ตอนที่ 19 สิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจรู้

“เสด็จอาเจ็ด ช่างบังเอิญจริง ๆ นะเพคะ พระองค์ก็เสด็จมาที่จวนเจิ้นกว๋อกงด้วยเช่นกัน”

 

ม่อชีชีกล่าวทักทายอย่างสุภาพ ในเมื่อคนก็อยู่ที่นี่แล้ว ย่อมไม่เป็นการสุภาพหากจะไล่เขาไป นางเชื่อว่าสรรพนามที่นางเลือกใช้จะช่วยสร้างความชัดเจนระหว่างความสัมพันธ์ของพวกเขา 

 

และถ้อยคำที่นางเลือกใช้ก็ทำให้สีหน้าของอ๋องชีเสียนตกตะลึง เขาทำราวกับว่ากำลังสูญเสีย

 

“เจ้าไม่เคยเรียกขานข้าเช่นนี้มาก่อน”

 

ม่อชีชียิ้มอย่างใจเย็น

 

“ไม่เคยมาก่อนรึเพคะ ? เช่นนั้นหม่อมฉันก็ต้องขอประทานอภัยเสด็จอาเจ็ดด้วยเพคะ เมื่อไม่นานมานี้หม่อมฉันได้พลัดตกจากหอชมจันทร์ ศีรษะของหม่อมฉันได้รับการกระทบกระเทือน กระทั่งลืมเลือนเรื่องราวในอดีตไปสิ้น ทว่าในเมื่อท่านอ๋องเจ็ดทรงเป็นเสด็จอาของฝ่าบาท เช่นนั้นก็ย่อมต้องเป็นเสด็จอาของหม่อมฉันด้วยเช่นกัน”

 

อ๋องชีเสียนรู้สึกเฝื่อนขม และผิดหวัง หากครั้นได้ยินถ้อยอธิบาย ความรู้สึกที่มีกลับกลายเป็นตื่นตระหนก

 

“นี่เจ้าหมายความว่าเจ้าจำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ กระนั้นหรือ ?”

 

ม่อชีชีส่ายหน้าพลางกล่าว “หม่อมฉันจำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ เพคะ หม่อมฉันยังสงสัยอยู่ว่าไยเสด็จอาถึงต้องการพบหม่อมฉัน ?”

 

ลึกลงไปแล้ว สิ่งที่อยู่ในใจของนางก็คือ ถ้าไม่มีอะไรสลักสำคัญแล้วล่ะก็ ช่วยไสหัวกลับไปซะทีจะได้มั้ย จะเกิดอะไรขึ้นหากฮ่องเต้งี่เง่านั่นมาได้ยินเรื่องนี้เข้า และเกิดการเข้าใจผิด ?

 

อ๋องชีเสียนสาวเท้าก้าวเข้าหาม่อชีชี เขาจับจ้องเพียงนางพลางกล่าว

 

“ข้านำกำไลหยกจากเจียงหนานมาฝาก ไม่รู้ว่าเจ้าจะชอบหรือไม่ ? ”

 

เขาหยิบกล่องผ้าที่ห่อไว้อย่างงดงามขึ้นมา จากนั้นก็ส่งมอบให้กับนาง

 

ม่อชีชีรับกล่องมาเปิดออก ภายในปรากฏกำไลหยกขาวแลดูสวยหรูงดงามจับตา สิ่งที่พิเศษยิ่งไปกว่าก็คือลวดลายแกะสลักรูปดอกโบตั๋นที่วิจิตรบรรจงบนกำไล เสริมส่งให้กำไลแลดูสดใสเปี่ยมชีวิตชีวา

 

นางคลุกคลีอยู่ในวงการโบราณคดีมาก็นาน ทว่ายังไม่เคยได้เห็นกำไลหยกขาวที่งดงามถึงเพียงนี้มาก่อน นางชอบมันจริง ๆ หากแต่เมื่อระลึกถึงสถานะระหว่างนางกับอ๋องเจ็ดขึ้นมาได้ นางจำต้องปิดกล่องและส่งคืนให้แก่เขา

 

“ของขวัญล้ำค่านัก หม่อมฉันมิอาจรับไว้ได้”

 

ท่านอ๋องยิ้มอย่างสง่างาม

 

“บัดนี้เจ้าคือฮองเฮา มีแต่ของล้ำค่าเท่านั้นที่คู่ควร ข้าเสาะหากำไลหยกขาวดอกโบตั๋นนี้ก็เพียงเพื่อมากำนัลแด่เจ้า หากเจ้าไม่ปรารถนารับไว้ เช่นนั้นก็โยนทิ้งเสียเถิด”

 

“โยนทิ้งกระนั้นรึ ? หากโยนทิ้งย่อมจะเกิดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์”

 

นางเป็นนักโบราณคดี อา… นางไร้ซึ่งภูมิต้านทานยามประสบสิ่งของล้ำค่าเช่นนี้ !

 

“ในเมื่อข้าก็ได้มอบให้แก่เจ้าแล้ว ก็สุดแท้แต่เจ้า”

 

องชีเสียนเอ่ยกล่าวอย่างง่าย ๆ

 

ม่อชีชีถอนหายใจ “ในเมื่อท่านอ๋องทรงมีน้ำใจ เช่นนั้นหม่อมฉันก็ขอรับไว้ ขอบพระทัยเสด็จอาเจ็ด”

 

“ไม่ต้องมากพิธี”

 

สายพระเนตรที่อ๋องชีเสียนจับจ้องมองนางเต็มไปด้วยความรัก

 

ครั้นม่อชีชีเห็นอ๋องชีเสียนไม่มีทีท่าจะอำลาเสียที จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่นางจำต้องเอ่ยปาก

 

“เสด็จอาเจ็ด หม่อมฉันคิดว่า…”

 

“ยามนี้กล้วยไม้ในสวนกำลังผลิดอกงดงาม ปกติแล้วเจ้าชื่นชอบกล้วยไม้มาก เช่นนั้นพวกเราไปชมกล้วยไม้พร้อมกันเถิด” 

 

จู่ ๆ อ๋องชีเสียนก็กล่าวแทรกขัดประโยคของม่อชีชี

 

ม่อชีชีก้มลงมองกล่องผ้าในมือ ของก็รับมาแล้ว นางรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะปฏิเสธ ท้ายสุดจึงตัดสินใจพยักหน้ารับ

 

“ได้สิเพคะ” นางวางกล่องผ้าในมือลง จากนั้นก็เดินไปที่สวนพร้อมกับเขา

 

กล้วยไม้ผลิดอกบานเต็มสวน ท่านอ๋องชี้ไปที่กระถางหนึ่ง พลางกล่าว

 

“เจ้ายังจำนามของดอกไม้นั่นได้หรือไม่ ?”

 

ม่อชีชีมองดอกไม้ดอกนั้น ดอกไม้สีส้มกำลังบานเต็มที่ รูปลักษณะคล้ายลำโพง

 

“ดอกมอร์นิ่ง กอรี่*รึเพคะ ?”

มอร์นิ่ง กอรี่(Morning Glory) หรือดอกผักบุ้งฝรั่ง

 

อ๋องชีเสียนหัวเราะ ยามเขาหัวเราะราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ เขาส่ายหน้า

 

“ไม่ดอกไม้นี้มีนามว่าฉุยเซี่ยวจวินจื่อหลาน ”

 

มันคือของขวัญที่ข้ามอบให้เจ้าเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 13 ปีของเจ้า นี่คือดอกไม้ที่เจ้าโปรดปรานเป็นที่สุด (ฉุยเซี่ยวจวินจื่อหลาน บ้างก็เรียก ‘บอนไซแคลเวีย’ บ้างก็เรียก ‘ว่านสิบแสน’)

 

ม่อชีชีหัวเราะเก้อ ๆ “ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันจำไม่ได้จริง ๆ”

 

ผู้ใดกันที่บอกว่าสตรีทุกนางต่างก็ชื่นชอบบุปผา ข้า… ม่อชีชีกลับชื่นชอบสิ่งประดิษฐ์มากกว่า ทั้งยังรักวัตถุโบราณเป็นชีวิตจิตใจ นางไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับดอกไม้ แท้จริงแล้วนางสนใจเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่มากกว่าดอกไม้เหล่านั้นเสียอีก

 

พูดถึงเสื้อผ้าของเขาแล้ว วิธีการทอนั้นเต็มไปด้วยความประณีต แลดูบอบบางทว่าสง่างาม ราวกับหิ่งห้อย เพียงมองปราดเดียวก็บอกได้เลยว่า ต้องคิดสักกี่ตลบถึงจะจินตนาการชุดแบบนี้ขึ้นมาได้  เนื้อผ้าแต่ละชิ้นที่นำมาถักทอเข้าด้วยกันล้วนบางเบา

 

การทอผ้าเช่นนี้แม้แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในการทอผ้ายุคปัจจุบันก็ยังไม่อาจทำเลียนแบบ ทักษะของคนยุคโบราณนั้นช่างน่ากลัวจริง ๆ

 

ครั้นอ๋องชีเสียนเห็นสายตาที่ม่อชีชีมองเขา เขาก็เอ่ยถามอย่างฉงนว่า

 

“ไยเจ้าจึงมองข้าเช่นนั้น ?”

 

ม่อชีชีถอนสายตาอย่างรวดเร็ว พลางหัวเราะเก้อ ๆ

 

“ไม่มีอะไรเพคะ”

 

“ไปทางนั้นดีกว่า มีบุปผาผลิบานมากมาย”

 

เขาจงใจคว้าแขนม่อชีชี นำพานางไปตามทิศทางดังกล่าว

 

ชั่วขณะนั้นเอง มีบางสิ่งพุ่งเข้าหาม่อชีชี ทันทีที่เห็น อ๋องชีเสียนก็ปกป้องนาง เขาดึงนางเข้าสู่อ้อมอก

 

“ระวังด้วย !”

 

นางรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดในน้ำเสียงของเขา

 

ม่อชีชีรีบกวาดตาสำรวจ

 

“ท่านอ๋องทรงเป็นเช่นไรบ้างเพคะ ?”

 

นางวางมือลงบนแขนข้างที่ถูกแทงซึ่งยามนี้มีเลือดไหลริน  นางจ้องมองด้วยอาการตื่นตระหนก

 

“ท่านได้รับบาดเจ็บนี่ !”

 

อ๋องชีเสียนมองตามทิศทางที่ลูกดอกพุ่งออกมา ชายในชุดดำผละหนีจากมุมมืดอย่างรวดเร็ว ม่อชีชีเองก็เห็นเช่นกัน

 

ปั้นเซียงร้องตะโกนขึ้นทันที

 

“มีคนร้าย”

 

ม่อชีชีประคองท่านอ๋องกลับไปยังห้องของนาง ทว่าก่อนที่จะจากไปนางก็หันไปสั่งปั้นเซียงว่า

 

“รีบไปตามหมอมา !”

 

“ช้าก่อน”

 

อ๋องชีเสียนหยุดปั้นเซียง เขาหันกลับไปมองม่อชีชีพลางเอ่ยถาม

 

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ใดคิดลอบสังหารเจ้า”

 

ม่อชีชีส่ายหน้า

 

อ๋องชีเสียนลดเสียงลงพลางกล่าว

 

“ชายในชุดดำผู้นั้นเป็นหนึ่งในองครักษ์ประจำพระองค์ งานหลักของพวกเขาคือกระทำการลับ ที่มิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้” 

 

***จบตอน สิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจรู้***

Novel
Novel