น นางมิคิดอยากรู้สิ่งใด จริง!อย่างที่นางกล่าว ขั้นต้นตอนนี้ที่ต้องการคือไปให้พ้น ๆ จากตรงนี้

.

ไปให้พ้นจากคนที่มิต้องการเห็นหน้า คนที่เพียงเห็นกัน ก็รุกราน หยามรังแก!  เท้าเล็ก ๆ ของนางก็ออกวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว……..

 

***จบตอน เรือนอิงธาร (1) ***

 

1 茉莉花 Mòlìhuā  โม่ลี่ฮวา ดอกมะลิลา

2 (灯笼) เติงหลง คือโคมไฟที่โครงทำมาจากไม้ไผ่ ปะติดรอบโครงด้วยกระดาษ ด้านในมีเทียนไขวางไว้ ส่วนด้านบนเจาะเป็นช่องระบายอากาศและความร้อน

3  li : ลี้ คือมาตรวัดของจีน  1 หลี่ = 500 เมตร

Novel
Novel