ตอนที่ 2 รูปลักษณ์ใหม่ ๆ

โชคดี…ที่เธอได้ยินคำพูดของบิดาเจ้าของร่างกล่าวถึงเรื่องการถอนหมั้น ประกอบกับร่องรอยบนลำคอของเธอ เธอก็สรุปได้ว่าเจ้าของร่างเดิมน่าที่จะฆ่าตัวตายเพราะความรัก

 

เฮ้อ !  เด็กสาวที่น่าสงสาร ! คุ้มค่าแล้วหรือที่ถึงกับสละชีวิตตนเพื่อคนที่ไม่รักเรา ? เม่ยซีถอนใจให้กับเรื่องนี้

 

การเป็นมือสังหารชั้นยอด ทำให้เธอไม่เชื่อว่ารักแท้มีอยู่ในโลก บุรุษมีไว้เพียงเพื่อสร้างความบันเทิง หลังจากอิ่มเอมแล้วก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใด ๆ !

 

ฝ่ายจือหยุนก็พยักหน้าก่อนที่จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของเฟิ่งจื่อเหยาทั้งเรื่องใหญ่ไปกระทั่งถึงรายละเอียดยิบย่อยของนาง

 

เฟิ่งจื่อเหยาเป็นบุตรสาวคนโตที่เกิดจากเมียเอกของอัครมหาเสนาบดี เป็นที่เลื่องลือว่า นางเป็นสาวงามอันดับหนึ่ง ข้อมูลนี้ทำให้เม่ยซีรู้สึกพอใจมาก เธอคิดว่าในโลกก่อน เธอก็จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในสี่สาวงามขององค์กร ดังนั้นมาตรฐานความงามของเธอจึงค่อนข้างจะสูงมาก ! เมื่อตอนนี้เธอกลายมาเป็นสาวสวยที่งดงามเป็นอันดับหนึ่ง จึงนับได้ว่าไม่เลวร้ายนัก

 

อะไรกัน ? เพราะนางไม่ซื่อสัตย์ อ๋องฉีจึงต้องการถอนหมั้นนางเช่นนั้นรึ ?

 

คนเฮงซวย…ถอนหมั้น ! ถอนหมั้น ! เม่ยซีไม่ชอบขี้หน้าเขาเลย ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้ากันนี่แหละ !

 

“คุณหนูใหญ่ ? ท่านไม่รู้สึกโกรธเลยกระนั้นหรือ ? ” จือหยุนกล่าวถึงเรื่องอ๋องฉีถอนหมั้นอย่างระมัดระวังถ้อยคำ ครั้นเห็นนายหญิงของนางเล่นผมที่ยาวระเอวของตนอยู่ นางก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

“ไม่…ข้าไม่โกรธ ข้าตายไปครั้งหนึ่งแล้ว เหตุเพราะโกรธเขานี่แหละ ? หึหึ ! เขาไม่มีค่าถึงเพียงนั้น ! ” เม่ยซีลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ค่อย ๆ กระโดดออกจากโลงศพ พร้อมกับยิ้มน้อย ๆ

 

“คุณหนูใหญ่ ท่านจะไปที่ใด ?  สวรรค์… คุณหนูยังไม่ได้ล้างหน้าล้างตาเลย” จือหยุนรีบกล่าว

 

“ข้าจะไปพบท่านพ่อเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องยกเลิกการหมั้นหมาย !” เม่ยซีหันหลังกลับไปกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ใบหน้าของเธอเผยรอยยิ้มแบบสาวมาดมั่น

 

“แต่…คุณหนูท่านยังไม่ได้ล้างหน้าล้างตาเลย !” จือหยุนรีบวิ่งไล่ตาม

 

“เอาล่ะ…เช่นนั้น…ไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าสวย ๆ ก่อนจากนั้นค่อยไปพบท่านพ่อ !” เม่ยซีเห็นด้วยกับจือหยุน เธอเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ที่เจิดจ้าบนท้องฟ้า พลางคิดในใจว่า เฟิ่งจื่อเหยานับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าเป็นเจ้า ทุกคนที่เจ้าห่วงใย ข้าจะปกป้องพวกเขาในนามของเจ้า ผู้ใดก็ตามที่ทำร้ายเจ้า ข้าจะแก้แค้นแทนเจ้า !

 

หลังจากล้างหน้าล้างตา และเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีม่วงแล้ว เฟิ่งจื่อเหยา (ผู้แต่ง : เพื่อความสะดวกจากนี้ไปจะใช้ชื่อ เฟิ่งจื่อเหยา) พินิจรูปลักษณ์ใหม่ของตนเองบนคันฉ่องทองแดงรูปใบบัว เพื่อพิจารณาว่าร่างที่นางเข้าครอบครองนั้นงดงามเพียงใด ? หลังจากเห็นแล้ว นางก็ถึงกับตะลึง ลุ่มหลงไปกับรูปโฉมใหม่ของตนเอง เห็นได้ชัดว่านางงามชนิดที่เรียกว่างามล่มบ้านล่มเมืองเลยทีเดียว !

 

นิ้วมือยาวเรียว  ผิวขาวนวลราวกับดอกลิลลี่ขาว ลำคองามระหง ฟันขาวเรียงสวยเป็นระเบียบราวไข่มุก  คิ้วโก่งราวคันศร บนแก้มประดับด้วยรอยบุ๋มของลักยิ้ม ทุกอย่างที่ประกอบกันล้วนดึงดูดสายตาน่าเชยชม

 

นางชอบนัยน์ตาที่ส่องประกายระยิบระยับ  สดใส และแวววาวราวกับดวงดาว ยามแย้มยิ้ม นัยน์ตาของนางจะยิบหยีราวพระจันทร์เสี้ยว เผยกลิ่นอายที่ดูเลอค่าสูงส่งออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้คนต่างอัศจรรย์ใจในความสง่างาม และสดใสของนาง ต่อให้มองอีกเป็นร้อย ๆ ครั้ง นางก็สามารถมองได้โดยไม่มีเบื่อเลย !

 

นางได้มาอยู่ในร่างของสาวงามที่สวยเป็นอันหนึ่งในอดีต ! นางจะใช้ความงดงามนี้งาบผู้ชายหล่อ ๆ โดยไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ อีก ! ฮ่าฮ่า ! ร่างนี้ถือเป็นต้นทุนที่ดีสำหรับนางเลยทีเดียว ! 

 

เมื่อจือหยุนเห็นรอยยิ้มที่แจ่มใสของเฟิ่งจื่อเหยา นางก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมอง พร้อมกับคิดในใจว่า คุณหนูใหญ่น่ารักมาก ๆ  ! อ๋องฉีช่างโง่เขลาจริง ๆ  คุณหนูใหญ่งดงามออกปานนี้  แต่เขากลับต้องการถอนหมั้น หากเขาไม่ใช่คนโง่เง่าแล้ว ยังจะเรียกว่าอะไรได้ ?

 

“คุณหนูใหญ่ ท่านงามจริง ๆ !” จือหยุนกล่าวด้วยน้ำเสียงอู้อี้หลังจากหัวเราะคิกคัก

 

“จือหยุน อ๋องฉีมา นายท่านให้ข้ามาเรียนเชิญคุณหนูใหญ่ไปพบอ๋องฉีที่ห้องโถง ” เสียงของพ่อบ้านดังมาจากนอกประตู

 

“เอาล่ะ…ข้าได้ยินแล้ว” จือหยุนหันมองเฟิ่งจื่อเหยาอย่างเป็นกังวล  “คุณหนูใหญ่ ท่านจะออกไปพบเขาหรือไม่ ?

 

“เจ้าบอกพ่อบ้านเถิดว่า  เดี๋ยวข้าตามไป !” ชายผู้นี้ช่างไร้ยางอายจริง ๆ ! กล้ามาบ้านของหญิงสาวที่เขาถอนหมั้นไปแล้ว เฟิ่งจื่อเหยาขยับริมฝีปากแดง ๆ ของนางเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้น พร้อมกับปิดตาลงโดยที่เปลือกตาของนางยังคงสั่นไหว

 

จือหยุนเดินไปที่ประตู แง้มประตูออกเล็กน้อย เพื่อบอกกับพ่อบ้าน “พ่อบ้าน รบกวนรีบกลับไปเรียนนายท่านเถอะว่า ! สักครู่คุณหนูใหญ่จะตามไป”

 

“คุณหนูใหญ่  บ่าวจะถ่ายทอดข้อความของท่านให้นายท่านรับทราบ บ่าวขอตัว” พ่อบ้านตระกูลเฟิ่งก้มหัวคำนับ

 

หลังจากนั้น จือหยุนก็เห็นเฟิ่งจื่อเหยานั่งนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องเงาทองแดง  นางค่อย ๆ วาดคิ้ว และแต้มปาก  นั่นทำให้จือหยุนต้องเอ่ยถามด้วยความคลางแคลงใจ

 

“คุณหนูใหญ่ ไม่ออกไปพบอ๋องฉีแล้วหรือเจ้าคะ ? “

 

“ปล่อยให้เขารอไปก่อน !”  เฟิ่งจื่อเหยาบรรจงแต่งหน้าของนางอย่างแช่มช้า

 

เสียงของเฟิ่งจื่อเหยาเบาลง ดูเหมือนนางจะได้ยินเสียงมือสังหารอยู่ภายนอก รวมถึงเสียง ‘โคร้งเคร้ง’ เป็นเสียงดังกระทบกันของอาวุธ

 

“คุณหนูใหญ่ทำอย่างไรดี ? มีมือสังหารเข้ามาในจวนของเรา” จือหยุนหน้าถอดสีเมื่อได้ยินคำว่า ‘มือสังหาร’ อยู่ข้างนอก คนขี้ขลาดอย่างนางหวาดกลัวจนบอกไม่ถูก

 

“ไม่ต้องทำอะไร…ไป…เราออกไปดูกัน !” เฟิ่งจื่อเหยาหาวหวอดอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะเอ่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้มสบาย ๆ

 

“คุณหนูใหญ่…ข้างนอกนั่นมีมือสังหารอยู่นะ” จือหยุนคิดในใจ คุณหนูไม่กลัวตาย แต่ข้ากลัว เช่นนั้นนางจึงได้แต่ส่ายหน้า

 

ทันใดนั้นเอง ประตูก็ถูกถีบจนเปิดออกชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำยืนจังก้า ในมือของเขาถือดาบยาว เขาพุ่งตัวมาอยู่ด้านหลังของเฟิ่งจื่อเหยา มือข้างซ้ายของเขาตวัดดาบที่เต็มไปด้วยเลือดจ่อไปที่ลำคอระหงของนาง

 

“หากยังอยากมีชีวิต ก็อย่าส่งเสียงดัง หาไม่แล้ว ตาย !”  แขนอีกข้างหนึ่งของเขาชุ่มด้วยโลหิตสีแดง เห็นเช่นนั้น จือหยุนก็เข่าอ่อน เป็นลมทันที

 

เฟิ่งจื่อเหยาฟังคำพูดข่มขู่ด้วยท่าทีสงบราวกับน้ำเย็น นางยิ้ม ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า “นั่นก็ขึ้นอยู่กับเจ้า ว่าจะมีความสามารถเพียงใด ?”

 

***จบตอน รูปลักษณ์ใหม่ ๆ***

Novel
Novel
Novel