ตอนที่ 12 หัวขโมยหวนคืน

ผ่านไปหลายปีนับแต่วันที่ต้าเหริน หัวขโมยผู้แท้จริงคือท่านอ๋อง แอบลอบเข้าบ้านข้าเมื่อคราก่อน มิรู้จริง ๆ ว่าต้าเหรินคือนามที่แท้จริงของเขาหรือไม่ หากแต่ที่พอจะคาดเดาได้นั้น คืออุปนิสัยกากเดนของเขาอาจถูกบ่มเพาะจากประสบการณ์ภูมิหลังที่เขาเคยพบพาน อารมณ์ที่หยาบกระด้างของเขา ก็อาจเพราะผู้คอยหนุนอยู่เบื้องหลังเขามีพฤติกรรมเช่นนั้น ส่วนนิสัยที่เหลาะแหละหยิบโหย่งของเขา กลับทำให้ข้าหวนนึกถึงตนเองเมื่อครั้งอยู่แดนสวรรค์ ตัวข้าเองก็มักกระทำล่วงละเมิดกฎถือใจตนเป็นใหญ่อยู่เสมอ ส่วนบรรดาเทพทั้งหลายนั้นเล่า ต่างก็ทำปิดหูปิดตามิรู้เห็นสิ่งใดอยู่เนืองนิตย์

 

หากแต่แน่นอนว่าข้าย่อมมิใช่คนเจ้าชู้ไร้สาระไปวัน ๆ ดังเช่นต้าเหรินผู้นั้น แม้ข้าจะชอบความสำราญ ทว่าย่อมมิมีมนุษย์ผู้ใดถูกข้าทำให้ต้องชอกช้ำเจ็บปวด ……คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้นนะ

 

ข้าหวนนึกถึงถ้อยคำนั้นที่ต้าเหรินทิ้งไว้ก่อนอำลา ‘แล้วข้าจะมาใหม่’ นั่นก็คงเป็นแค่เพียงคำพูดพล่อย ๆ ของเขาเท่านั้น กระทั่งบ่ายวันหนึ่งคนผู้นั้นก็ผลักประตูเข้ามาอย่างแรงราวพายุ

 

“ข้ามาแล้ว !” เสียงประกาศก้องเริงร่า “ฮู้ว ! แหม กว่าข้าจะนึกขึ้นมาได้ว่ามีสาวงามตั้งตารอข้าอยู่ที่นี่ก็นานพอควรเลยทีเดียว” ว่าแล้วเขาก็ขยิบตาให้ข้าทีหนึ่ง โอย…. รู้สึกปวดท้องโครกขึ้นมาทันที

 

“ออกไปให้พ้น ๆ หน้าข้าจะได้หรือไม่ ?” ข้าขู่คำรามในลำคอ “ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าแบกหน้าราชนิกูลอันทรงเกียรติไร้ยางอายเข้ามาเยี่ยมเยือนในเรือนข้า ?เจ้าเกือบทำให้ข้าทำน้ำแกงกระฉอกจนหกหมด !”

 

ต้าเหรินปลดหมวกคลุมศีรษะของตนลง ฝากเสื้อคลุมตัวนอกไว้บนพนักเก้าอี้ก่อนจะสาวเท้าตรงดิ่งมาหาข้า

 

“เมื่อเจ้ารู้แล้วว่าข้าคือผู้ใด เช่นนั้นเจ้าย่อมต้องรู้ว่า เพียงวาจาเดียว ข้าย่อมสามารถปลดศีรษะอันงดงามของเจ้าจากลำคอเนียนระหงนั้นได้อย่างง่ายดาย” เขายื่นหน้าเข้ามา นัยน์ตาสีเขียวคู่นั้นจ้องข้าเขม็ง

 

ข้ายื่นมือผลักออกไป ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ขยับเขยื้อน ข้าจ้องกลับอย่างไม่ยอมลดราวาศอก “คิดว่าข้ากลัวคำขู่งี่เง่าของเจ้ากระนั้นหรือ ?” ข้าเยาะให้ในที นี่เขาคิดว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่จากไหนกัน ข้าคือหลานสาวเพียงผู้เดียวขององค์ประมุขสวรรค์ ประสาอันใดกับเจ้าแมลงสาบกระจ้อยตัวนี้ ? น่าขันสิ้นดี ! รู้ตัวหรือไม่ว่ามีลมหายใจสืบอายุมาเพียงไรกัน ? เฮอะ ! 19 ปี แค่เนี้ย ? ทว่าตัวข้านั้นหากจะนับอายุโดยรวมแล้ว ข้าก็คือผู้ที่มีวัยล่วงกาลมาเนิ่นนานถึง 70,000 ปีแล้ว ข้าแทบอยากร้องตะโกนก้องให้สุดเสียงว่าอย่างข้าน่ะสามารถเป็นทวดของทวดของทวดของทวด ๆ ๆ ๆ ๆเจ้าได้แล้ว ไอ้หนู ! ! !

 

“ข้าเย้าเล่นเท่านั้นหรอก !” เขากุมท้องหัวเราะร่วนพลางหันกลับไป “ทำจริงจังไปได้ !”

 

ข้าทำตาประหลับประเหลือก “กระทั่งเรื่องล้อเล่นย่อมมีเศษเสี้ยวแห่งความจริงปะปนอยู่เสมอ”

 

“เจ้านี่น่าสนใจจริง” เขาหยุดหัวเราะ ก่อนจะหันมาจับจ้องประเมินตัวข้าด้วยแววตาที่ทอประกาย

 

“เจ้าไม่เหมือนคนทั่วไปที่มักร้องขอชีวิตเมื่อถูกคุกคาม กระทั่งล่วงรู้แล้วว่าข้าคือองค์ชาย เจ้ากลับยังไม่แม้จะคิดแสดงความคารวะเชียวหรือ ?” น้ำเสียงของเขาฉายความฉงน หากทว่ากลับมิได้รุกราน

 

เช่นนั้นเจ้าก็จงลองตอบข้ามาเถิดว่า เทพธิดาผู้เป็นที่เคารพนับถือในบรรดาหมู่เทพดังเช่นตัวข้านี้ จักต้องโค้งคารวะให้แก่มนุษย์ผู้เย่อหยิ่งจองหอง อวดดีเช่นเจ้าด้วยกระนั้นหรือ ? ท่านย่าทวดรุ่นดึกดำบรรพ์เยี่ยงข้าจะมาก้มศีรษะคารวะทารกน้อยวัยเหลนโหลนได้เยี่ยงไร ? เพียงแค่คิด ก็เพี้ยนจนเกินไปแล้ว !

 

“ข้าย่อมโค้งศีรษะให้แก่ผู้ที่ข้ามอบความเคารพเพียงเท่านั้น” ข้าตอบคำพลางหันไปตักน้ำแกงใส่ชาม ยามนี้ซือหลานยังคงนอนหวดอยู่บนเตียงข้าที่ชั้นสอง เช่นนั้นข้าจึงยังมิต้องคว้าชามขึ้นเตรียมให้เขาอีกใบ

 

“โอ๊ย ! ! เจ็บ ! ! ฉูฉู่” เขาแสร้งเซถลาถอยประหนึ่งถูกลูกศรแทงทะลุอก ทว่าเพียงเห็นน้ำแกงที่อยู่ในมือของข้า ละครฉากใหญ่ที่ท่านอ๋องหนุ่มกำลังแสดงกลับปิดฉากลงได้ในบัดดล “นี่ข้าพอจะมีส่วนด้วยใช่หรือไม่ ? กลิ่นมันหอมเตะจมูกชะมัด” เหตุใดเขาจึงทำตัวราวกับสนิทสนมมักคุ้นกับข้าเสียเต็มประดาได้ถึงเพียงนี้ ? เพียงได้ยินข้าก็ให้รู้สึกคลื่นเหียน ไอ้ที่โผล่หน้ามาแต่ละครานี้ ก็เพียงเพื่อจะมาขอร่วมโต๊ะอาหารเท่านั้นหรอกหรือ ?

 

“ข้าจะตักน้ำแกงให้เจ้าก็ได้ หากเจ้าเลิกมาตอแยข้าเสียที” ช่วยเลิกมาก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของข้าสักทีจะได้หรือไม่ ? อีกทั้งข้าก็มิต้องการให้จินมาคอยจับตาดูพฤติกรรมระหว่างข้ากับบุรุษผู้นี้อีก เพียงครั้งเดียวก็เกินจะพอ ! ข้ายังมิอยากถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงมากชู้ !

 

ต้าเหรินนิ่งอึ้ง มิเข้าใจจริง ๆ ว่าสิ่งใดทำให้เขาต้องเสียเวลาไปเนิ่นนานเพื่อค้นหาคำตอบ แววตาของเขาว่างเปล่า ไร้ถ้อยคำเอื้อนเอ่ย กระทั่งแม้เมื่อข้าเดินมาที่โต๊ะอาหาร ตักน้ำแกงขึ้นซด เขาก็ยังคงนิ่งอึ้งอยู่เช่นนั้น

 

เพียงให้ข้ากับเรือนหลังนี้ได้อยู่อย่างสงบสุข มันยากเย็นถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ? หรือนี่ เขากำลังหยั่งน้ำหนักว่าน้ำแกงถ้วยนี้อาจไม่คุ้มค่ากับสิ่งแลกเปลี่ยน ?

 

ผ่านไปกว่าศตวรรษ ที่สุดเขาจึงเดินมาหยุดอยู่ข้างกายข้าพร้อมสองคิ้วที่ขมวดยุ่งจนเป็นปม

 

“ข้ายอมตกลงตามนั้นก็ได้ หากเจ้ารับปากจะให้ข้ากลับมาหาเจ้าได้อีกในสามปีให้หลัง”

 

“เอาซี ! ! อีกสามปีเจ้าค่อยกลับมาใหม่” ข้าเหน็บให้แรง ๆ อย่างน้อย ข้าก็มิต้องเห็นหน้าเขาไปได้อีกหลายปี ! แม้นพวกเราจะเพิ่งพบหน้ากันแค่เพียงสองครา  ทว่าหากต้องพบเจอกันอีกครั้ง ข้าคงต้องเส้นเลือดปูดโปนในสมองเป็นแน่

 

“อา….จริงสิ เจ้ามีนามว่ากระไร ?” ข้าเอ่ยถามขณะวางชามลงตรงหน้าเขา

 

“มิปิดบังเจ้า ท่านแม่ของข้ามอบนามให้ข้าว่าต้าเหริน ทว่าชาวเมืองทั่วแคว้นล้วนเอ่ยขานนามข้าว่า เจ๋อหมิง” เขายกยิ้มเล็กน้อยขณะยกชามขึ้นแนบริมฝีปาก “เจ้าควรรับรู้ถึงวาสนาอันสูงส่งที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดท่านอ๋องแห่งผืนแผ่นดินนี้”

 

แม้จะฟังดูขัดหู ทว่าข้าก็ปล่อยให้มันผ่านเลยไป เมื่อยามนี้ข้าต้องการรื่นรมย์กับมื้ออาหารตรงหน้า “ข้าเป็นผู้มีวาสนาอันสูงส่งอยู่แล้ว” อา… คำเหน็บแนมแสนแสบกระเด็นหลุดออกจากปากของข้าไปอีกแล้ว

 

เมื่อพวกเราเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องบทกวี วรรณกรรม และเชิงยุทธการศึก ข้าจึงเริ่มตระหนักว่า เขานับเป็นผู้มีการศึกษาดีผู้หนึ่งเลยทีเดียว อา….ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับข่าวลือที่ใส่ร้ายเขาให้กลับกลายเป็นพวกสำมะเลเทเมาไปวัน ๆ นับเป็นครั้งแรกที่มื้ออาหารของพวกเราเริ่มมีสีสรรด้วยบทสนทนาที่รื่นไหลสอดแทรกเสียงหยอกเรื่องล้อเล่น เพื่อคลายอารมณ์อย่างสนุกสนาน ครั้งนี้ข้ายอมเลิกตั้งแง่เป็นปฏิปักษ์ต่อเขา เพราะนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะได้ทำความรู้จักกับชายผู้นี้ สามปีให้หลัง เมื่อจินจบการศึกษา ข้ากับจินอาจย้ายไปตั้งหลักแหล่งในเมืองอื่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

 

ครั้นน้ำแกงในหม้อถูกพวกเราจัดการจนไม่เหลือ ทั้งบทสนทนาก็ถูกงัดออกมาจนแทบเกลี้ยง ต้าเหรินจึงตัดสินใจกลับวัง เขาหยุดอยู่ที่ประตูเรือน หันกลับมาหาข้าทำท่าครุ่นคิด

 

“สามปีให้หลัง ข้าจะกลับมาหาเจ้าที่นี่ หรือจะเป็นที่วังหลวงดี ?” เขายิ้มกว้างราวภูตน้อยที่ซุกซน ขณะยกมือขึ้นเสยผมสีทองที่หล่นลงระขวางดวงหน้ากลับขึ้นไป

 

“หรือจะเป็นในฝันเพ้อของเจ้าดี ?” ข้าช่วยเติมคำในช่องว่างก่อนจะยกเท้าขึ้นถีบองค์ชายผู้ยิ่งใหญ่กระเด็นพ้นประตูเรือนไปโดยมิต้องหยุดคิด

 

***จบตอน หัวขโมยหวนคืน***

Novel
Novel
Novel