เพียงอึดใจที่ต้าเหรินออกไปจากเรือน จินก็ก้าวพ้นประตูเข้ามาพร้อมสีหน้าที่มืดมัว ข้านึกเฉลียวใจเหลือเกินว่าทั้งคู่อาจได้พบเจอกันระหว่างทาง เพียงคิดก็ให้รู้สึกสยองวาบ
“ข้ามิได้คบชู้นะ !” นั่นคือสิ่งแรกที่หลุดออกจากปากข้าทันทีที่เห็นหน้าจิน ให้ตายเถิด ! เหตุใดปากเจ้ากรรมของข้าจึงว่องไวถึงเพียงนี้ ไอ้ที่โพล่งออกไปนั่น อยากจะรีบคว้ายัดกลับคืนปากไปเสียจริง ๆ ใบหน้าของข้ายามนี้กำลังแดงก่ำด้วยความกระดากอาย
จินจ้องข้านิ่ง หัวไหล่ทั้งสองสั่นรัวขณะเขาเปล่งเสียงหัวเราะ “ข้ายังมิได้กล่าวหาเจ้าเสียหน่อย” เขายกมือขึ้นปาดหยาดน้ำตาที่เล็ดจากขอบตา
ข้าจ้องมองเขาด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว “ข้าแค่เพียงมิอยากให้เจ้าเข้าใจผิด มิอยากให้เจ้าอารมณ์เสียใส่ข้าเหมือนเมื่อคราก่อน วางใจเถิด พวกเราจะไม่พบเจอชายผู้นั้นอีก”
จินยกยิ้มใสบริสุทธิ์ขณะยกสองแขนขึ้นโอบรอบไหล่ทั้งสองของข้า ยามนี้เขาย่างเข้าวัย 14 ปีแล้ว ความสูงของเขาแทบจะเลยระดับศีรษะของข้าแล้ว เขาเติบใหญ่รวดเร็วมากจนข้าใจหาย แม้ข้าจะชอบจินผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าข้าในยามนี้ ทว่าข้าก็ยังอดคิดถึงหัวมันน้อยจินที่เคยอยู่ในอ้อมแขนของข้ามิได้
ข้ายกมือขึ้นประคองแก้มเรียบเนียนของจิน “เจ้าจะไม่เติบใหญ่รวดเร็วถึงเพียงนี้จะได้หรือไม่ ? เจ้าที่เคยเกาะแกะพันแข้งพันขาข้าราวกับเด็กน้อย ยามนี้กลับมีพฤติกรรมราวกับผู้ใหญ่ไปเสียแล้ว”
จินกุมมือข้านาบแอบชิดแก้มของตนอย่างนุ่มนวล ขณะคลี่รอยยิ้มออก “เจ้าคงไม่อยากออกเรือนกับเด็กน้อยจริงหรือไม่ ?”
หัวใจข้ากระโดดโลดราวปลากระโจนพ้นน้ำ “มิใช่….เพียง….”
“เช่นนั้นข้าก็จะไม่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เพื่อความสบายใจของเจ้า เช่นนี้ดีหรือไม่ ?” เขายกยิ้มล่อลวงพลางเกาะกุมมือข้า ส่วนข้าคงได้เพียงยืนดูมือของพวกเราที่ประสานเกาะกุมกันอย่างอับจนหนทาง เอ๋ ! นี่มันจะล้ำหน้าไปเสียหน่อยกระมัง ! เขาเพิ่งจะ 14 ปีเท่านั้น ! เฮ้ !เฮ้ !
ข้าพยายามชักมือกลับ ทว่าเขากลับมิยอมปล่อยกระทั่งข้าเริ่มรู้สึกเหนื่อย
“เอ๋ ? ข้าคิดว่าข้าได้ยินเสียงซือหลานดังมาจากในห้องนะ” ข้าแสร้งทำได้ยินเสียงโน่นนี่ “เอ๋ ? เขาอยากอาบน้ำ หรืออยากเล่นไหมพรมกระมัง ?” ทันทีที่จินคลายมือออก ข้าก็รีบชักมือกลับแล้ววิ่งพรวดขึ้นบันไดไป “ประเดี๋ยวข้าจะลับมาทำข้าวต้มไก่ให้นะ !” ข้าร้องบอก จินยืนส่ายหน้าไปมาด้วยความเอ็นดูในตัวข้า
งานประลองบัวเหินหาวจะจัดขึ้นทุก 5 ปี การแข่งขันนี้คือการแข่งประชันฝีมือจากผู้คนในตระกูลต่าง ๆ นับเป็นเวทีแสดงความสามารถ และถือเป็นเวทีอันทรงเกีรยติแก่บรรดาตระกูลทั้งหลายที่เข้าร่วมการประลอง ตระกูลที่โดดเด่นกว่าเหล่าตระกูลทั้งหลายในเมืองหลวงคือตระกูลฮวา ตัวแทนการประลองจากตระกูลฮวามักสามารถชนะการประลองจนเข้าไปถึงลำดับ 5 คนสุดท้ายอยู่เสมอ แม้จะมีผู้ฝึกยุทธซึ่งเป็นสามัญชนเข้าร่วมการประลองด้วยก็จริง ทว่าทั้งหมดล้วนต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เพราะพวกเขาต่างมีวรยุทธแค่เพียงขั้นต้นของพลังกำเนิดเท่านั้น
ข้าเคยเดินผ่านสนามแข่งขันที่ใช้ประลองยุทธเมื่อหลายปีก่อน มิต้องบอกก็คงพอคาดเดาได้กระมังว่าการประลองบัวเหินหาวนี้ ย่อมไม่อยู่ในระดับที่จะสามารถทำให้ข้าพึงพอใจได้ เมื่อตระกูลที่ได้ชื่อว่าน่าจับตามองที่สุดในการแข่งขันกลับมีพลังยุทธแค่เพียงระดับปราณเซียนเท่านั้น ทั้งยังมิมีวัยหนุ่มสาวใดที่สามารถฝึกกระทั่งบรรลุพลังถึงขั้นขุมโลกันตร์หรือ พลังเทพสวรรค์ !*
*ขั้นพลังของมนุษย์เรียงจากลำดับต้นไปถึงลำดับสูงสุด คือ พลังกำเนิด พลังปราณเซียน พลังขุมโลกันตร์ พลังเทพสวรรค์ พลังเหนือภพ
กระทั่งผู้นำตระกูลฮวา ก็สำเร็จวรยุทธแค่เพียงขั้นกลางของพลังขุมโลกันตร์เท่านั้น ข้ายังมิพบเห็นผู้ใดที่สามารถฝึกฝนวรยุทธถึงขั้นพลังเทพสวรรค์ด้วยซ้ำ คาดว่าผ่านไปอีกหลายพันปีสวรรค์ กลุ่มคนเหล่านี้ก็คงยังมิอาจตะกายขึ้นแดนสวรรค์ไปพบข้าได้
เหตุใดพวกเขาจึงอ่อนแอถึงเพียงนี้ ? เอ…..หรือบรรทัดฐานของข้ามันสูงเสียจนเกินเอื้อม ? ทว่าข้ามิได้สนใจจะขุดคุ้ยเรื่องพวกนั้นให้มากความ เพราะจะอย่างไรเสีย มันก็มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับข้าอยู่แล้ว
ทว่าวันหนึ่ง จินกลับเข้ามาเอ่ยปากร้องขอต่อข้า “ข้าอยากเข้าร่วมการประลองบัวเหินหาวด้วยจะได้หรือไม่ ?”
ข้าอึ้งงุนงง นี่ข้าหลงลืมไปเสียสนิทจริง ๆ ลืมไถ่ถามเขาว่า เขาอยากจะฝึกวรยุทธบ้างหรือไม่
ข้ามัวคิดเพียงว่าตัวเขานั้นคือเทพสวรรค์ จะฝึกฝนวรยุทธหรือไม่หาใช่เรื่องสลักสำคัญไม่ ลืมไปเสียทีเดียวว่าแม้จิตวิญญาณของเขาจะยังคงเป็นเทพสวรรค์ ทว่ายามนี้ร่างของเขาเป็นเพียงมนุษย์สามัญผู้หนึ่งเท่านั้น
“เหตุใดเจ้าจึงอยากเข้าร่วมการประลองเล่า ?” ข้าไถ่ถามออกไป การแข่งขันจะจัดขึ้นในอีกหนึ่งปีข้างหน้านับจากนี้ นับว่าค่อนข้างกระชั้นยิ่ง ระยะเวลาแค่เพียงนี้ ย่อมบั่นทอนกำลังใจของผู้ไร้สิ้นพลังยุทธทั้งหลาย แค่เพียงคิดว่าตนเหลือเวลาอีกแค่เพียงหนึ่งปีในการบ่มเพาะพลังยุทธ ผู้ด้อยฝีมือทั้งหลายล้วนต้องถอดใจ ! หากทว่าคล้ายสิ่งนั้นมิอาจยับยั้งความมุ่งมั่นของจิน
“ข้าปรารถนาจะทำบางสิ่งเพื่อเจ้าบ้าง” จินกล่าวด้วยท่าทีเคอะเขินหลังครุ่นคิดครู่หนึ่ง ข้ายังมิใคร่เข้าใจความหมายของเขาเท่าใดนัก หากทว่า
“เจ้าเข้าร่วมการประลองแล้วเกี่ยวอันใดกับข้าเล่า ?” ข้อสงสัยของข้าดังไปเสียหน่อย อ้อ ! ผู้ที่ชนะการแข่งขันย่อมได้รับการยกย่อง และเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วแคว้น ทั้งย่อมได้รับรางวัลพระราชทานอันสูงส่งจากราชสำนัก ดังเช่น รางวัลพระราชทานเมื่อครั้งก่อนนั้นคือผลท้อสวรรค์ ซึ่งสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้แทบทุกชนิด ส่วนรางวัลพระราชทานในการแข่งขันปีก่อนหน้านั้นคือ โอสถหล่อหลอมวิญญาณ ซึ่งมีคุณสมบัติเสริมพลังยุทธให้ก้าวกระโดดรุดหน้าไปถึงกว่า 3 ขั้น
“เอ่อ…” สีเลือดแดงเรื่อค่อย ๆ แทรกซึมไปทั่วพวงแก้มหนุ่มน้อย “อันที่จริง….ข้าเพียง….” เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงงึมงำในลำคอ “…..อยากให้เจ้าภาคภูมิใจในตัวข้า”
ข้าหัวเราะคิก “เจ้าคิดว่าข้ามิได้ภูมิใจในตัวเจ้ากระนั้นหรือ ?”
“ไม่แค่เพียงนั้น !” เขาส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย “ข้าอยากเอาชนะการประลองในครานี้เพื่อเจ้า” เขาคว้ามือข้ามาเกาะกุมพลางจับจ้องข้าด้วยสายตาที่อ่อนโยน ฉับพลันก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคม “ทั้งข้าก็มิชอบเจ้าพวกขุนนางชั้นสูงที่ชอบดูแคลนพวกเราผู้สามัญ วันก่อน สหายของข้ามีเรื่องบาดหมางกับคนตระกูลชูถานจึงถูกทำร้ายกระทั่งได้รับบาดเจ็บสาหัส เพราะมิรู้วรยุทธตอบโต้ หากข้าสามารถล้มพวกมันอย่างขาวสะอาดในงานการประลอง ย่อมมิมีผู้ใดดูแคลนพวกเราว่าเป็นพวกเศษสวะไร้ค่าได้อีก”
เข้าใจแล้ว การที่เขากลับลุกขึ้นมุ่งมั่นถึงเพียงนี้ก็เพื่อล้างแค้น และเพื่อเกียรติศักดิ์ศรีของตนใช่หรือไม่ ? เขาเป็นเช่นนี้เอง เมื่อเขาคือเทพแห่งสงคราม ย่อมมิอาจนิ่งเฉยมีใจปรารถนาจะฝึกวรยุทธเพื่อปกป้องผู้อื่น นั่นคืออุปนิสัยของเขา ทั้งก็เป็นเหตุที่ทำให้ข้าชื่นชมในตัวเขา
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงมาบอกกล่าวข้าเล่า ? เจ้าคิดว่าข้ามีหนทางช่วยทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นได้กระนั้นหรือ ?” ข้าเอ่ยถามด้วยความขบขัน
“ข้าคิดว่าเจ้ามีสิ่งปกปิด หากทว่าย่อมมิใช่เรื่องที่เลวร้ายแต่ประการใด” คำตอบของเขาสร้างความประหลาดใจให้แก่ข้า เขารู้ได้อย่างไรว่าข้าแแปลกแยกจากผู้คน ? นอกจากเรื่องอายุที่มิรู้จักผันแปรไปตามวัย นอกจากเรือนที่สะอาดเอี่ยมอ่องอยู่เป็นประจำทั้งที่ข้านั่ง ๆ นอน ๆ ไม่ทำสิ่งใด นอกจากเรื่องที่ข้าแอบใช้แรงลมจากฝ่ามือเป่าเรือนผมให้แห้งแล้ว……อา….นึกได้ล่ะ ยังมีในอดีตคราก่อนข้าใช้เวทมนต์รักษาบาดแผลทำให้เขาเชื่อว่ารอยจุมพิต และแรงอธิษฐานของเขาช่วยรักษาบาดแผลให้ข้าได้…..บ้าจริง วีรกรรมที่ข้าแอบสร้างไว้ยังมีอีกแยะ (คิดว่าเป็นเช่นนั้นนะ) เขาเฉลียวฉลาดเกินไป มิใช่แค่เพียงช่างสังเกตเกินไปเท่านั้น
“เช่นนั้นรึ ?” ข้ากระอ้อมกระแอ้มเบา ๆ “เจ้าคิดว่า ข้าคือยอดฝีมือระดับพระกาฬที่สามารถปลุกปั้นผู้ด้อยฝีมือให้กลับกลายเป็นยอดฝีมือในยุทธภพได้กระนั้นหรือ ?”
“ถูกแล้ว” เขากล่าวอย่างหนักแน่นมั่นใจ ยิ่งถูกคาดหวังก็ยิ่งสร้างความกดดันให้แก่ข้า “จะอย่างไร หลายปีที่ผ่านมานี้ เจ้าก็ดูแลข้าแต่เพียงผู้เดียวโดยมิได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใดมาโดยตลอด เช่นนั้น แน่นอน สำหรับข้า เจ้าคือผู้แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า” เขากุมมือข้าแน่น กระทั่งข้ารู้สึกได้ถึงกระแสไฟอบอุ่นที่วิ่งผ่านเข้ามาในท่อนแขน
“ โอ แน่นอน เจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว ข้านี่ล่ะ ยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า” ข้ากล่าวอย่างวางมาด ที่ข้ากล่าวได้เช่นนั้นก็เพราะในยามนี้ข้ายังอยู่เมืองมนุษย์ ทว่าหากเป็นในแดนสวรรค์ ข้ายังนึกสงสัยว่าน้ำหน้าอย่างข้า มีหรือจะสามารถเอาชนะเทพแห่งสงครามได้ ในวันหน้า หากเขาจดจำบทสนทนาในวันนี้ได้ ข้าคงต้องเอาหัวโหม่งกองเต้าหู้ เพราะความอับอายเป็นแน่
ข้ายังนึกดีใจที่เขามิได้ขุดคุ้ยเรื่องราวหนหลังของข้า เพราะข้ามิต้องการโป้ปดเขา ด้วยความสัตย์จริง ข้ามิต้องการบอกให้เขารู้ว่าแท้จริงตัวเขาคือเทพสวรรค์ เพราะข้าเกรงผลที่อาจติดตามมา บางทีหากข้าบอกความจริง เขาอาจไม่ปฏิบัติต่อข้าเฉกเช่นที่เคยอีก
หลังครุ่นคิดครู่หนึ่ง ข้าจึงกล่าวอย่างหนักแน่น “หากการล้างแค้นคือสิ่งเดียวที่เจ้าต้องการ เช่นนั้นข้าจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ การแก้แค้นไม่มีข้อดีแต่ประการใด ที่สุดคงต้องเตรียมขุดหลุมฝังร่างด้วยกันทั้งสองฝ่าย ยังอีกทั้งอารมณ์ในด้านมืดย่อมเป็นอุปสรรคขวางกั้นการฝึกวรยุทธ”
“ทว่าข้าอยากทำสิ่งนี้เพื่อเจ้าด้วยเช่นกัน” เขารีบตอบ “ข้ามีเป้าหมายสองประการ ประการหนึ่งคือเพื่อเจ้า อีกประการคือเพื่อล้างแค้น มิใช่เพียงเพราะความเจ็บแค้น”
เขารู้จักเล่นคำ ทั้งข้าก็ย่อมเข้าใจดีว่า การล้างแค้นกับความเจ็บแค้นนั้นแตกต่างกัน เพราะการล้างแค้นย่อมหมายถึงการเข่นฆ่าทำลาย ขณะที่ความเจ็บแค้นเป็นเพียงการถูกหยามหมิ่นเล็กน้อยให้เจ็บใจเท่านั้น
ความรุนแรงของอารมณ์ย่อมมีผลต่อการฝึกเดินพลังปราณ ภาวะอารมณ์ที่เหี้ยมโหดย่อมเป็นอุปสรรคในการฝึกวรยุทธ บั่นทอนพลังภายในที่ขับเคลื่อน
“อืม ข้ามิเคยมีศรัทธาในการใช้ผู้อื่นเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อผลักดันตนเองสู่ความแข็งแกร่ง ทว่าหากเจ้าปรารถนาความเก่งกล้า เช่นนั้นข้าย่อมต้องส่งเสริม” ข้าผงกศีรษะรับหลังครุ่นคิดครู่หนึ่ง
ข้ามิเคยอยากแข็งแกร่งเพื่อผู้ใด หากอยากจะเข้มแข็ง ข้าเพียงทำเพื่อตนเอง ข้าเชื่อว่าเพียงผู้เดียวที่ข้าสามารถวางใจเชื่อมั่นได้คือตัวข้าเท่านั้น ในเรื่องนี้ข้านับได้ว่าเป็นคนที่เห็นแก่ตัวอยู่บ้าง ทว่าข้าตระหนักดีว่าตนคงจะขาดจิตวิญญาณที่เป็นตัวตนแท้จริงของจิน คนเรามักมีมุมมองที่แตกต่าง ทั้งข้าก็มิต้องการยัดเยียดความเห็นของตนใส่หัวเขา ข้าตระหนักดีว่าหากคนเรามีผู้ที่ตนรัก คนผู้นั้นย่อมปรารถนาจะฝึกฝนตนเองให้มีวรยุทธเก่งฉกาจ เพื่อจะปกป้องผู้ที่ตนรัก จินก็คงเช่นกัน….ข้าอยากจะปักใจเชื่อเหลือเกินว่าเขาก็รักข้าเช่นกัน คิกคิก
“เจ้าจะช่วยทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นได้หรือไม่ ?” เขาจ้องหน้าข้าด้วยสายตาหวั่นวิตก มิควรทำให้เขาผิดหวังมิใช่หรือ ? “ข้าจะทำให้เจ้าภาคภูมิใจในตัวข้า”
“ดังที่ข้าเคยกล่าวไปแล้ว เจ้ามิจำเป็นต้องกล่าวเช่นนี้ ข้าภาคภูมิใจเจ้าในแบบที่เจ้าเป็นอยู่แล้ว” ข้าหอมแก้มเขา หนุ่มน้อยตรงหน้าข้ายกยิ้ม
***จบตอน วรยุทธ***
Powered By SK REALTY+