บทนำ

ครั้งแรกที่ข้าได้พบจิน เทพเจ้าแห่งสงคราม ข้ายังเป็นเพียงเทพเซียนวัย 50,000 ปี ผู้มิได้ประสากับเรื่องใดในดินแดนนี้มากนัก ข้าคือบุตรสาวเพียงผู้เดียวของพญายมผู้ปกครองปรโลก ท่านพ่อทั้งเอาใจทั้งคอยตามใจ จนข้าแทบจะเสียคนไปแล้ว

 

ท่านพ่อมักปล่อยให้ข้าเล่นกับพวกดวงวิญญาณที่มาเยือนในปรภพ  กระทั่งข้ากลายเป็นแม่หนูน้อยจอมเผด็จการที่เหล่าดวงวิญญาณ และภูตผีผู้มีหน้าที่ทำงานรับใช้อยู่ในยมโลกดินแดนอันห่างไกล ต่างพากันครั่นคร้ามหวั่นผวา หากทว่ากลับคงความเคารพนับถืออย่างสุดซึ้ง ปรโลก…ดินแดนที่ผู้ตายต้องหวนกลับคืน เพื่อพาตนเองกลับไปเกิดในโลกมนุษย์อีกครา  ด้วยความอยากรู้อยากเห็นข้าจึงสนทนากับดวงวิญญาณที่เรียงแถวรอกินน้ำแกงเบญรสลืมเลือนของท่านยายเมิ่ง ดวงวิญญาณเหล่านั้นเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแดนมนุษย์ให้ข้าฟัง กระทั่งข้าแทบจะติดนิสัยแม่ค้าปากตลาดช่างซุบซิบซอกแซกไปทั่วนับแต่ครั้งยังเยาว์วัย

 

เป็นในครานั้น ครั้งที่ข้าไปเยี่ยมซือมิ่ง เทพชะตาแห่งแดนสวรรค์ ผู้เป็นสหายคนสนิทของข้า ข้าได้เผอิญพบเจอใบหน้าอันหล่อเหลาที่แทบจะสะกดลมหายใจของข้าให้สิ้นสุดลงตรงหน้า

 

ตลอดทั่วเรือนกายของเขาปลดปล่อยอายบารมีแห่งเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง ท่วงท่าอันงามสง่า ยามเมื่อเขาเหยียบย่างเคลื่อนกาย แทบทำให้ข้าอยากลงไปนอนแผ่หรารับบาทาสวรรค์คู่นั้นให้ประทับตราตรึงอยู่บนร่างของข้า อา…..ข้าตกหลุมรักเทพบุตรผู้นี้เข้าเสียแล้ว ข้ารีบเลี่ยงหลบไปซ่อนตัวอยู่หลังต้นบ๊วยที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งด้วยหวังจะได้ชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามเบื้องหน้าอย่างไร้จุดด่างพร้อย สายตาของข้ากวาดมองดวงหน้านั้นอย่างละเอียดลออ ประทับรายละเอียดน้อยใหญ่ไว้ในห้วงแห่งความทรงจำ ก็ข้าได้พบเห็นบุรุษเช่นนี้ทุกวันเสียเมื่อไร ! วันคืนส่วนใหญ่ของข้าล้วนหมดสิ้นไปกับดินแดนใต้พิภพ สถานที่ซึ่งแออัดไปด้วยเหล่าดวงวิญญาณที่มืดมนดังโคลนเลนที่หม่นมัว เช่นนั้น หากท่านจะมากล่าวโทษข้าในเรื่องนี้ก็ย่อมมิควร

 

ทันที่ที่เงาร่างอันหล่อเหลาของเทพบุตรผู้นั้นเลือนหายไป ข้าก็รีบยกมือขึ้นปาดน้ำลายที่ไหลยืดข้างมุมปาก ข้าเดินปัดป่ายไปอีกไม่กี่ลี้ก็พบวังหลังน้อยของซือมิ่ง บานประตูหน้าถูกข้าผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี

 

ยามนี้ซือมิ่ง กำลังง่วนอยู่กับการลงมือขีดเขียนแผ่นกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่า แว่นตาน้อย ๆ เกาะติ่งติดอยู่ที่ปลายจมูก เรือนผมที่ถูกรวบขึ้นยุ่งเหยิงเป็นกระจุกบนศีรษะ ยามนี้โผล่ชี้โด่ชี้เด่ออกมาแสดงตัวกันหราเหนือใบหน้าที่ซูบผอมอิดโรย

 

“ข้าเข้ามาแล้ว—-” จำต้องรายงานตัวเสียหน่อย

 

“รู้แล้ว รู้แล้ว” น้ำเสียงผู้รับฟังติดจะรำคาญสักเล็กน้อย “รู้จักอยู่เงียบ ๆ กับเขาบ้างเป็นหรือไม่ ? ให้ข้าใช้ความคิดเสียหน่อย น่าจะสัก…..2ชั่วยามครึ่ง* เจ้าหนุ่มแดนมนุษย์ผู้นี้ดันมาเปลี่ยนชะตาที่ข้าสู้อุตส่าห์บรรจงเขียนไว้ให้ ! ไอ้เจ้าบ้านี่ เป็นเช่นเดิมมันก็ดีอยู่แล้ว……”

*1 ชั่วยามคือ 2 ชั่วโมง 2 ชั่วยามครึ่งคือ 5 ชั่วโมง

 

ขณะปากยังบ่นพึมพำราวยายแก่ ปลายพู่กันของนางก็ตวัดลากไปบนแผ่นกระดาษอย่างคล่องแคล่วว่องไวประดุจสายฟ้า

 

“นี่ เจ้ารู้จักบุรุษผมเรือนยาวดำขลับผู้หนึ่งหรือไม่ ?” ข้าเริ่มขยับปากถามด้วยแววตาที่ส่ออาการเพ้อฝัน เมื่อในหัวมีเพียงภาพเทพบุตรผู้เพิ่งได้ประสบพบเจอกันเมื่อครู่

 

“บิดาเจ้าไง”

 

โลหิตแทบพุ่งออกจากปากข้า

 

“ขอขยายความอีกสักหน่อย เทพบุตรผู้นั้นคิ้วคมเข้มงดงาม ดวงตานั้นเล่าก็งดงาม ทั้งริมฝีปากก็ยังงดงาม…….” อ้า …ริมฝีปากของเขา ! จินตนาการของข้าเริ่มจะเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่ แผ่นกระดาษใดอยู่ใกล้มือข้าก็รีบคว้าขึ้นพัดโบกใส่หน้าเป็นระวิง

 

“อ้าว อ้าว ! อย่าเที่ยวคว้าโน่นนี่ไปทั่วเช่นนั้นสิ ! นั่นมันกระดาษชำระก้นของข้า”

 

สิ่งที่อยู่ในมือข้าถูกเขวี้ยงออกไปอย่างมิต้องหยุดคิด

 

“กระดาษชำระของเจ้านี่ทั้งแพงทั้งน่ากลัวเสียเหลือเกิน…..” ข้าอ้อมแอ้มเอ่ยกล่าว

 

“เอ้า ! ไหนเล่าต่อไปสิ พ่อเทพบุตรผู้นั้นเป็นเช่นไร”

 

“เขาเหน็บกระบี่เปี่ยมอาคมที่มีด้ามรูปร่างคล้ายมังกรขดตัวไว้ที่เอว รัศมีที่แผ่ซ่านออกจากกายศักดิ์สิทธิ์สง่างามประดุจเทพเจ้า เขาจักต้องมิใช่เทพบุตรดังเช่นทั่วไปอย่างแน่นอน”

 

“นั่นเพราะคนผู้นั้นคือ จินเล่ย เทพสงครามอย่างไรเล่า !”

 

“กระไรนะ ?”

 

“เขาคือเทพเจ้าแห่งสงคราม !” พู่กันในมือซือมิ่ง หยุดค้างอยู่กลางอากาศ นางจับจ้องมายังข้าพร้อมอาการยิ้มเย้ย

 

ขณะที่ยามนี้ข้ากำลังอ้าปากค้างตาโต เทพแห่งสงคราม ! เทพบุตรผู้นี้ล่ะหรือคือเทพผู้มีกิตติศัพท์เลื่องลือระบือไกล บุรุษผู้นำทัพสวรรค์เพียง 1,000 เข้าปราบกำลังทัพมารจนพินาศย่อยยับ เมื่อครั้งพวกมารหยิ่งผยองยกกองทัพนับหมื่นหมายรุกรานแดนสวรรค์ หากทว่ากลับต้องปราชัยให้แก่ทัพสวรรค์เพียงหนึ่งพันของจินเล่ย เทพสงคราม !

 

นัยน์ตาทั้งคู่ของข้าเปล่งประกายระยิบระยับดั่งหมู่ดวงดารา

 

“นี่นี่ ! มิต้องมาทำหน้าโง่ไปหน่อยเลย เจ้าทำให้ข้าขนลุกขนพองไปหมดแล้ว” ซือมิ่ง กลอกตาไปมาก่อนจะเริ่มลงมือขีดเขียนผลงานชิ้นเอกต่อไป

 

“รู้แล้ว เป็นเช่นนี้เอง” ข้าบ่นพึมพำ “เทพแห่งสงคราม หึ หึ น่าสนใจยิ่ง ข้าจะทำให้เขายอมรับในตัวข้าให้ได้ ! เขาอาจช่ำชองกลยุทธ์ศึกรบ ทว่าจะช่ำชองกลยุทธ์ศึกรักด้วยกระนั้นหรือ !”

 

“…..”

Novel
Novel
Novel