ตอนที่ 10 ห้องส้วมจริงหรือนี่

ปั้นเซียงรู้สึกสับสน ทว่าก็ไม่ได้ตามม่อชีชีไป ทุกครั้งที่ฮองเฮาออกตรวจตราส้วม นางก็ไม่เคยยอมให้ปั้นเซียงติดตาม นางรับสั่งว่านางเป็นห่วงปั้นเซียง เกรงว่าปั้นเซียงจะเห็นปรากฏการณ์แปลก ๆ กระทั่งหวาดกลัว หากแต่ปั้นเซียงก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า กะแค่ส้วมจะมีสิ่งใดน่ากลัวกัน ? อาจเป็นได้ว่า… นี่คืองานอดิเรกประหลาด ๆ ของฮองเฮาใช่หรือไม่ ?

 

“แม่นางปั้นเซียง…” ชายหนุ่มในชุดดำวิ่งตรงเข้ามาหานางด้วยอาการเหนื่อยหอบ

 

“อาจารย์จ้าว ไยท่านจึงมาที่นี่ได้ ?”

 

ผู้ซึ่งถูกเรียกว่าอาจารย์จ้าวหายใจเหนื่อยหอบ 

 

“แม่นางปั้นเซียง ข้ามาแจ้งเจ้าว่าแผนผังพระตำหนักของฝ่าบาทที่เจ้าเพิ่งรับไปนั้น ที่ถูกต้องน่ะคือห้องพระบังคนนั้นอยู่ชั้นบน ส่วนที่ข้าทำเครื่องหมายให้นั้นน่ะผิดห้อง”

 

“เช่นนั้นเครื่องหมายที่ท่านทำผิดน่ะมันคือห้องใดงั้นรึ ?” ปั้นเซียงเอ่ยถามอย่างคร้านจะใส่ใจ กะแค่ทำเครื่องหมายตำแหน่งห้องพระบังคนพลาด หาใช่เรื่องใหญ่นักหนาจะเอะอะทำไมเนี่ย !

 

อาจารย์จ้าวกล่าวอย่างหงุดหงิด

 

“ข้าทำเครื่องหมายไว้ที่สระมังกรที่ซึ่งฝ่าบาททรงใช้สรงน้ำแทนที่จะเป็นห้องบังคนน่ะสิ”

 

ปั้นเซียงพยักหน้ารับหงึกหงัก ทว่าแทบจะทันใดนัยน์ตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความตระหนก

 

“หา…ว่าไงนะ ? สระมังกรเป็นเขตต้องห้าม ฝ่าบาทมีรับสั่งห้ามขาดมิให้ผู้ใดเข้า หากฮองเฮาเสด็จเข้าไป ผลที่ตามมา… ไอ้หยา ! รีบไปตามฮองเฮาเร็วเข้า” 

 

ทว่าน่าเสียดาย ม่อชีชีผู้ซึ่งกำลังถือแผนผังพระตำหนัก บัดนี้ได้มาถึงสถานที่ซึ่งมีนามว่าสระมังกรเรียบร้อยแล้ว

 

ม่อชีชีกวาดตามองความงดงามของสถานที่พลางรำพึง

 

“กะแค่ส้วมไยจึงงดงามถึงเพียงนี้ ทั้งชื่อก็ยังเก๋ไก๋อีกด้วย ‘สระมังกร’ ฮ่าฮ่าฮ่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าหลังจากฮ่องเต้เสร็จกิจส่วนตัว พระองค์ก็จะสามารถอาบน้ำได้เลย ช่างเป็นการประหยัดโดยแท้ บางทีที่นี่อาจจะซุกซ่อนหนทางที่สามารถคืนกลับสุ่ยุคปัจจุบันก็เป็นได้ ช้าไม่ได้แล้ว”

 

ครั้นแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดโดยรอบ นางก็ก้าวผ่านบานประตูเข้าไป จากนั้นก็งับบานประตูปิดลง

 

ครั้นได้เข้าไปภายใน ม่อชีชีก็ยิ่งเชื่อว่าห้องส้วมนี้พิเศษจริง ห้องนี้ปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ส้วมพึงมี ทั้งการตบแต่งภายในก็วิจิตรตระการตา แน่นอนว่ามันมีไว้เพียงเพื่อราชวงศ์ ถึงได้แตกต่างจากส้วมทั่ว ๆ ไป

 

ภายในห้องงดงามด้วยจิตรกรรม และประติมากรรมนูนสูง นูนต่ำ แผ่นพื้นปูด้วยหยกขาวทันทีที่ต้องแสงพลันส่องประกายแวววาวให้ความรู้สึกอบอุ่น 

 

หลังคาเล่าก็สร้างจากไม้จันทน์ โคมไฟนั่นก็ทำจากคริสตัล ม่านระย้าร้อยเรียงด้วยเม็ดไข่มุก

 

โอ้ ! ดูเสาแต่ละต้นสิ ทองงามอร่ามตา นอกจากนี้ยังมีเตียงใหญ่กว้างกว่าสองเมตร บุผ้าไหมมุ้งปักลวดลายละเอียดอ่อนวิจิตรบรรจงรอบด้าน

 

บนเตียงยังจัดหมอนหยกเขียวส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย พร้อมผ้าไหมสีขาวสะอาดตาคลุมเตียง ด้านบนเพดานมีมุกขนาดใหญ่ส่องแสงให้ความสว่างสดใส ราวกับจันทราส่องประกายยามราตรี

 

ครั้นเห็นห้องอันโอ่อ่าวิจิตรอลังการ ม่อชีชีก็ถึงกับตื่นตะลึง ในฐานะนักโบราณคดี นางไร้ซึ่งภูมิต้านทานต่อวัตถุโบราณเหล่านี้ นางค่อยย่างทีละก้าวราวถูกความหรูหราฟู่ฟ่าของสถานที่แห่งนี้สะกด

 

ยิ่งเดินเข้าไปลึกเพียงใด ก็ยิ่งรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ดูไม่เหมือนส้วม ม่านหมอกปกคลุมโดยรอบ คล้ายกับแดนสวรรค์เข้าไปทุกที

 

ครั้นสระที่สวยงามปรากฏขึ้นเบื้องหน้า นางก็ยิ่งตื่นตะลึง นี่อาจเป็นห้องสรงน้ำของฮ่องเต้ในตำนานใช่หรือไม่ ?

 

ขอบสระถูกตกแต่งอย่างหรูหราด้วยแก้วโมรา ขณะที่เครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ ตกแต่งด้วยอำพันและไข่มุก รอบสระยกสูงทำจากหยกขาวมีขั้นบันไดทอดขึ้น-ลงในแต่ละด้าน เพื่อสะดวกต่อการลงสู่สระน้ำ

 

สระนี้สร้างจากหยกขาว เต็มไปด้วยภาพแกะสลักลวดลายวิจิตร เมื่อใดก็ตามที่น้ำเกิดการกระเพื่อม ภาพแกะสลักที่อยู่ใต้น้ำก็เคลื่อนไหวตามราวกับมีชีวิต 

 

ข้างสระน้ำ มังกรทองแดงสี่ตัวปล่อยน้ำลงสระอย่างขมักเขม้น

 

ม่อชีชีก้าวไปข้างหน้า หย่อนกายนั่งข้างสระ จากนั้นก็จุ่มมือลงสัมผัสน้ำในสระ น้ำอุ่นสบาย ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ อาจเป็นได้ว่า นี่คือ ‘กลิ่นร้อยมวลบุปผา’ ตามบันทึกในหนังสือโบราณก็เป็นได้

 

ว่ากันว่าเมื่อฮ่องเต้กับพระสนม กระทั่งพระชายาสรงน้ำร่วมกัน ถุงหอมร้อยถุงจะจมลงสู่ก้นสระ ถุงหอมบรรจุสมุนไพรหลากชนิด ส่งผลให้เกิด ‘กลิ่นร้อยมวลบุปผา’  ถุงหอมเหล่านั้นจะนอนนิ่งอยู่ก้นสระ ทว่ากลับส่งกลิ่นหอมขึ้นมายังพื้นผิวด้านบนอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่ม่อชีชีกำลังดื่มด่ำกับความงดงามอยู่นั้น น้ำเสียงเย็นชาพลันดังขึ้น

 

“เจ้าพินิจพิจารณาจนปรุโปร่งแล้วหรือยัง ?” 

 

ม่อชีชีถึงกับสะดุ้ง

 

“นั่นใคร ?”

 

นางโบกมือไล่หมอกสีขาวที่อยู่เบื้องหน้า จึงพบว่ามีใครบางคนกำลังอยู่ในสระ นางตกใจกระทั่งกล่าวไม่เป็นคำ

 

“ฝะ… ฝ่า…ฝ่าบาท”

 

***จบตอน ห้องส้วมจริงหรือนี่***

Novel
Novel