บทนำ

สายฝนโปรยปรายจากท้องฟ้า เฟิ่งจื่อเหยาปรากฏตัวพร้อมเส้นผมที่เปียกชื้น  ผิวของนางมันวาว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวของนางนั้นซีดเผือด เครื่องสำอางที่ใช้ประทินผิวในตอนเช้าหลุดออกหมดแล้ว ใบหน้าแท้จริงของนางแลดูบริสุทธิ์ และสง่างาม แผงขนตายาวหนาบนเปลือกตา ชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาใสราวไข่มุก เวลานี้สภาพของนางไม่ต่างจากดอกบัวช้ำ ๆ ที่แปดเปื้อนไปด้วยโคลนตม เพียงสัมผัสแรง ๆ ก็อาจสลายได้ในพริบตา

 

จือหยุนมองนายหญิงแสนงดงามของนาง ที่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์หมองเศร้า ทั้งยังคงส่งผ่านความโศกสลดใจมาสู่นางเป็นระยะ ๆ กระทั่งนางแทบทนดูต่อไปไม่ได้

 

ครู่ต่อมา นางก็นึกถึงคำสั่งของนายท่านขึ้นมาได้ นางรีบเอ่ยปากปลอบประโลมสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า “คุณหนูใหญ่…คุณหนูใหญ่ ไยจึงออกไปตากฝน ดูสิหนาวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว หากคุณหนูไม่สบายไปจะทำเช่นไร ?” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยอาทร

 

“จือหยุน …ข้ารักเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ เหตุใดเขาถึงไม่เชื่อใจข้า ? เหตุใดเขาถึงยกเลิกการแต่งงาน ? เป็นเพราะเหตุใด ?”   เฟิ่งจื่อเหยากล่าวเบา ๆ พร้อมกับร้องไห้ น้ำตาของนางไหลรวมกับหยาดฝน จนยากจะแยกแยะได้ว่าใบหน้าที่เปียกชื้นของนางเกิดจากหยดน้ำตา หรือเกิดจากหยาดฝนกันแน่

 

“คุณหนูใหญ่…โบราณกล่าวไว้…แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา เหตุใดท่านถึงได้งมงายอยู่แต่กับอ๋องฉี บุรุษมิได้มีคนเดียวในโลก !” ขณะที่จือหยุนเอ่ยคำว่า “อ๋องฉี” นางก็กัดฟัน หากเขาไม่ใจดำยกเลิกการแต่งงาน คุณหนูใหญ่ก็คงจะไม่ออกไปข้างนอกแต่เช้ามืด กระทั่งเนื้อตัวเปียกโชกกลับมาเช่นนี้

 

“จือหยุน ข้าไม่อาจทำเช่นนั้นได้…” ในขณะที่มองฝ่าสายฝนซึ่งตกหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ เฟิ่งจื่อเหยาพลันตะโกนลั่น “ข้ารักเขาจริง ๆ !  รักเขาตั้งแต่แรกพบหน้า ข้าตกหลุมรักเขาจนไม่อาจถอนตัว ! ทั้งที่…ในเวลานั้นข้ามีอายุเพียง 12 ปี ! “

 

“คุณหนูใหญ่ อย่าทำเช่นนี้  มาเถอะ…พวกเรากลับไปที่ห้องก่อน ! สุขภาพของท่านอ่อนแอมาก ท่านไม่ควรปล่อยให้ตนเองเปียกฝนนาน ๆ ” ด้วยเหตุที่จือหยุน และเฟิ่งจื่อเหยาเติบโตมาพร้อมกัน พวกนางจึงเปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวมากกว่าคุณหนูกับสาวใช้

 

นัยน์ตาของเฟิ่งจื่อเหยาเป็นประกาย เมื่อหวนระลึกถึงภาพต่าง ๆ ครั้งที่นางเคยพูดคุยพบปะกับอ๋องฉี นางพยายามที่จะลืม แต่ทว่า นางไม่สามารถที่จะควบคุมใจของตนได้ ภาพเงาต่าง ๆ เหล่านั้นทะยอยไหลทะลักออกมาจากหัวใจของนาง

 

ทันใดนั้น ก็เกิดเสียงฟ้าร้องคำรามดังลั่น สายฟ้าฟาดกระหน่ำครั้งแล้วครั้งเล่า ท้องฟ้ายิ่งมืดครึ้ม เสียงฟ้าร้องฟ้าลั่นดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน แสงสว่างแลบแปลบปลาบ สายลมพัดแรงขึ้นทุกขณะ กระทั่งกิ่งไม้หัก ฉับพลันสายฝนก็รุนแรงขึ้น เพียงระยะเวลาไม่นาน  พายุฝนก็โหมกระหน่ำลงมาอย่างหนัก จนท้องฟ้าดูคล้ายกับน้ำตกที่มีน้ำไหลหลาก

 

ลมกระโชกแรงพัดโหมกระหน่ำ ทำให้น้ำตกฝนถูกพัดกระจัดกระจายออกราวหมอก ควัน หรือฝุ่นน้ำ…

 

“ถอนหมั้น ? ฮ่า  ๆ  ๆ  ๆ …” เฟิ่งจื่อเหยาเงยหน้าเผชิญกับพายุฝนที่รุนแรง นางร้องไห้เสียงดัง สลับกับหัวเราะ หัวเราะอย่างบ้าคลั่งแล้วก็กลับมาร้องไห้สลับกันไป  คำพูดของนางฟังดูเหมือนคนวิกลจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางเริ่มกระหน่ำทุบตีตนเอง

 

“คุณหนูใหญ่…อย่าทำร้ายตัวเอง !” จือหยุนร้องไห้ นางเงยหน้าเพื่อภาวนาต่อสวรรค์ พร้อมกับคว้ากอดตัวเฟิ่งจื่อเหยาไว้

 

“ไปรายงานเรื่องนี้แก่นายท่านเร็ว ๆ เข้า” สาวใช้อีกคนที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งออกไป

 

ในไม่ช้า เฟิ่งหวูไฉ่ เจ้าบ้านตระกูลเฟิ่งก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน

 

“เหยาเอ๋อ…อย่าตีอกชกหัวตัวเองเช่นนั้น  จือหยุน ฝนตกหนักขนาดนี้ยังไม่รีบพาคุณหนูใหญ่เข้าในบ้านอีก !” เฟิ่งหวูไฉ่ตะโกนเสียงดังใส่จือหยุน ในฐานะบิดาของเฟิ่งจื่อเหยา เมื่อเขาเห็นบุตรสาวคนโตวิ่งออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า เพราะการกระทำของอ๋องฉี  เขาก็อดไม่ได้ที่จะตวาด และเกรี้ยวกราดใส่สาวใช้อย่างจือหยุนเพื่อระบายอารมณ์

 

“เจ้าค่ะ…เจ้าค่ะ…นายท่าน !” จือหยุนมองนายท่านของนางที่กำลังโกรธเกรี้ยว นางรีบรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีพยุงตัวเฟิ่งจื่อเหยาเข้าไปในห้อง

 

“ท่านพ่อ… ลูกไม่ได้เป็นอะไร  หลังจากได้ระบายออกไปบ้างแล้ว ลูกก็รู้สึกดีขึ้นมาก” เฟิ่งจื่อเหยากล่าว หลังจากที่ถูกบังคับให้ผลัดเปลี่ยนชุดใหม่  นางรู้ว่าตอนนี้บิดาของนางขุ่นเคืองใจเพียงไร นางจึงพูดเพื่อคลายความกังวลใจของเขา หากแต่ในความเป็นจริง หัวใจของนางยังคงรู้สึกเจ็บปวดอย่างท่วมท้น ซึ่งมีเพียงนางเท่านั้นที่ยังรับรู้ความทรมานนั้นได้เป็นอย่างดี

 

“เหยาเอ๋อ … อ๋องฉีนั่นกล้าดียังไงถึงได้ถอนหมั้นเจ้า  ในฐานะบิดาของเจ้า…ข้าจะทำให้เขาย่ำอยู่แค่ตำแหน่งอ๋องฉีเช่นนี้ไปชั่วชีวิต” เมื่อเฟิ่งหวูไฉ่นึกถึงภาพตอนที่บุตรสาวของตนโศกเศร้า  เขาก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจมาก  บุตรสาวคนนี้เป็นลูกที่เขารักมากที่สุดในบรรดาบุตรสาวทั้งหมด  ผู้ใดก็ตามที่ทำให้เหยาเอ๋อรู้สึกเจ็บปวดก็เหมือนทำให้บิดาอย่างเขารู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วย !

 

“ท่านพ่อ…ลูกรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว  ท่านควรกลับไปจัดการงานของท่านเถอะ” เฟิ่งจื่อเหยากล่าวเบา ๆ นางรู้ว่าบิดาของนางมีเรื่องงานให้จัดการจนยุ่งวุ่นวายตลอดทั้งวัน นอกจากนี้นางยังหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาให้จือหยุนอีกด้วย

 

“เหยาเอ๋อ…เจ้าไม่ต้องคิดมาก เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า ท่านปู่ของเจ้าที่สิ้นไปได้มอบป้ายอาญาสิทธิ์ที่ได้รับพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้ให้แก่พ่อ” เฟิ่งหวูไฉ่ยกมือขึ้นลูบศีรษะเฟิ่งจื่อเหยาเบา  ๆ เพื่อปลอบใจนาง

 

“ท่านพ่อ…ไม่จำเป็นต้องใช้ป้ายอาญาสิทธิ์” เฟิ่งจื่อเหยาตกใจ นางนิ่งอึ้งเล็กน้อย นัยน์ตาของนางหม่นลง จากนั้นนางก็ยิ้ม รอยยิ้มของนางแสดงออกถึงความเข้มแข็ง

 

“เหยาเอ๋อ…เช่นนั้นเจ้าก็ควรไปพักผ่อนได้แล้ว  ข้างนอกฝนตกหนักมาก เจ้าไม่ควรออกไปตากฝนอีก พ่อเป็นห่วงเจ้ามากนะ” หลังจากกล่าวคำพูดเหล่านี้ เฟิ่งหวูไฉ่ก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้าวออกจากลานไห่ถัง*

*ดอกไห่ถัง หรือ Chinese Flowering Crabapple  อยู่ในตระกูลแอปเปิล ดอกเป็นสีขาว ชมพู หรือแดง มักบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

 

จือหยุนมองเฟิ่งจื่อเหยาที่ดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้น  นางจึงยิ้มออกมา พลางเอ่ยถามอย่างเกรงใจว่า “คุณหนูใหญ่ เมื่อครู่ ท่านเพิ่งจะเปียกฝนมา เช่นนั้นข้าจะไปสั่งให้คนต้มน้ำขิงร้อน ๆ มาให้ท่านจะดีหรือไม่เจ้าคะ ?”

 

ฝนหยุดตกแล้ว …

 

“โอ้…พี่ใหญ่ ข้าได้ยินมาว่าท่านออกมาเดินเล่นในสวนตอนฝนตกเป็นความจริงหรือ ?”  ที่ประตู หญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ นางเป็นบุตรสาวอีกคนหนึ่งของเฟิ่งหวูไฉ่ มีนามว่า .. เฟิ่งจื่อเฉวียง.. ในมือของนางถือขลุ่ยที่ทำจากหยกสีเขียวมรกต นางย่างก้าวแผ่วพริ้วราวดอกบัวไหว พลางกวัดแกว่งขลุ่ยตรงหน้าเฟิ่งจื่อเหยาแบบทีเล่นทีจริง

 

จือหยุนมองเฟิ่งจื่อเฉวียงด้วยความรู้สึกโกรธ  ไม่ต้องพูดถึงสาวใช้ที่ยืนอยู่ ด้านหลังเฟิ่งจื่อเฉวียง ที่ทำให้นางยิ่งเห็นก็ยิ่งโกรธ  ในตอนนั้น ตอนที่คุณหนูใหญ่รู้สึกอกหัก และปวดร้าวอย่างมากกับความจริงที่ว่าอ๋องฉีอยากถอนหมั้น  สีหน้าของสตรีทั้งสองนี้เบิกบานยิ่งนัก

 

“เฟิ่งจื่อเฉวียง… น้องทรยศ…ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า” เฟิ่งจื่อเหยากล่าวขึ้นอย่างเย็นชา เดิมทีนางไม่อยากใส่ใจพฤติกรรมของน้องสาวคนนี้ จนกระทั่ง นางทราบว่าเฟิ่งจื่อเฉวียงน้องสาวของนางคนนี้แหละที่แย่งชิงคนรักของนางไป

 

“ท่านพี่…ร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ! หากมิใช่เพราะพี่นอกใจเขา เป็นหญิงมีราคีเช่นนี้ ไฉนเลยอ๋องฉีจะขอถอนหมั้นพี่ได้ ? พี่ก็รู้ดีพอ ๆ กับข้าว่า อ๋องฉีไม่ชอบความจอมปลอม และความมักใหญ่ใฝ่สูงของพี่ ดูนี่สิ นี่เป็นขลุ่ยซึ่งอ๋องฉีมอบให้ข้าเมื่อคืน  เพียงข้าเอ่ยปากว่า ข้าชอบขลุ่ยเลานี้ เขาก็ไม่ลังเลที่จะส่งมันมาให้ข้า !” ขณะที่เฟิ่งจื่อเฉวียงพูด นางก็ยิ่งแสดงทีท่าภาคภูมิใจ ยิ่งเห็นน้ำตาที่เอ่อล้นในดวงตาของเฟิ่งจื่อเหยา นางก็ยิ่งพูดตอกย้ำรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ความจริง ขลุ่ยเลานี้ นางเพียงขอยืมมาเล่นแค่สองวันเท่านั้นเอง

 

“ฮ่าฮ่า ! ไม่ลังเลเลย !” ทันทีที่เฟิ่งจื่อเหยาได้ยินเฟิ่งจื่อเฉวียงพูดคำว่า ‘ไม่ลังเลเลย’ ความเจ็บปวดในหัวใจของนางก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หัวใจของนางแตกเป็นเสี่ยง ๆ หล่นกระจัดกระจายลงบนพื้นดิน

 

เฟิ่งจื่อเฉวียงจะไม่รู้ได้อย่างไรว่า ขลุ่ยเลานี้นางพยายามแกะสลักจนไม่ได้พักผ่อนสามวันสามคืนด้วยมีดแกะสลักอันเล็ก ๆ  ทุกรอยสลักเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความรักของนางที่มีต่อเขา  แล้วเหตุใดเขาจึงโหดร้ายกับนางถึงเพียงนี้ ? ที่ผ่านมาระหว่างนางกับเขาคืออะไร ? ความทรงจำแสนหวานระหว่างเราสองไม่มีอยู่จริงเลยหรือไร ?

 

คราครั้งนั้น เขาจับมือของนาง พร้อมกับเอ่ยสัญญาด้วยถ้อยคำที่จริงใจว่า “เหยาเอ๋อ…ชั่วชีวิตนี้ ข้าจะมีเพียงเจ้าเท่านั้น”

 

ครั้นได้เห็นน้ำตาที่รินไหลอาบแก้มของเฟิ่งจื่อเหยาแล้ว เฟิ่งจื่อเฉวียงก็พอใจ นางบรรลุจุดประสงค์ในการมาเยือนครั้งนี้แล้ว จึงรีบเดินจากไปพร้อมกลับสาวใช้คนสนิทด้วยความสะใจ

 

“คุณหนูใหญ่…อย่าได้ใส่ใจคำพูดของคุณหนูรองเลย ขลุ่ยนั่นก็แค่ของปลอม !” เมื่อเห็นเฟิ่งจื่อเหยารู้สึกเศร้าโศก  จือหยุนก็รีบเอ่ยปลอบ

 

“จือหยุน… ขลุ่ยในมือของเฟิ่งจื่อเฉวียงเป็นของที่ข้ามอบให้กับอ๋องฉี  พู่ผีเสื้อประดับด้านบนนั้น ข้าก็เป็นคนถักเองกับมือ จะเป็นของปลอมได้อย่างไร !” เฟิ่งจื่อเหยาปิดตา นางปล่อยให้น้ำตาไหลพรากอาบแก้มขาวบอบบางของตน ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความปวดร้าว

 

“จือหยุน… น้ำขิงร้อน ๆ สำหรับคุณหนูใหญ่พร้อมแล้ว”  เสียงดังมาจากด้านนอกประตู คือเสียงของสาวใช้นามเสี่ยวหง

 

“คุณหนูใหญ่…ประเดี๋ยวบ่าวกลับมานะเจ้าคะ คุณหนูอย่าคิดมากนะเจ้าคะ” จือหยุนมองเฟิ่งจื่อเหยาด้วยความกังวล

 

“จือหยุน… เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าไม่ทำเรื่องโง่ ๆ หรอก ” เฟิ่งจื่อเหยากล่าว

 

หลังจากเฟิ่งจื่อเหยาดื่มน้ำขิงที่จือหยุนนำมาให้แล้ว นางก็กล่าวว่า “จือหยุน… ข้าเหนื่อยมาก ข้าอยากพักผ่อน เจ้าออกไปก่อนเถอะ”

 

จือหยุนคาดไม่ถึง เมื่อนางปิดประตูห้องของคุณหนูใหญ่ได้เพียงไม่นาน นางก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเตะเก้าอี้จนล้มลงดังเล็ดลอดออกมาจากภายในห้อง สมองของนางใคร่ครวญอย่างฉับพลัน อาจเกิดเรื่องไม่ดีกับคุณหนูใหญ่  ไม่…ไม่ควรคิดเรื่องนั้น !

 

จือหยุน ผลักประตูให้เปิดออกอีกครั้งด้วยความอึดอัดใจ  ทันใดนั้นนางก็เห็นผ้าผูกคอสีขาวที่รัดคอนวลระหงของนายหญิงผู้เป็นที่รักของนาง

 

“คุณหนูใหญ่…ไม่… เร็ว ! มาเร็ว ! มาช่วยกันเร็ว ! คุณหนูใหญ่ผูกคอตาย !” แข้งขาจือหยุนอ่อนปวกเปียกด้วยความหวาดกลัว ขณะเดียวกันนางก็กรีดร้องเสียงดังลั่นไม่หยุด  น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของนาง มือจับขาเฟิ่งจื่อเหยาด้วยความรวดร้าวใจ

Novel
Novel
Novel