เมื่อข้ากลับถึงวังของท่านพ่อ ผู้ช่วยเฉินก็อยู่ด้วย เขากำลังยืนดูรายนามผู้ตายอยู่ข้างโต๊ะทำงานของท่านพ่อ เฉินเป็นสหายวัยเด็กของข้า ตลอด 65,000 ปีที่ผ่านมานี้ เราผ่านความผูกพันทั้งรัก และชังทุกรูปแบบ แม้เฉินจะชื่นชอบการรังแกข้า หากทว่าข้ากลับตระหนักดีว่าเขาจะเป็นคนแรก (ในบรรดาผู้คนทั้งหลาย) ที่จะออกหน้าปกป้องข้า ยามเมื่อต้องเผชิญภัยอันตราย
“ไยมนุษย์พวกนี้จึงตายเร็วเช่นนี้นัก ?”เขาบ่มพึมพำหลังจ้องกระดาษที่อยู่ในมือ “หากมิได้ฝึกพลังวิชา มนุษย์พวกนี้เห็นจะมีชีวิตอยู่อย่างมากก็แค่เพียง 50 ปี ! ดูเอาเถิด อย่างเจ้านี่โดนลูกหนังเตะอัดตาย !”
“บางทีอาจเสียชีวิต เพราะศีรษะกระแทกหินกระมัง ?” ข้าให้คำชี้แนะ
เฉินทำเสียงงึมงำในลำคอแทนการตอบคำ
ท่านพ่อเงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษในมือ “อ้าว กลับมาแล้วหรือฉูฉู่ ท่านแม่ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ?” ท่านพ่อรู้ว่าข้าเพิ่งกลับมาจากไปเยี่ยมเยียนท่านแม่ที่เทียนกง*
*เทียนกงคือ พระราชวังสวรรค์ที่อยู่ขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้หรือประมุขสวรรค์
“ท่านแม่สบายดีเจ้าค่ะ ทั้งยังตัดพ้อว่าท่านเป็นบุรุษมากรัก” ข้ายิ้มกว้างเจ้าเล่ห์จนเห็นไรฟัน
ท่านพ่อสะดุ้งเฮือก ใบหน้าถอดสีราวซากศพ (เอ่อ… ดูจะมิได้สมฐานะท่านพญายมผู้ยิ่งใหญ่แห่งปรโลกเอาเสียเลย)
“ข้ามิเคยกระทำเช่นนั้น ! ท่านแม่ของเจ้าคือสตรีเพียงผู้เดียวที่อยู่ในใจของข้ามาโดยตลอด”
ท่านพ่อทำหน้าคล้ายจะร่ำไห้ ข้ารีบเข้าไปลูบไหล่ปลอบใจ “ท่านแม่เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เรื่องนี้ท่านพ่อต้องขอบคุณน้ำใจข้าเสียแล้วที่ช่วยล้างมลทินให้ท่านมิต้องเป็นบุรุษมากรักในสายตาของท่านแม่อีกต่อไป อีกไม่นาน ท่านแม่จะกลับวัง ทั้งจะยกเลิกหนังสืออย่าร้าง ครานี้ ท่านพ่อ ! ท่านติดหนี้ข้าแล้วนะ”
ท่านพ่อหันมาจ้องหน้าข้ากระอ้อมกระแอ้มถามด้วยความอยากรู้ “เจ้าปรารถนาสิ่งใดเล่า ?”
รอยยิ้มกว้างขวางของข้าแผ่ขยายออกต้อนรับคำถามน่ายินดีในทันที “ข้ากำลังจะเดินทางไปยังโลกมนุษย์ ทั้งท่านย่อมมิอาจหยุดยั้งข้า”
“กระไรนะ !” ท่านพ่อตะเบ็งเสียงขึ้นมาทันที
“อย่างนั้นล่ะเจ้าค่ะ ท่านพ่ออย่าเข้ามาสอดแทรกเรื่องของข้าในโลกมนุษย์ได้หรือไม่เจ้าคะ ? ข้าอยากจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง”
ท่านพญายมทำหน้าคล้ายของเก่าในท้องกำลังจะขย้อนออกมาได้ทุกเมื่อ “บุตรรักของข้า ไยเจ้าต้องยืนกรานจะไปโลกมนุษย์ให้ได้ด้วย ? สถานที่เช่นนั้นย่อมทำให้ความบริสุทธิ์ของเจ้าต้องแปดเปื้อน ! พวกมนุษย์โหดร้าย สร้างบาปกรรมคราแล้วคราเล่า…… ยิ่งหากพวกมันได้เห็นสาวน้อยผู้เลอโฉมเยี่ยงเจ้า—” ท่านพ่อสีหน้าหม่นหมอง เหม่อลอยคล้ายดวงวิญญาณลอยหลุดออกจากร่าง
กระทั่งข้าต้องเข้าไปช่วยเขย่าตัวแรง ๆ “ท่านพ่อ ! ท่านคิดมากไปแล้ว !”
ท่านพ่อเริ่มสะอื้น “บุตรสาวของข้ากำลังจะจากข้าไปแล้ว”
ข้าเหลือบส่งสายตาไปหาเฉิน เพื่อขอความช่วยเหลือ หากแต่เขากลับทำยักไหล่ดูรายนามผู้ตายต่ออย่างไม่ยี่หระ ประหนึ่งเรื่องนี้หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับเขาไม่ มันน่าเขกกระโหลกหนา ๆ สักที
“ลูกได้รับอนุญาตจากองค์ประมุขสวรรค์แล้ว มิเป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ข้าเพียงอยากลงไปเปิดหูเปิดตาดูว่าโลกมนุษย์เป็นอย่างไรบ้างเท่านั้น นี่ข้าก็ย่างเข้าวัย 7 หมื่นปีแล้ว ทว่ากลับยังมิเคยได้พบประสบสิ่งใดเช่นผู้อื่นเขาเลย ! เคราะห์ของข้าน่าจะถึงคราวอย่างผู้อื่นเขาบ้างแล้วจริงหรือไม่เจ้าคะ ?”
“เหอ ?” ท่านพ่อหันมาจ้องข้าด้วยท่าทีฉงน
“ข้าได้รู้เรื่องของโลกมนุษย์ก็แค่เพียงจากในตำราที่เคยอ่าน และจากปากของพวกดวงวิญญาณที่ล่วงลับผ่านมาเท่านั้น ข้าอยากเห็นโลกมนุษย์ด้วยตาตนเองสักครั้งนี่เจ้าคะ !” และเพื่อจะได้ติดตามจินเล่ยของข้าไปด้วยเช่นกัน ! ทว่าข้ายังมิอยากถูกจับล่ามโซ่ลากไปกักตัวไว้ในห้องใต้ดิน เช่นนั้นมีหรือที่ข้าจะยอมบอกความในใจที่ซุกซ่อนไว้นั้น
ท่านพ่อแหงะหน้ามองข้าพลางทอดถอนใจ แล้วก็หันมาจ้องข้าอีกนาน ก่อนจะถอนหายใจอย่างแรงอีกครา
“เข้าใจแล้วฉูฉู่ เช่นนั้นจงดูแลตนเองให้ดีเถิด” นัยน์ตาของท่านพ่อเปียกชื้นยามจับกุมมือข้า “แล้วเจ้าจะออกเดินทางเมื่อไร ?”
“วันพรุ่งเจ้าค่ะ”
ถ้อยประโยคนั้นประดุจมีดกรีดหัวใจท่านพ่อ ร่างของเขาทรุดลงกับเก้าอี้ราวปลาตาย ทว่าข้าหาได้ใส่ใจไม่ ข้าหันกลับไปต่อบทสนทนากับเฉิน
“เจ้าว่าข้าควรนำสิ่งใดติดตัวลงไปด้วยหรือไม่ ?” ข้าเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขาพลางเอ่ยถาม
“เจ้ามิได้จะลงไปเกิดในวัฏฏะมิใช่หรือ ?” เขาเอนกายนั่งเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์พร้อมส่งสายตามาหาข้า
“ยังมิใช่ในครานี้ ข้ายังเป็นผู้ขาดประสบการณ์ จำต้องพึ่งพิงอาศัยพลังเทพ ข้ามิคิดว่าตนจะอยู่ได้เมื่อต้องสูญสิ้นสายพลัง หากเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นจะเป็นเช่นไรเล่า ?”
“เฮอะ ฟังพิกล ! เจ้าจะลงไปยังโลกมนุษย์ เรื่องเลวร้ายย่อมต้องรั้งรอเจ้าอยู่รอบด้านเป็นธรรมดา”
ข้าแทบจะอยากช่วยยกฝ่าเท้าลูบรอยยิ้มเยาะ ที่ติดอยู่บนดวงหน้านั้น หมัดที่ซ่อนอยู่ด้านหลังแทบจะระเบิดพุ่งออกไปได้แล้ว
“ทว่าร่างของข้าสามารถถึงแก่ความตายได้ เมื่อลงไปสู่โลกมนุษย์….. แล้วหากมีผู้ทำร้ายจิตวิญญาณของข้า…..” เพียงคิดก็ให้ขวัญผวา เพราะหากมีผู้ทำให้ดวงจิตของข้าแตกกระจาย ข้าย่อมจะสูญสลายไปจากโลกนี้ตลอดกาล หากจิตวิญญาณถูกทำลาย แม้นเทพเซียนก็ย่อมมิอาจแก้ไขให้ฟื้นคืนขึ้นมาได้
“เช่นนั้นก็ขอให้เจ้าโชคดีเถิด” เฉินยกไหล่อีกคราก่อนจะยกกระดาษแผ่นนั้นขึ้น “ไม่ต้องนำสิ่งใดติดกายเจ้าไปย่อมเป็นการดี เพราะหากเจ้านำสิ่งใดติดลงไปด้วย เห็นทีพวกมนุษย์คงได้แตกตื่น กระทั่งแค่เพียงปิ่นปักผมบนศีรษะเจ้าก็สามารถซื้ออาณาจักรได้มิต่ำกว่าสองอาณาจักรแล้ว”
หา ! มันมีค่ามากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ?
“เจ้าควรรู้ไว้ด้วยว่า ในโลกมนุษย์นั้นเจ้าสามารถเสกตำลึงเงินไว้ใช้ได้ตามใจปรารถนา อ้อ ! พยายามแต่งกายด้วยอาภรณ์ที่เรียบง่ายอย่างที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้ หากเจ้าหมายใจจะทำตัวกลมกลืนไปกับพวกมนุษย์ชาวบ้าน แม้นว่า……” เขาหันมากวาดตามองอาภรณ์ที่ข้าสวมใส่ “……..แม้นอาภรณ์ทั้งหมดในห้องแต่งกายเจ้าจะสูงราคาจนเกินไปก็ตามที เพราะมันย่อมจะกลายเป็นจุดดึงดูดสายตาผู้คนมากจนเกินควร อ้อ ! เจ้าจำต้องศึกษาเรื่องการเย็บปักถักร้อย การปรุงอาหาร แม้เหล่าเทพเช่นเราจะมิต้องกลืนกินสิ่งใด ทว่าพวกมนุษย์ย่อมมิใช่”
ข้าผงกศีรษะรับคำ ข้าเคยอ่านผ่านตาเรื่องราวเหล่านั้นมาบ้างแล้ว เช่นนั้นย่อมพอเข้าใจว่าตนต้องกระทำสิ่งใดบ้าง แม้นข้าจะแลดูโง่เขลาไปบ้าง ทว่าข้ามีความทรงจำที่ดี ทั้งยังเป็นคนหัวไวเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วหากเป็นเรื่องที่ข้าใส่ใจ ส่วนเรื่องการปรุงอาหาร เย็บปักถักร้อยนั้น ข้าจะไปขอหยิบยืมตำราจากซือมิ่งมาศึกษาอีกครา หลายปีที่ผ่านมานี้ ข้าไปคว้าตำราของซือมิ่งมาอ่านเสียแทบเกลี้ยงตู้ ทั้งเรื่องราวความรักประโลมโลก ทั้งตำราโอสถ ตำราการค้า กระทั่งยุทธศาสตร์การรบ ข้านี่ช่างเป็นคนมีเวลาเหลือเฟือเสียจริง
“เข้าใจแล้ว” ข้าผงกศีรษะรับ “ขอบใจน้ำใจเจ้ามาก เฉิน ! เจ้ายังให้คำชี้แนะแก่ข้าได้ดีกว่าท่านพ่อเสียอีก”
ข้าเหลือบสายตาไปมองผู้ถูกกล่าวอ้างถึง ทว่าคนผู้นั้นกลับยังคงนั่งนิ่งอึ้งค้างคล้ายสมองยังไม่สั่งการ เนื่องเพราะความตื่นตระหนกจากสิ่งที่ตนได้รับฟังเมื่อครู่ก่อน
***จบตอน อำลาท่านพ่อ***
Powered By SK REALTY+