“ท่านพ่อข้าคิดว่าข้ากำลังมีใจรักคนผู้หนึ่งขึ้นมาเสียแล้ว” ข้ากล่าวพลางทอดถอนใจ ขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้น้อยข้างกายบิดาผู้กำลังคร่ำเคร่งอ่านตำราในมือ
เสียงท่านพ่อบ่นงึมงำท่าทางตื่นตกใจมิใช่น้อย “มันผู้ใดกล้ายั่วยวนบุตรสาวข้า ! มิต้องการเห็นสุริยันวันพรุ่งอีกแล้วใช่หรือไม่ ?”
“ท่านพ่อ !” ข้าหัวเราะคิกคัก “ข้าก็ยังคงรักท่านพ่อกับท่านแม่มากที่สุดเช่นเดิมนะเจ้าคะ”
ข้ากระเถิบกายเข้าโอบกอดบิดา ใช้ท่อนแขนทั้งสองของข้าเหนี่ยวรัดรอบลำตัว ท่านพ่อมีท่าทีผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“บุรุษผู้นั้นคือผู้ใดหรือ ?” น้ำเสียงไถ่ถามอย่างจริงจัง “ข้าจะพยายามยั้งใจไม่ลงทัณฑ์คนผู้นั้นให้หนักมือนัก…..” ถ้อยคำภายหลังเบาเสียงกระทั่งแทบต้องเงี่ยหูฟัง
“จินเล่ย”
เพียงสองคำกลับทำให้ผู้รับฟังหน้าถอดสี ร่างแข็งค้างประดุจถูกสาบให้กลายเป็นแท่งศิลา กระทั่งข้ายังต้องช่วยเขย่าให้คืนความรู้สึก
“ประหลาดนักหรือไร ?” ข้าเผลอหลุดรำพึงเสียงดังไปนิด“อ้า ! ท่านพ่อ ท่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิด เขายังมิได้ล่วงรู้การมีอยู่ของข้าเสียด้วยซ้ำ”
ท่านพ่อคล้ายจะคลายใจยิ่งขึ้น “เช่นนั้้นย่อมดี ข้ายังมิอยากถูกคนผู้นั้นหมายหัว” อาการหวาดหวั่นพรั่นพรึงของท่านพ่อปรากฏอย่างเห็นได้ชัด “แม้นข้าสามารถกำราบผู้คนให้สยบลงได้เพียงพริบตา ทว่าหากเป็นเทพสงครามผู้นั้นแล้ว ข้าคงเป็นฝ่ายถูกกำราบเสียมากกว่ากระมัง !”
“ท่านพ่อมิคิดมีใจช่วยส่งเสริมความรักของผู้บุตรกระนั้นหรือเจ้าคะ ?” ข้าชักเริ่มไม่สนุกเสียแล้ว
อีกฝ่ายกระแอมตอบ “เจ้าลองมองบุรุษอื่นผู้ไม่…..น่าหวาดผวาถึงเพียงนั้นดูเถิด ผู้ใดจะล่วงรู้ได้ว่าเบื้องหลังบานประตูห้องเขาจะกระทำเช่นไรกับเจ้า !”
เบื้องหลังประตูห้อง ? จินตภาพในหัวข้าเตลิดเปิดเปิงอย่างมิอาจหยุดยั้ง หลังบานประตูย่อมต้องคือเตียงนอน มีเพียงเราสอง ข้ากับเขา ที่บนเตียง กำลัง……..
“ลูกข้า ! ไยจู่ ๆ เจ้ากลับหลั่งเลือดกำเดาเยี่ยงนี้ ?” ท่านพ่อรีบคว้าผ้าเช็ดหน้าขึ้นกดจมูกให้ข้าด้วยอาการลุกลี้ลุกลน
ข้าได้เพียงหัวร่อเจื่อน ๆ “มิมีสิ่งใด มิมีสิ่งใดเจ้าค่ะ”
ข้ารับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นบิดม้วนอัดใส่รูจมูกไว้ทั้งสองข้าง ผืนผ้าขาวสะอาดค่อย ๆ ถูกย้อมด้วยสีแดงสดทีละน้อย
“ดังที่ข้ากล่าวไปแล้ว จงมีใจหมายปองบุรุษอื่นเถิด เทพสวรรค์ผู้เกรียงไกรน่าเลื่อมใสยังมีอีกมากมาย ด้วยฐานะหลานสาวแห่งประมุขสวรรค์ มิว่าบุรุษใดย่อมหมายปองจะจูงมือเจ้าเข้าร่วมหออย่างแน่นอน”
ข้าผงกศีรษะรับไปเช่นนั้น หากทว่าภายในใจกลับเป็นอื่น
สองปีผ่านไปทุกสิ่งยังคงดำเนินไปเฉกเช่นเดิม ดวงวิญญาณผู้เยือนสู่เมืองปรโลกยังคงเต็มไปด้วยความห่วงหาอาลัย หากแต่ตัวข้าผู้เคยเป็นคนไม่อยู่สุขชอบสร้างความป่วนไปทั่วกลับกลายเป็นคนเหงาเศร้า นั่งหงอยทอดสายตามองท้องนภาอันกว้างไกลอยู่มุมห้อง ยังมีบางคราที่ข้าปลดปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง กระทั่งทำให้ผู้คนหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ ยิ่งเมื่อคืนวันผ่าน กาลล่วงไปใจปรารถนา ความเพ้อฝันของข้ากลับยิ่งแรงกล้า
ครั้นซือมิ่ง นำนิยายรักประโลมโลกมาให้ข้าอ่าน นัยน์ตาทั้งคู่ของข้ากลับยิ่งเปล่งประกายระยิบ นิยายพวกนี้ซือมิ่งแอบฉกชิงมาจากพวกพ่อค้าเมื่อครั้งไปเยือนโลกมนุษย์ ยามนี้กองนิยายแทบจะสุมท่วมวังนางได้แล้วกระมัง นางกล่าวว่านิยายพวกนี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ในการแต่งเรื่องราวลิขิตชะตาให้แก่มวลมนุษย์ มิน่าเล่าข้าจึงเคยได้ยินเรื่องราวของบุรุษผู้มีใจพิศวาสต่อมารดาของตนฉันหนุ่มสาวจากวิญญาณดวงหนึ่ง………
*****
ซือมิ่ง นี่เจ้าคิดทำสิ่งใดกันแน่ !
บางทีข้าควรเข้าวังสวรรค์เพื่อเยี่ยมเยือนท่านแม่ อาจพอมีหวังที่จะได้เจอจินเล่ยก็เป็นได้ หากทว่าความปรารถนาของข้ากลับไม่สมดังประสงค์ ข้าไม่เคยพบเจอเขาอีกเลย กระทั่งอายุขัยของข้าย่างเข้าสู่อาวุโสวัย 7 หมื่นปี
ท่านแม่ของข้าคือน้องสาวคนเล็กของประมุขสวรรค์ และด้วยเหตุนี้ ข้าจึงอยู่ในฐานะของหลานสาวประมุขสวรรค์ เสด็จลุงไม่มีทั้งภรรยา และบุตร เช่นนั้นเสด็จลุงจึงทั้งเอาใจทั้งตามใจข้านับแต่ข้าถือกำเนิด นับเป็นวาสนาที่ข้าแวดล้อมไปด้วยผู้ที่รัก และเอ็นดูอย่างล้นหลาม เมื่อข้ามีผู้คอยหนุนหลังช่วยปกป้อง เช่นนั้นจึงมิมีผู้ใดกล้าล้วงเกินต่อข้า ข้าจึงเป็นผู้มีอำนาจเหนือโลกสวรรค์ หรือกระทั่งในแดนปรโลก และนั่นย่อมเป็นเหตุให้ข้าสามารถกระทำทุกสิ่งได้ตามใจปรารถนา กระนั้นข้าก็มิเคยกระทำสิ่งใดเกินเลย ด้วยที่ข้าชิงชังยิ่งนักคือการถูกตำหนิ และความรู้สึกผิด
“เสด็จลุง !” ข้าร้องเรียกหาท่านลุงทันทีที่ได้พบหน้า
เห็นจะมีข้าเพียงผู้เดียวที่ถวายพระพรเสด็จลุงเช่นนี้ จนเป็นอุปนิสัยนับแต่เยาว์วัย แม้ในคราแรกบรรดาเทพสวรรค์ผู้รับใช้ทั้งหลายจะตื่นตกใจ หากทว่าก็แล้วอย่างไรเล่า เมื่อท่านลุงของข้ายังมิได้ปริปากตำหนิข้าแม้เพียงน้อย มิเท่านั้นท่านลุงมักจะมอบรอยยิ้มที่ทั้งอบอุ่นทั้งอ่อนโยนเอาใจ กระทั่งข้าแทบหลอมละลายลงตรงหน้าเสียด้วยซ้ำ ระหว่างเราลุงหลาน กรอบธรรมเนียมปฏิบัติเรื่องการแสดงความเคารพเบื้องหน้าพระพักตร์องค์ประมุขสวรรค์หาได้มีความหมายใดไม่ ทั้งข้าเองย่อมพอใจที่มิต้องโขกศรีษะคารวะเสด็จลุงถึงสามคราเสียทุกครั้ง
“ฉูฉู่น้อยของข้า” ท่านลุงผู้อารีเปิดอ้อมแขนทั้งสองเชื้อเขิญข้าเข้าสู่อ้อมแขนด้วยท่วงท่าอันสง่างาม นี่หากข้าเป็นสุนัขคงกำลังกระดิกหางดิ๊กดิ๊กอย่างเริงร่า ที่ข้ามีความสุขที่สุดคือการได้โอบกอดผู้ที่ข้ารักเช่นนี้
“ท่านลุง ท่านแม่อยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ ?” ข้าเอ่ยปากไถ่ถาม
“นางอยู่ในอุทยาน ให้ข้าไปเป็นเพื่อนหรือไม่ ?” ท่านลุงถามกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนพร้อมสายตาที่ทอดลงมองมาที่ข้า
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมต้องขอประทานอภัยที่จำต้องทูลแทรกพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้ฝ่าบาทกำลังจะเสด็จไปทอดพระเนตรปล่องภูเขาไฟที่จอมมารก่อขึ้นนะพ่ะย่ะค่ะ….” เสียงเทพผู้ติดตามเอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ
“เรื่องนั้นไว้วันพรุ่งย่อมได้ หลานสาวสุดที่รักของข้าอยู่นี่แล้ว เรื่องอื่นไว้กล่าวกันภายหลังเถิด” ฮ่องเต้สวรรค์หัวเราะร่วนภายใต้ริมฝีปากที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังพัดขนนก
“ย่อมเป็นตามพระประสงค์ของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” เทพผู้ติดตามโค้งศีรษะลง
“ท่านลุง แน่ใจหรือเจ้าคะ ?” ข้ามิต้องการเป็นเหตุให้ท่านลุงต้องละทิ้งภารกิจ หาไม่แล้วข้าคงรู้สึกละอายแก่ใจ
“มิใช่เรื่องสลักสำคัญใดหรอก” ท่านลุงกุมมือข้า ตัวข้าสูงแค่เพียงช่วงไหล่ของท่านลุง ทุกคราที่อยู่กับท่านลุงข้ามักรู้สึกว่าตนเองเป็นแค่เพียงเด็กน้อย ท่านลุงเป็นผู้ใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติ และความน่ายำเกรงอย่างเหลือล้น แม้นจะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานแรมปี ทว่าหากนำตัวข้าไปเปรียบเทียบกับท่านลุงแล้ว ข้านี้เห็นจะเป็นได้แค่เพียงทารกน้อยเสียกระมัง
ท่านแม่กำลังเดินรับแสงตะวันในเขตอุทยาน เทพผู้ดูแลยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลังอย่างเป็นระเบียบ ยามนี้คือฤดูที่ดอกอิงฮวา*เบ่งบาน ทั่วทุกหย่อมหญ้าล้วนเกลื่อนกลาดไปด้วยมวลหมู่บุปผาที่งามสะพรั่ง
*ดอกอิงฮวา คือดอกซากุระ
กลีบน้อย ๆ สีชมพูของดอกอิงฮวาปลิดปลิวร่วงหล่นแต่งแต้มผืนดินให้งดงามวิจิตรสมเป็นแดนสรวงเมืองสวรรค์ ครั้นภาพเบื้องหน้าถูกแต่งแต้มด้วยโฉมสะคราญผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพธิดาผู้งดงามเป็นอันดับหนึ่งบนสวรรค์ชั้นฟ้า ทัศนียภาพที่ปรากฏแก่ทุกสายตาจึงคือความวิจิตรงดงามที่สะกดทุกจิตวิญญาณให้ตื่นตะลึงหลงใหล
หากทว่าเหตุใดสตรีผู้ครอบครองความงดงามถึงเพียงนี้จึงมอบหัวใจรักให้แก่บุรุษเยี่ยงท่านพ่อของข้านั้น ยังคงเป็นสิ่งที่เกินความสามารถของข้าจะคาดเดา……เอ่อ….ขอภัยด้วยเถิดท่านพ่อ
“ฉูฉู่ลูกรัก” นัยน์ตาของนางเปล่งประกายทันทีที่ได้พบเห็นใบหน้าของข้า นางขยับลุกขึ้นจากม้านั่งตัวยาว
“ท่านแม่” ข้าตรงเข้าไปหอมแก้มทั้งสองของนาง ท่านแม่แนบแก้มของนางไล้ไปกับแก้มของข้าราวกับแมวเหมียว ท่านแม่ของข้าผู้นี้มักแสดงความรักหวานซึ้งเช่นนี้กับข้าเสมอ
“ฉูฉู่ของข้ายังคงเป็นเด็กน้อยที่น่ารักที่สุดในโลกเสมอ” นางกระซิบกระซาบ
“ท่านแม่ ข้ามิใช่เด็กน้อยอีกแล้ว…..” แม้นข้าจะเปล่งน้ำเสียงออกไปด้วยอาการขัดเคืองใจ หากทว่าภายในกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นอย่างยิ่ง
“เจ้าเป็นบุตรของข้า เช่นนั้นเจ้าย่อมต้องเป็นเด็กน้อยเสมอ” นางกล่าวยั่วพลางหยิกแก้มน้อย ๆ ทั้งสองของข้า แม้นข้าจะมิอาจเข้าใจวิธีคิดของนาง หากทว่านางมักเป็นเช่นนี้เสมอ ข้าได้เพียงส่ายหน้าดุ๊กดิ๊กตามด้วยความสุขใจ
พวกเรานั่งจิบน้ำชายามบ่ายกันในอุทยาน เทพรับใช้นำเก้าอี้ทองคำสามตัวออกมาจากพระราชวังเพื่อให้เราทั้งสามหย่อนกายลงนั่ง โต๊ะหยกกลมถูกนำออกมาจัดวางไว้ในอุทยานด้วยเช่นกัน
“ข้าได้ยินมาว่าจินเล่ยกำลังจะลงไปผ่านด่านเคราะห์ เพื่อเลื่อนขั้นชั้นเทพ” ท่านแม่ของข้ากล่าวพลางยกชาขึ้นจิบ
หูข้าบานทะโล่ขึ้นอีกสิบเท่าในทันที
“ถูกต้อง” ท่านลุงสำทับ “ด่านเคราะห์ทั้งสามคือสิ่งที่เขาจำต้องข้ามผ่าน วันพรุ่ง จินเล่ยจะเดินทางลงสู่แดนมนุษย์”
ท่านแม่คลี่ยิ้ม “เขาเป็นเด็กที่มากล้นไปด้วยความเก่งกล้าสามารถ”
ความคิดลามกที่พลันผุดขึ้นในหัวทำให้ข้าสำลักน้ำชาในทันที ทั้งท่านลุง และท่านแม่ต่างหันมามองข้าด้วยสายตาห่วงใย หากแต่ข้าเพียงยกมือขึ้นโบกปัดปฏิเสธ
“ข้ามิเป็นไร มิเป็นไร ข้าอยากฟังเรื่องของเทพสงครามผู้นั้น ท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังอีกหน่อยเถิด” ข้าละล่ำละลักกล่าว พลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดปาก
ทว่าน่าเสียดายยิ่งที่หัวข้อสนทนากลับกลายเป็นตรงข้าม ท่านลุง และท่านแม่มิได้เอ่ยกล่าวถึงจินเล่ย ทว่ากลับพากันพร่ำพูดถึงเรื่องธรรมเนียมเผ่าสวรรค์ที่ตัวข้าหาได้สนใจไม่
“ท่านแม่ ท่านน่าจะไปเยี่ยมท่านพ่อบ้างนะเจ้าคะ แม้นพวกท่านจะหย่าขาดจากกันแล้ว หากแต่ท่านพ่อดูจะหงอยเหงานะเจ้าคะ” ข้าบุ้ยปากเงยหน้ามองผู้เป็นมารดา ท่านพ่อกับท่านแม่เกิดความร้าวฉาน กระทั่งแตกหักกันในช่วงที่ข้ามีวัยแค่เพียงสองสามพันปีเท่านั้น แม้นข้ามิอาจล่วงรู้เหตุผลเบื้องลึก ทว่าที่ข้ารับรู้ได้นั้นคือ ท่านทั้งสองยังคงผูกสมัครรักใคร่กันอย่างลึกซึ้งมิจืดจาง……และนั่นจึงยังคงเป็นข้อกังขาที่ค้างคาอยู่ในใจข้า เหตุใดท่านพ่อกับท่านแม่จึงต้องหย่าร้างห่างจากกัน
ท่านแม่ของข้ายกยิ้มบนดวงหน้าที่เศร้าสร้อย “เจ้าควรกลับไปถามเขาว่าฟีโอน่าเป็นเช่นไรบ้างเห็นจะสมควรกว่า”
“ฟีโอน่า ?” ข้าปริปากอุทานด้วยนึกฉงน
“ถูกต้อง สตรีอีกนางในชีวิตบิดาของเจ้า เขาถึงกับจงใจปั้นเรื่องโกหกข้าเรื่องผู้หญิงคนนั้น !”
อายสังหารแผ่ซ่านออกรอบกายนาง ทั้งใบไม้แลกลีบบุปผาที่เกลื่อนกลาดทั่วแผ่นพื้นล้วนแห้งเหี่ยวโรยราในทันที
“เอ่อ ท่านแม่ใจเย็นหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” ข้ายกมือขึ้นเกาะกุมมือของท่านแม่ ฟีโอน่า นามนี้คุ้นหูยิ่งนัก ทว่าข้านึกเท่าไรก็นึกไม่ออก
พลันเสียงร้อง ‘เหมียว’ สายหนึ่งดังก้องกังวานขึ้นในวังของท่านแม่ เจ้าของเสียงนั้นคือพยัคฆ์ขาวตัวใหญ่ซึ่งเป็นสัตว์เวทของท่านแม่
“เชียน มานี่” ท่านแม่กระดิกนิ้วเรียกเจ้าสัตว์เวทตัวโต พยัคฆ์ขาวตัวนั้นก็เกยคางของมันขึ้นมาบนตักท่านแม่ของข้า นางลูบหัวมันด้วยท่าทางรักใคร่เอ็นดู
“นี่คือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ท่านพ่อของเจ้ามอบให้ข้า มิคิดเลยว่าเขาจะซุกซ่อนสัตว์เวทแสนวิเศษเช่นนี้ไว้ !”
“ท่านแม่….” ในหัวข้าพลันฉุกนึกขึ้นได้ในทันที “เจ้าพยัคฆ์ตนนี้ล่ะที่ชื่อ ฟีโอน่า…..”
องค์ประมุขสวรรค์เกือบสำลักน้ำชาที่กระดกเข้าสู่ปาก
***จบตอน ดวงใจรักของข้า***
Powered By SK REALTY+