ฟ้าสางวันรุ่งขึ้นข้าหอบทุกสิ่งที่ตระเตรีมไว้ติดตัวไป เพื่อซุกซ่อนกายอยู่หลังศิลาก้อนใหญ่ในปรภพ ศิลาก้อนนี้ตั้งอยู่บริเวณสะพานอนิจจัง* นับเป็นตำแหน่งดีเยี่ยมเพื่อชื่นชมบารมีสามีในอนาคตของข้า ภูตกลุ่มหนึ่งเข้ามานั่งข้างกายข้า เพื่อรอชมสิ่งที่ข้ากำลังรอคอยด้วยความฉงนสงสัย
*สะพานอนิจจังคือสะพานที่ดวงวิญญาณจะเดินข้ามภพ เพื่อไปเกิดใหม่
เหล่าเทวทูตพากันเอียงคอหันมองข้าด้วยท่าทีฉงนสนเท่ห์ หากทว่าย่อมมิกล้าเอ่ยถาม ด้วยเกรงจะถูกข้าอาละวาดฟาดหางใส่ เพราะก่อนหน้านี้ข้ามักจับพวกเขามาเป็นคู่ซ้อมมือ กระทั่งต้องนอนหงายพังพาบอยู่ใต้ฝ่าเท้าข้าเป็นเนืองนิจ นอกจากหมัดประจันบานอันเลื่องลือกระฉ่อนของข้าแล้ว ข้ายังมีวิชากระบี่ที่เหนือชั้น อา… ช่างน่าอับอายเหลือเกิน ที่จะต้องยอมรับว่าเคล็ดวิชาอันเยี่ยมยุทธทั้งหมดนั้น ข้าล้วนเฝ้าฝึกปรือมาด้วยตนเองทั้งสิ้น เมื่อทั้งท่านพ่อ และองค์ประมุขสวรรค์มิยอมแต่งตั้งอาจารย์ฝึกสอนเคล็ดวิชาให้แก่ข้า อาจกล่าวได้ว่าพวกท่านทั้งสองล้วนกังวลจนเกินเหตุ ทำราวกับข้าจะแทงมั่วซั่ว กระทั่งไสกระบี่แทงตัวเองได้ก็ไม่ปาน……
หากทว่าข้านี่ก็ช่างเป็นตัวก่อกวนวายร้ายจอมป่วนเสียจริง ๆ เพียงราตรีเดียว ข้าก็ลอบย่องเข้าเทียนกง*ไปฉกตำราไหมลับ โอสถสวรรค์ รวมถึงของวิเศษต่าง ๆ ของท่านลุงมาเก็บไว้ในธำมรงค์เวทของข้า
*เทียนกง คือพระราชวังขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้
ข้ายังไม่อยากถูกท่านลุงจับได้ หาไม่แล้วของกลางคงถูกริบกลับคืนไปเสียสิ้น ข้ายังไม่พร้อมจะมอบสมบัติเหล่านี้คืนให้แก่ท่านลุงในยามนี้ สมบัติพวกนี้ย่อมเป็นประโยชน์กับข้าอย่างยิ่งในวันข้างหน้า
ฉับพลัน ผู้ที่ข้ากำลังรอคอยก็มาถึง ข้ารีบแทรกตัวแนบติดกับก้อนศิลายื่นหน้าตาแอบลอบมองออกไป เหล่าเทวทูต และภูตที่ยืนอยู่ด้วยกันต่างก็ทำตัวลีบติดหิน พวกเขาแอบยื่นหน้ายื่นตาออกมาด้วยเช่นกัน หากมีผู้เห็นพวกเราในยามนี้คงดูน่าขันดีพิลึก
จินเล่ยยังคงหล่อเหลา และงามสง่าเฉกเช่นเคย วันคืนที่ล่วงไปถึง 20,000 ปีมิอาจทำให้ตัวตนของเขาแปรเปลี่ยนได้ อายรัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายยังคงไม่ลดเลือน หากทว่ากลับแข็งแกร่งทรงพลังอำนาจยิ่งกว่าที่เคย
เทวทูตตนหนึ่งรีบกุลีกุจอช่วยเช็ดน้ำลายที่ไหลยืดให้ข้าอย่างนุ่มนวล
จินเล่ยกำลังต่อแถวรอรับน้ำแกงเบญรสแห่งความลืมเลือน ข้าได้เพียงหวังใจให้ท่านยายเมิ่ง* ช่วยบรรจงตักน้ำแกงให้มันยืดยาดนานเสียหน่อย ให้ข้าได้ตักตวงช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้ใช้สายตาแทะโลมอยู่กับใบหน้าอันหล่อเหลาของจินเล่ยให้นานกว่านี้อีกสักนิด
*ท่านยายเมิ่งคือ ยายเฒ่าผู้มีหน้าที่ตักน้ำแกงเบญจรสแห่งความลืมเลือนให้ดวงวิญญาณดื่มกิน เพื่อให้ดวงวิญญาณลืมเลือนเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา ก่อนจะลงไปเกิดในโลกมนุษย์
“องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ รอยยิ้มของพระองค์ทำให้พวกกระหม่อมสยดสยองกันไปหมดแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” ภูตตนหนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมกับเนื้อตัวที่สั่นเทา ข้าหันขวับกลับมาจ้องตาขวางใส่ภูตตนนั้นคราหนึ่ง ก่อนจะรีบหันกลับไปชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามเบื้องหน้าอีกครา
ยามเมื่อจินเล่ยยกน้ำแกงขึ้นดื่ม ข้ายังได้เห็นลูกคออันงดงามของเขากระดกขึ้นลง อึก อึก พาให้ข้ากลืนน้ำลายตามไปด้วย เขายกยิ้มอย่างอ่อนโยนให้แก่ท่านยายเมิ่ง โอ… มวลบุปผาพากันเบ่งบานสะพรั่งในใจข้า เสียงเขาเอ่ยกล่าวขอบคุณน้ำใจท่านยายเมิ่งก่อนจะก้าวฝ่าเท้าเดินข้ามสะพาน เข้าสู่สระอาบสุริยัน
ข้าพรวดพราดออกมาจากที่ซ่อนจนพวกเทวทูตกับหมู่ภูตตกใจกระแทกกันล้มก้นจ้ำเบ้า
“เกิดอันใดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง ?” พวกเขารีบทรุดร่างลงคุกเข่าประหนึ่งตนมีความผิด
“ข้าจะไปแล้ว !” เสียงประกาศกร้าวแข็งขัน ยามนี้ข้าให้รู้สึกอิ่มเอมเปรมปรีด์ยิ่งนัก จึงโปรยเหรียญทองให้แก่เทวทูต และภูตทุกตน พวกเขาทั้งหมดต่างสุขใจใบหน้ายามนี้แช่มชื่นแจ่มใสราวดวงตะวัน “ข้าจะไปสักสองปี พวกเจ้าอยู่เล่นกันไปก่อนเถิด คิดเสียว่าสิ่งนี้คือค่าตอบแทนความห่วงใยที่พวกเจ้ามีต่อข้าเถิด” ช่วงเวลาในโลกมนุษย์นั้นต่างออกไป เพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนในแดนสวรรค์ และปรโลกย่อมเทียบได้กับช่วงเวลาหนึ่งปีบนโลกมนุษย์
“องค์หญิง…..” แววตาอันเปี่ยมล้นด้วยความซาบซึ้งภักดี นั่นล่ะคือสิ่งที่ข้าหมายจะได้ชม !
“ข้าต้องไปแล้ว !” ข้าโบกมืออำลา ก่อนจะหันกลับยกหลังมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก
เหล่าเทวฑูต รวมถึงภูตทั้งหลายยังคงคุกเข่าอยู่เช่นนั้น กระทั่งร่างของข้าเลือนหายไปท่ามกลางม่านหมอก
***จบตอน ข้ามสู่สะพานอนิจจัง***
Powered By SK REALTY+