ตอนที่ 14 นี่ท่านเป็นบิดาของข้าจริงๆ งั้นรึ ?

ม่อชีชีอยากจะกลั้นใจตาย นี่โชคดีนะที่มีเพียงปั้นเซียงเท่านั้นที่ได้ยิน หากผู้อื่นได้ยินด้วยล่ะก็ พวกเขาคงต้องสงสัยตัวตนของนางเป็นแน่

 

ผู้ที่นั่งถัดจากเจิ้นกว๋อกง ก็คือชายหนุ่มซึ่งแลดูภูมิฐานท่วงท่าองอาจ คนผู้นี้ก็คือม่อเฉินเฉวียนพี่ชายใหญ่ของนาง เขาแลดูเหมือนวิหคอัคคีที่อยู่ในคราบร่างของมนุษย์

 

“หึหึ ข้าเพียงล้อเล่นเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้นเท่านั้นแหละน่า เพียงแค่เห็น ข้าก็บอกได้เลยว่าบิดาของข้าทั้งซื่อสัตย์ ทั้งรักชาติ”

 

ที่สุดม่อชีชีก็เข้าใจในพฤติกรรมแปลก ๆ ที่จวินเชียนเช่อแสดงออกในค่ำคืนนี้

 

จวินเชียนเช่อจ้องมองเจิ้นกว๋อกง ก่อนจะเอ่ยถ้อยแสดงความยินดี

 

“ครั้งนี้ เจิ้นกว๋อกงพร้อมด้วยแม่ทัพม่อสามารถเอาชนะข้าศึก 300,000 นายได้ด้วยพลทหารเพียง 200,000 นาย นับได้ว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เช่นนั้นเชิญทุกท่านร่วมดื่มให้กับเจิ้นกว๋อกง และท่านแม่ทัพม่อ”

 

บรรดาขุนนางต่างก็คว้าจอกสุราขึ้นมาพร้อมกับลุกขึ้นยืน พวกเขาพากันกล่าวคำอย่างพร้อมเพรียง

 

“ขอแสดงความยินดีกับชัยชนะของเจิ้นกว๋อกง และท่านแม่ทัพม่อ”

 

เจิ้นกว๋อกงหัวเราะเสียงดัง ขณะยกจอกสุราขึ้นด้วยท่าทีโอหัง 

 

“ด้วยฐานะเจิ้นกว๋อกงแล้ว ย่อมเป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยฝ่าบาทรักษาความสงบสุขให้แก่แว่นแคว้นของเรา”

 

หลังกล่าวจบ เขาก็ยกสุราขึ้นกระดกรวดเดียวหมดจอก

 

บรรดาขุนนางต่างกลับนั่งลงประจำที่ เจิ้นกว๋อกงหันไปมองธิดาของตน ก่อนจะเอ่ยถามอย่างกังวล

 

“นี่ก็นานมากแล้ว นับจากวันที่กระหม่อมได้เข้าเฝ้าฮองเฮาครั้งสุดท้าย ฮองเฮาทรงพระสำราญดีนะพ่ะย่ะค่ะ มีผู้ใดกลั่นแกล้งพระนางบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?”

 

ม่อชีชีรีบส่งยิ้มหวาน  “ท่านพ่อ อย่าได้กังวลไปเลย ลูกสบายดี”

 

อา…ท่านพ่อ ท่านจะวางท่าไปถึงไหนกัน

 

ไทเฮาแทรกขัดขึ้นอย่างไม่สบพระทัยนัก 

 

“ที่เจิ้นกว๋อกงกล่าวมาหมายความเยี่ยงไร ? ฮองเฮาเป็นถึงพระมารดาของแผ่นดิน จะมีผู้ใดขวัญกล้ารังแกนาง ?”

 

เจิ้นกว๋อกงฮึ่มฮั่ม พลางกล่าวเสียงเย็น

 

“ไทเฮาคงจะทรงคิดว่า ด้วยเหตุที่กระหม่อมไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงก็คงจะไม่รู้ข่าวคราวทางนี้บ้างเลยกระมัง หากแต่กระหม่อมได้ยินมาว่าฝ่าบาททรงแต่งตั้งกุ้ยเฟย และก็เพราะกุ้ยเฟยผู้นี้ ที่ทำให้ฮองเฮาทรงตกอยู่ในอันตราย กระทั่งเกือบจะสิ้นพระชนม์เมื่อครั้งตกจากหอชมจันทร์ มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?”

 

ทุกคนต่างตกอยู่ในอาการเงียบงัน

 

จวินเชียนเช่อระงับโทสะของตน พลางเอ่ยถ้อยอย่างเยือกเย็น

 

“ในเมื่อเจิ้นกว๋อกงก็รู้เรื่องที่ฮองเฮาพลัดตกจากหอชมจันทร์ เช่นนั้นขอถามหน่อย ท่านรู้หรือไม่ว่า นางไปทำอะไรที่นั่น ก่อนจะพลัดตกลงมา ?”

 

เจิ้นกว๋อกงพูดไม่ออก แน่นอนว่าเขารู้  เขาไม่คิดว่าจวินเชียนเช่อจะรับสั่งถามเขาต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ หากเขายังต่อความยาวสาวความยืดในเรื่องนี้อีก เกรงว่าเขานี่แหละจะเป็นผู้ทำลายชื่อเสียงของบุตรสาวรวมถึงตำแหน่งของนาง  เช่นนั้นเขาจึงทำได้เพียงเลี่ยงหัวข้อสนทนานี้ซะ 

 

“กระหม่อมได้ยินมาว่าหยางกุ้ยเฟยผู้ซึ่งเพิ่งถวายตัวเข้าวังนั้น งดงามยั่วยวนยิ่งนัก ความงามมักเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหา ฝ่าบาทควรอยู่ให้ห่างจากนางไว้นะพ่ะย่ะค่ะ”

 

ไทเฮากริ้วจัด “เจิ้นกว๋อกง ท่านไปได้ยินเรื่องเหล่านี้มาจากผู้ใด ? พวกมันกล้าใส่ร้ายกุ้ยเฟยเช่นนี้ได้เยี่ยงไร ? ”

 

บิดาของหยางกุ้ยเฟย ท่านอัครเสนาบดีหยางเองก็นั่งไม่ติด

 

“เจิ้นกว๋อกง ในฐานะที่ท่านก็เป็นข้าราชสำนักคนหนึ่งเช่นกัน ไยท่านจึงกล่าวถึงกุ้ยเฟยเช่นนั้น ? นี่มันดูหมิ่นกันชัด ๆ ”

 

“ดูหมิ่นงั้นรึ ? ท่านอัครเสนาบดีหยางนี่ท่านกำลังกล่าวโทษข้ากระนั้นรึ ? ขณะที่ข้าฝ่าฟันอยู่ในสมรภูมิที่ซึ่งเต็มไปด้วยการนองเลือด เพื่อรักษาความสงบสุขให้แคว้นฮวาเฉิน ธิดาของข้าอยู่ในวังแท้ ๆ กลับถูกเหยียบย่ำ ขอถามหน่อยเถิดว่า บิดาเยี่ยงข้าจะกล้ำกลืนความเจ็บแค้นนี้ได้เยี่ยงไร ?”

 

หยางซื่อหานลุกขึ้นยืน ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความโศกเศร้า 

 

“เจิ้นกว๋อกง ข้าไม่รู้ว่าผู้ใดบอกกล่าวเรื่องนี้แก่ท่าน ทว่าข้าไม่ได้ยั่วยวนฝ่าบาทแน่นอน ทั้งมิได้รังแกฮองเฮาเช่นกัน โปรดอย่าใส่ความข้าเลย เจิ้นกว๋อกง”

 

ม่อชีชีมีอารมณ์ร่วมเต็มที่ราวกับกำลังดูละครน้ำเน่าหลังข่าว นางแอบรำพึง

 

‘ช่างครึกครื้นเสียจริง ดูท่าเจิ้นกว๋อกงผู้นี้จะอารมณ์ร้อนจริง ๆ เขาจะเข้าไปบิดหูหยางกุ้ยเฟยมั้ยเนี่ย ? ส่วนหยางกุ้ยเฟยก็เป็นถึงพระนัดดาของไทเฮา พระนางจะต้องกางปีกปกป้องอย่างแน่นอน หากทั้งสองปะฉะกัน รับรองว่ามันส์หยดฮ่าฮ่า’

 

คำพูดของหยางซื่อหานสามารถปลิดชีวิตผู้คนได้โดยมิต้องหลั่งโลหิต นางบอกว่านางไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนบอกเจิ้นกว๋อกง ขณะเดียวกันถ้อยดังกล่าวก็แฝงนัยว่า ฮองเฮาแหละที่เป็นคนเป่าหูเจิ้นกว๋อกง อั๋ยยะ นังสารพัดพิษ !

 

ตามคาด ทุกคนเริ่มแสดงความเห็นอกเห็นใจหยางกุ้ยเฟย

 

สายตาของจวินเชียนเช่อย้ายมาหยุดที่ม่อชีชี การได้เห็นนางไม่รู้สึกรู้สา ทั้งยังทำท่าราวกับกำลังชมละครอยู่นั้น ทำให้เขารู้สึกกรุ่น ๆ 

 

ม่อชีชีรู้สึกตกใจเล็กน้อยที่ถูกจวินเชียนเช่อจ้องมอง

 

“อย่าบอกนะว่า อีตางั่งนี่เชื่อว่าข้าเป่าหูเจิ้นกว๋อกง เพื่อป้ายสีหยางกุ้ยเฟย” 

 

ไหนจะสายตาพิฆาตของไทเฮาอีกล่ะ

 

โอ้ ! แม่เจ้า อย่าบอกนะว่าข้าจะต้องตายเพราะถูกป้ายสี ! เจิ้นกว๋อกง นี่ท่านเป็นบิดาของข้าจริง ๆ งั้นรึ ? แน่ใจนะว่าที่ท่านทำอยู่เนี่ย เรียกว่าช่วยบุตรสาว ?

 

***จบตอน นี่ท่านเป็นบิดาของข้าจริงๆ งั้นรึ ?***

Novel
Novel