จู่ ๆ ม่อชีชีก็รู้สึกราวกับถูกใบมีดที่ทั้งคมทั้งเฉียบเย็นทิ่มแทงเข้าใส่ นางสะบัดหน้าหันกลับมามองทันที สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือสายพระเนตรประหัตประหารของจวินเชียนเช่อ นางรีบโน้มกายเข้าหาเขาพลางกล่าวว่า
“เฮ้ !เฮ้ ! ถึงแม้ว่าอ๋องชีเสียน จะรูปงาม ทว่าเมื่อเทียบกับฝ่าบาทแล้วก็ยังเป็นรองอยู่เล็กน้อยนะเพคะ”
จวินเชียนเช่อจ้องมองนาง พลางยกยิ้มเล็กน้อย แค่นั้นก็ทำให้หัวใจของม่อชีชีตกไปอยู่ที่ตาตุ่มได้แล้ว
“อย่าลืมล่ะว่าเจ้าอยู่ในฐานะใด”
ฉากนี้ เมื่อมองจากสายตาคนภายนอกแล้ว พวกเขากลับรู้สึกว่าเป็นฉากหยอกเย้าที่น่ารักมากระหว่างฮ่องเต้และฮองเฮา
ครั้นเห็นภาพเบื้องหน้า ประกายซับซ้อนพลันปรากฏในแววตาของอ๋องชีเสียน ทว่าก็วาบหายอย่างรวดเร็ว กระทั่งไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็น ท่านอ๋องก้าวขึ้นเบื้องหน้าก่อนจะกล่าวถวายพระพร
“ถวายพระพรฮ่องเต้ ถวายพระพรไทเฮา ถวายพระพรฮองเฮา ขอทรงมีพระชนมายุหมื่นปี หมื่นหมื่นปีพ่ะย่ะค่ะ”
จวินเชียนเช่อทอดพระเนตรมองอ๋องชีเสียน พลางรับสั่งอย่างไม่ถือองค์ว่า
“ไม่ต้องมากพิธี เสด็จอาเจ็ด”
เพียงพระสุรเสียงเยือกเย็นของฮ่องเต้ก็สามารถสยบผู้คนทั่วหล้า
ครั้นม่อชีชีได้ยินรับสั่งที่จวินเชียนเช่อมีต่อท่านอ๋อง นางก็เกือบสำลักน้ำลายตนเอง นางโน้มกายเข้าหาปั้นเซียงพลางกระซิบกระซาบ
“ปั้นเซียง อ๋องชีเสียนผู้นี้มิใช่พระเชษฐาของฝ่าบาทหรอกรึ ?”
ปั้นเซียงกระซิบตอบกลับมา
“ทูลฮองเฮา ท่านอ๋องชีเสียน คือโอรสองค์สุดท้ายของจักรพรรดิเฉินหวู่เพคะ พระองค์ทรงเป็นพระอนุชาที่อดีตฮ่องเต้ทรงโปรดปรานเป็นที่สุด แม้ว่าท่านอ๋องจะทรงมีพระชนมายุมากกว่าฝ่าบาทเพียง 3 ชันษา หากก็ต้องนับว่าพระองค์เป็นพระญาติผู้ใหญ่ของฝ่าบาท ฮองเฮาเพคะ นี่พระนางลืม กระทั่งท่านอ๋องชีเสียนหรือเพคะ ?”
ปั้นเซียงกะพริบตาราวกับไม่อยากจะเชื่อ
ม่อชีชีลูบศีรษะตนเองอย่างเก้อ ๆ พลางกล่าว
“นับแต่พลัดตกจากหอชมจันทร์ ข้าก็ลืมเลือนเรื่องราวมากมาย”
ดูจากสีหน้าท่าทางของปั้นเซียงแล้ว ราวกับว่านางไม่ควรที่จะลืมท่านอ๋องผู้นี้
แสร้งความจำเสื่อมดูจะเป็นอุบายที่ล้ำเลิศสำหรับผู้ที่จำต้องเดินทางข้ามมิติเช่นนาง นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด หาไม่หากนางบอกความจริงว่าวิญญาณที่อยู่ในร่างนี้ไม่ใช่วิญญาณเดิม ผู้คนคงจะคิดว่านางเป็นนางปีศาจคงไม่แคล้วจับนางบูชายัญ !
ครั้นปั้นเซียงเห็นความขุ่นข้องบนสีหน้าของนายตน นางก็รีบกล่าวอย่างใจหายใจคว่ำว่า
“อย่ากังวลเลยเพคะ ฮองเฮา หม่อมฉันอยู่ตรงนี้ หากทรงสงสัยเรื่องใด ทรงรับสั่งถามหม่อมฉันได้เพคะ !”
ม่อชีชีหยิกแก้มปั้นเซียงด้วยความเอ็นดู พลางกล่าว
“เจ้านี่น่ารักจริง ๆ”
“ลำบากเสด็จอาเจ็ดแล้ว ที่ต้องไปตรวจสอบความเป็นอยู่ของชาวเจียงหนานภายใต้นามของเรา จัดที่รับรองให้อ๋องเจ็ด”
“ในฐานะข้าราชสำนัก การได้แบ่งเบาภาระของพระองค์นับเป็นหน้าที่ กระหม่อมมิบังอาจคิดว่าเป็นการลำบากพ่ะย่ะค่ะ”
สุรเสียงของอ๋องเจ็ดอ่อนโยนลุ่มลึก ราวกับแสงตะวันอันอบอุ่น ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นมิตร ท่านอ๋องก้าวตรงไปนั่งยังสถานที่ซึ่งถูกจัดเตรียม
จวินเชียนเช่อยกจอกสุราขึ้นอีกครั้งพร้อมทั้งมีรับสั่งว่า
“เจิ้นกว๋อกง และท่านอ๋องชีเสียนนับได้ว่าต่างก็มีผลงานทั้งคู่ วันนี้เราได้รับข่าวดีถึงสองข่าว เชิญทุกท่านร่วมดื่มให้ทั้งคู่”
บรรดาขุนนางต่างก็ยกจอกสุราของตนขึ้น พร้อมกล่าวเป็นเสียงเดียว
“ขอแสดงความยินดีกับเจิ้นกว๋อกง ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋องชีเสียน”
ภายหลังจากที่ท่านอ๋องชีเสียนดื่มสุราพระราชทาน สายพระเนตรของเขาก็ย้ายไปจับจ้องม่อชีชี บังเอิญกับที่ม่อชีชีเงยหน้าขึ้น ทั้งสองจึงสบตากันพอดี
ครั้นได้สบตา ม่อชีชีก็พบประกายกังวลในแววตาท่านอ๋องหนุ่ม แววตาคู่นั้นมีทั้งความปวดร้าวใจ ที่แฝงไว้ด้วยความรักความอ่อนโยน ม่อชีชีรู้สึกแปลกใจที่ได้เห็น ทันทีที่รู้สึกตัว นางก็รีบกราดสายตาผ่านอย่างรวดเร็ว
หยางซื่อหานมองจวินเชียนเช่อด้วยความประหลาดใจ
“ฝ่าบาท เหตุใดพระโอษฐ์ถึงมีคราบโลหิตได้ล่ะเพคะ ?”
จวินเชียนเช่อหันกลับไปมองม่อชีชี
***จบตอน พระโอษฐ์มีคราบโลหิต***
Powered By SK REALTY+