ขณะกำลังเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วปรโลก ข้าพลันเหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นตาอยู่ไกลห่างออกไป ไอหย่า
“ฉู่ฉู่ !” เสียงท่านพ่อลอยดังกระหึ่มผ่านอากาศเข้ามา
ข้าแสร้งทำเดินลอยหน้าเข้าไปหอมแก้มท่านพ่อ “สายันต์สวัสดิ์ ท่านพ่อ !” ข้าส่งยิ้มสดใสพร้อมรีบโปรยคำหวาน
“มิได้พบหน้าท่านพ่อเสีย นาน วันนี้ท่านพ่อหล่อเหลายิ่งนัก ! ทรงผมใหม่หรือเพคะ ?” อดมิได้ที่จะเสริมแต่งใส่ไข่ทั้งที่ท่านพ่อศีรษะโล้นล้าน
“ฉูฉู่ ! ข้ายังมิได้อนุญาตให้เจ้าลงไปเยือนโลกมนุษย์ เพื่อติดตามบุรุษนะ !” ท่านพ่อโกรธเกรี้ยวจนตัวสั่นหน้าแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด และด้วยสายตาอันเฉียบคม ข้ารีบกวาดตามองหาผู้อาจสามารถนำพาข้าออกจากสถานการณ์ในยามนี้ได้
“ท่านแม่ !” คลายใจได้ในทันทีที่เห็นท่านแม่เดินตรงเข้ามาหาพวกเรา ข้ารีบส่งสายตาออดอ้อนสุดชีวิต ท่านแม่ ได้โปรดช่วยหยุดท่านพ่อให้ข้าทีเถิด ! ท่านแม่คงเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถกำราบปีศาจผู้นี้ได้ !
“ที่รัก” ท่านแม่กระเถิบกายเข้าหาท่านพ่อพร้อมสองแขนที่โอบรัดร่างสูงใหญ่โดยรอบ “ฉูฉู่นั้นมีวัยเพียงพอจะกระทำตามใจปรารถนาได้แล้ว หากนางหมายไล่ล่าบุรุษ เราก็ควรปล่อยนางไปนะเจ้าคะ”
ท่านแม่ ! ไยน้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากปากของท่านฟังดูคล้ายจะตำหนิเช่นนั้นเล่า ?
“ทว่ายอดยาหยี !” สีหน้าท่านพ่ออ่อนโยนลงในทันที คิ้วทั้งสองจิกเข้าหากันคล้ายกำลังพยายามข่มห้ามความโกรธา “ท่านผู้นั้นคือเทพแห่งสงครามเชียวนา ! ผู้ใดจะล่วงรู้ได้ว่าเขาจะทำเช่นไรกับบุตรสาวของเรา !”
“ไอหย่า ชู่ววววว” ท่านแม่ตีแขนท่านพ่ออย่างหยอกเย้า “ท่านจำได้หรือไม่ว่าท่านทำเช่นไรกับข้า ย่อมเป็นเฉกเช่นกัน !”
ท่านพ่อหน้าแดงราวหงฉ่ายโถว* ส่วนจินตนาการของข้าก็เตลิดจนฉุดไม่อยู่ไปแล้ว ข้ายังมิอยากลงลึกในรายละเอียดความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นของท่านพ่อ และท่านแม่ คงเห็นเพียงท่านทั้งสองหันมาจ้องตากันจนหวานฉ่ำเยิ้ม ช่างเปิดเผยจริงใจกันเหลือเกิน
*หงฉ่ายโถว คือหัวไชเท้าสีแดง
ข้ารีบเลี่ยงหลบย้อนกลับไปหาท่านยายเมิ่ง แม้จะดีใจที่ท่านพ่อท่านแม่กลับมาคืนดีกันดังเดิม ทว่าการแสดงความรักต่อหน้าสาธารณชนเยี่ยงนี้ช่างน่ารังเกียจนัก
“อ้า ท่านยายเมิ่ง !” ข้ากล่าวทักทายท่านยายผู้ซึ่งกำลังตักน้ำแกงให้เหล่าวิญญาณทั้งหลาย พลางหันมองเหล่าวิญญาณที่เรียงแถวต่อคิวรอดื่มน้ำแกงอย่างใจจดใจจ่อ “กิจการรุ่งเรืองใหญ่แล้วท่านยาย”
ข้าลอบกระเถิบใกล้ท่านยายผู้กำลังตักน้ำแกง
“องค์หญิง หม่อมฉันประหม่าไปหมดแล้ว จู่ ๆ พระองค์ก็เข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้ หม่อมฉันทำอันใดไม่ถูกแล้วเพคะ” ยังเห็นฝ่ามือที่อ่อนแรงของท่านยายสั่นเทา ยามเมื่อยื่นส่งถ้วยแกงให้เหล่าวิญญาณผู้ล่วงลับ
“ข้ามิได้จะกัดท่านเสียหน่อย” ข้าบ่นอุบอิบ “ก็ข้าเบื่อนี่นา ขอมาช่วยท่านได้หรือไม่เล่า ?” ครานี้แนวแถวรอน้ำแกงยาวมากจริง ๆ ยาวเสียเหลือเกิน เห็นทีมนุษย์โลกจะล้มตายกันเป็นจำนวนมาก บนโลกเกิดโลกระบาดกระนั้นหรือ ?
“มิเป็นไรเพคะ องค์หญิง หม่อมฉันทำหน้าที่นี้เพียงผู้เดียวมายาวนานหลายพันปีโดยมิมีผู้ช่วยมาเนิ่นนาน” ข้ารับรู้ได้ถึงความเศร้าสร้อยที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น และข้าก็เริ่มค่อย ๆ กระเถิบเข้าไปหาทีละน้อย ๆ
เริ่มลองช่วยตักน้ำแกง และหน้าที่ผู้ช่วยตักน้ำแกงก็เริ่มกลายเป็นงานอดิเรกของข้าในช่วงหลายวันที่รั้งรอจินเดินทางกลับจากภารกิจแรกในโลกมนุษย์ ข้ายังมิต้องการเดินทางเข้าสู่ภพชาติต่อไปโดยมิมีจิน มันย่อมไร้ความหมาย
ข้าหยิบถ้วยแกงส่งให้วิญญาณดวงหนึ่ง และนึกได้ว่าข้ารู้จักวิญญาณดวงนี้ เมื่อครั้งไปเยือนโลกมนุษย์ที่ผ่านมา !
วิญญาณดวงนั้นถลึงตาจ้องข้าด้วยความเกรี้ยวกราด “เจ้า !” นั่นคือทั้งหมดที่เขาหลุดปากออกมาอย่างดังจนแก้วหูแทบแตก ข้าเพิ่งนึกได้ว่านับแต่กลับมาจากเยือนโลกมนุษย์ ข้าก็ยังมิได้สวมใส่ผ้าคลุมหน้า ด้วยเริ่มรู้สึกรำคาญหลังจากมิได้สวมใส่มานานหลายปีในช่วงเยือนโลกมนุษย์
“ยินดีต้อนรับสู่ปรโลก ฝ่าบาท !” ข้ากล่าวเหน็บแนม แม้คนผู้นี้จะเคยเป็นองค์ฮ่องเต้ในเมืองมนุษย์ หากทว่าเมื่ออยู่ในที่นี้ เขาก็เป็นเพียงวิญญาณที่ไร้ความหมาย “เหตุใดเจ้าจึงจดจำข้าได้เล่า ? มิคิดเลยว่าเราจะได้พบกันอีกเผชิญหน้ากันอีก ข้าได้ล่วงเกินสิ่งใดต่อท่านกระนั้นหรือ ? ท่านสิ้นใจตามอายุขัยกระนั้นหรือ ?”
“มีหรือที่ข้าจะมิรู้จักเจ้า ? มีหรือจะมิรู้จักเจ้า ! เจ้าคือผู้ทำลายชีวิตข้า ! เจ้ามัน !” เขาแหกปากร้องโวยวายด้วยความฉุนเฉียว ทั้งเหล่าวิญญาณ เหล่าเทวทูตต่างหันขวับถลึงตาใส่เขาราวกระบี่ที่แหลมคม มีหรือที่เขาจะยังกล้าขึ้นเสียงกับข้าเช่นนี้อีก ? ข้ารู้ดีว่าเขายังมิรู้ว่าข้าคือผู้ใด หากทว่านี่เป็นคราแรกที่มีผู้กระทำต่อข้าเยี่ยงนี้ ทั้งข้าคงจะโป้ปดอย่างแน่แท้ หากจะกล่าวว่าข้ามิรู้สึกถึงการถูกหมิ่นเกียรติ
“ข้าเพียงปรารถนาจะมอบหมายใต้หล้าให้โอรสของข้า หากทว่าทุกสิ่งในใต้หล้ากลับพลิกผันด้วยฝีมือชาวบ้านผู้เป็นเพียงสามัญชน ! นั้นก็คือเจ้า” เขายื่นมือข้ามโต๊ะเข้ามาคว้าไหล่ ทั้งยังถ่มน้ำลายใส่เท้าข้าด้วยอาการเดือดดาลอย่างหนัก ทั้งเหล่าภูต และเทวทูตต่างจ้องเขม็งเตรียมพร้อมโจมตีเขาทุกเมื่อ หากแต่ข้าช่วยยกมือขึ้นยั้งไว้ ฮ่องเต้เฒ่าผู้นั้นยังพล่ามพ่น “มิอยากเชื่อว่าเจ้าจะเป็นผู้นำของพรรคชาวบ้านพวกนั้นจริง ๆ ! ฮ่าฮ่าฮ่า ! ได้พบเจอตัวที่นี่นับเป็นโชคชะตา ข้าจะฆ่าเจ้า เหมือนดังที่พวกมันสังหารข้า ! และเมื่อไรที่ข้ากลับไปได้ ข้าก็จะสังหารเจ้าเลือดชั่วจินนั่นอย่างแน่นอน !”
ข้าโกรธ โกรธเกรี้ยวอย่างแท้จริง และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ข้าถึงจุดเดือดดาลอย่างแท้จริง แค่เพียงวิญญาณกระจอกจากโลกมนุษย์ คิดหาญสังหารข้าเชียวกระนั้นหรือ ? คิดโยนความผิดที่ตนถึงแก่ความตายมาให้ข้ากระนั้นหรือ ? เพียงได้ยินว่าเขาคิดหมายสังหารจินเช่นกัน ข้าก็อดนึกหยันน้ำหน้ามิได้ ว่าสมองของคนผู้นี้จักต้องผิดปกติอย่างแน่แท้ จึงคิดว่าวรยุทธขี้ประติ๋วของตนจะสามารถเด็ดชีวิตเทพเจ้าแห่งสงครามได้ ข้าคว้าสองมือที่จับกุมลาดไหล่ของตนพร้อมเหินร่างขึ้นเหนือศีรษะ พลิกร่างคนผู้นั้นกลางอากาศ เพียงเสียงดัง ‘ตึ่ง’ ดังก้อง ข้าก็ฝังร่างของเขาไว้ในผืนดินพร้อมบาทาที่ประทับเหนือศีรษะอย่างเด่นสง่า
เหล่าภูต และเทวทูตต่างพากันส่งเสียงเชียร์เกรียวกราว เมื่อได้เห็นเหตุการณ์น่าตื่นตา บอกได้เลยว่าพวกเขาคงรู้สึกผิดหวังที่ตนมิได้เป็นผู้ยืดเส้นยืดสายบ้าง การล่วงเกินข้ามิต่างใดกับการแส่หาหลุมฝังศพกลบหน้าตน เช่นนั้นจึงมิมีผู้ใดขวัญกล้าถึงเพียงนี้
“เจ้าควรสังวรไว้ว่ายามนี้เจ้ากำลังอยู่ในที่ใด” ข้าออกแรงกดฝ่าเท้าให้หนักขึ้นกระทั่งใบหน้าของเขาต้องจุมพิตกับแผ่นพื้นที่เปรอะเปื้อน “จินที่เจ้ากำลังกล่าวถึงนั้น แท้จริงคือเทพเจ้าแห่งสงคราม หากเจ้าหมายใจจะสังหารเขา เช่นนั้นก็ผ่านข้าไปให้ได้เสียก่อน” ข้าทำตาเขียวปัด “ทว่า เท่าที่เห็น เจ้ามันก็มิได้ต่างใดกับมดน้อยใต้ฝ่าเท้าข้าดี ๆ นี่เอง อย่างเจ้ามีปัญญาใดมาเที่ยวป่าวประกาศจะปลิดลมหายใจของพวกเราเล่า ?”
ข้ากวักมือเรียกเทวทูตผู้ทำหน้าที่คุ้มครองแดนนรกเข้ามารับคำสั่ง “ลากวิญญาณเจ้านี่ไปบ่อกำเนิดเดรัจฉาน จับกินน้ำแกงสักห้าถ้วยให้สมองเลอะเลือน อ้อ ! ทำจนกว่าเขาจะรู้ผิดในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง”
ขณะที่เทวทูตหิ้วปีกเขาออกไป ฮ่องเต้แดนมนุษย์ผู้นั้นยังมิวายหันมาแสดงท่าทีชิงชังข้า ส่วนตัวข้าคงเพียงโบกมือลา “นี่ ! บทลงทัณฑ์นี้นับว่าผ่อนปรนให้แก่เจ้ามากอย่างมหันต์แล้ว ! เจ้าควรขอบใจน้ำใจข้ามากกว่า เพราะแท้จริง หากเจ้าได้รับการลงทัณฑ์จากผู้อื่น ชะตาของเจ้าจะเลวร้ายถึงขีดสุด…..อย่างที่เจ้าคงมิปรารถนาแม้เพียงจะได้ยลยิน” เพราะหากองค์ประมุขสวรรค์ หรือกระทั่งซือมิ่งรับรู้เรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาด ๆ ในครานี้ คาดว่าทั้งคู่คงมิยอมปล่อยให้เขาลอยนวลไปง่ายดายเพียงนี้ กระทั่งหากเป็นบิดาของข้า ก็คงจับเขาขังคุกวิญญาณให้สถิตอยู่ในที่นั้นตลอดกาล สถานที่ ๆ ทำให้เหล่าวิญญาณทั้งหลายอยากตายเสียยังดีกว่าการคงอยู่ ข้ายังยินยอมให้ฮ่องเต้เฒ่าผู้นั้นได้รับอิสรภาพทั้งที่นั่นมิใช่สิ่งที่เขาพึงได้รับ เมื่อเขากระทำการล่วงเกินต่อหลานสาวเพียงผู้เดียวแห่งองค์ประมุขสวรรค์ บุตรสาวเพียงผู้เดียวแห่งองค์พญายมในปรภพ
ข้าย้อนกลับมายังโต๊ะแจกน้ำแกงของท่านยายเมิ่ง เพื่อหยิบยื่นส่งถ้วยน้ำแกงให้เหล่าวิญญาณทั้งหลายต่อไปราวกับมิมีสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนหน้า ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับทั้งหลายต่างจับจ้องข้าด้วยสายตาระแวดระวัง ยามนี้ทุกดวงวิญญาณล้วนปิดปากสนิท ข้าจึงโปรยรอยยิ้มแสนอบอุ่นให้ทุกคนพลางเอ่ยปากไถ่ถามเรื่องราวเรื่อยเปื่อย
“เจ้ามาจากเมืองกู่กระนั้นหรือ ?” ข้าปริปากถามวิญญาณดวงหนึ่งผู้ดูคล้ายราชองค์รักษ์
“พ่ะย่ะค่ะ…..องค์หญิง” เขาตอบคำ คล้ายจะตระหนักรู้ในฐานะของข้าทันทีหลังเหตุการณ์เมื่อครู่ สองมือประสานศีรษะก้มคารวะอย่างนอบน้อม
“กระหม่อมต้องขอประทานอภัยแทนฝ่าบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ พระองค์เพียงยังทรงหม่นมัวด้วยเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น พระองค์คงมิคิดว่าท่านผู้บัญชาการทัพกับองค์ชายรองจะสมคบคิดล้มล้างราชบัลลังก์……” พร้อมกันนั้น วิญญาณดวงนั้นก็ค่อย ๆ หันไปหาวิญญาณอีกดวงที่อยู่ด้านข้างด้วยอาการงก ๆ เงิ่น ๆ
วิญญาณอีกดวงยักไหล่กล่าวคำ “ไม่สำคัญอันใดอีกแล้ว เพียงพรรคแสงจันทร์บุกเข้าวังหลวง พวกเราก็ตายกันเกลี้ยง กำลังของพวกมันเข้มแข็งเหลือเชื่อ เรื่องนั้นข้าหาได้นึกเสียใจแต่ประการใดไม่ ทว่าที่เสียดายนั้นคือข้ามิได้เห็นท่านผู้บัญชาการทัพลงมือสังหารฝ่าบาทด้วยความเดือดดาลต่างหากเล่า” กล่าวจบเขาก็เปล่งเสียงหัวเราะลั่น
วิญญาณผู้เป็นราชองครักษ์แสดงท่าทีคล้ายกำลังปราม หากทว่าวิญญาณดวงนั้นกลับยังกล่าวคำ “ก็แล้วอย่างไรเล่า ! พวกเรามิได้สนองงานฝ่าบาทอีกต่อไปแล้ว พวกเราทุกคนตายแล้ว ! ข้าอยากพูดอันใดข้าก็พูด จะต้องเกรงกลัวอาญาใดกันอีกเล่า !”
เหล่าวิญญาณผู้ล่วงลับเริ่มหันมาพูดคุยกันขรม ส่วนข้าก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ได้บ้าง เช่นนี้เอง พรรคแสงจันทร์ของข้ากระทำการอุกอาจถึงขั้นยึดครองราชบัลลังก์ หากทว่า ข้ากลับมิได้แปลกประหลาดใจในเรื่องนั้น ที่ทำให้ข้านึกฉงนนั้นคือ จินเป็นผู้ลงมือสังหารองค์ฮ่องเต้ด้วยตนเอง ความตายของข้าสร้างความสะเทือนใจให้เขาถึงเพียงนี้เชียวกระนั้นหรือ ? ในความซาบซึ้งยังแฝงด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้ง ข้าเริ่มรู้สึกเห็นใจฮ่องเต้ผู้นั้นขึ้นบ้างเล็กน้อย การกระทำของเขานำพามาซึ่งหายนะให้แก่ตนเองโดยแท้ แล้วจินเล่า ? สิ่งที่จินตัดสินใจกระทำลงไปจะกระทบภารกิจในการเยือนโลกมนุษย์ของเขามากน้อยเพียงใด ?
เหล่าวิญญาณผู้ล่วงลับมิได้บอกเล่าเหตุการณ์ใดเกินกว่านั้น เมื่อส่วนใหญ่ล้วนตายตกในเหตุการณ์จราจลในวังหลวง หากแต่เหล่าวิญญาณหน้าใหม่ที่เพิ่งข้ามสู่ปรโลกในสองสามวันให้หลังได้บอกเล่าเรื่องราวที่ต้าเหรินสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ ทั้งผู้ที่อยู่เบื้องหลังคอยส่งเสริมหนุนนำราชบัลลังก์ให้แก่เขาก็คือจิน ส่วนพรรคแสงจันทร์ก็ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นสำนักที่ได้รับความยอมรับนับถือมากที่สุดในแคว้น และเมื่อจินเป็นผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแสงจันทร์คนใหม่ก็ยิ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้พรรคแสงจันทร์ทะยานขึ้นสู่การเป็นพรรคที่รุ่งเรืองอย่างมิอาจหยุดยั้ง ทั้งยังกลับกลายเป็นพรรคที่นำพาแคว้นเข้าสู่ยุคทองในหน้าประวัติศาสตร์อีกด้วย
ขณะมือของข้ายังคงหยิบยื่นถ้วยน้ำแกงให้เหล่าดวงวิญญาณ ข้าก็อดนึกสงสัยมิได้ว่าจินจะกลับแดนปรโลกเมื่อไร ในเมืองมนุษย์เขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จนข้าเกิดข้อกังขาว่าเมื่อไรเขาจึงจะถึงจุดแห่งความพึงพอใจ เขาจะคิดถึงข้ามากมายเหมือนดังที่ข้าคิดถึงเขาบ้างหรือไม่ ? หากความทรงจำของเขากลับคืนมาเขาอาจเดือดดาลหัวเสีย เพียงเขายังมิรู้ว่าแท้จริงตัวข้าเองก็คือเทพบนแดนสวรรค์เช่นกัน หากจินกลับสู่ปรโลกแล้วจะพลิกแดนใต้พิภพแห่งนี้ เพื่อควานหาวิญญาณของข้าบ้างหรือไม่หนอ ?
เมื่อนึกขึ้นได้ ข้าจึงดึงผ้าคลุมหน้าขึ้นสวมใส่ เพื่อป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ ข้ายังมิอยากให้เขาจดจำข้าได้ แม้จะต้องพบกับความเจ็บปวด เมื่อคิดว่าเขาจักต้องมองข้ามข้าไปก็ตามที เพราะข้ามิคิดว่าตัวข้าจะเข้มแข็งพอจะเผชิญหน้าเขาเมื่อสถานภาพของเขาคืนสู่ความเป็นเทพแห่งสงคราม อย่างน้อยที่สุด ด้วยผืนผ้าปกปิดใบหน้านี้ ข้าก็สามารถอำพรางตนเองได้ ข้ายังต้องการปกปิดเรื่องราวทุกอย่าง รอกระทั่งถึงวันที่เขามีใจรักข้า คล้ายสิ่งนี้คือกลไกในการปกป้องหัวใจรักของข้า
หลายสัปดาห์ผ่านไปกระทั่งถึงวันที่เหล่าภูตแลเทวทูตทั้งหลายตื่นเต้นกระโตกกระตาก ข้ายังนึกฉงนว่าสิ่งใดกันที่ทำให้พวกเขาแลดูกระตือรือร้นถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าจึงมองตามแนวสายตาของเหล่าวิญญาณ ห่างออกไปไกล จินกำลังเดินข้ามผ่านปากประตูปรโลกเข้าสู่บันไดแห่งสรวงสวรรค์ เขาแลดูบึ้งตึง ดีจริงที่ข้าใช้ผ้าคลุมหน้าบดบังใบหน้าที่แท้จริงของตนไว้ เขาย่อมมิรู้จักข้า
ทว่า !
ประเดี๋ยว !
ไยเขากลับก้าวฉับ ๆ ตรงมาทางนี้เล่า ? แล้วไยจึงมาทำตาเขียวใส่ข้าเช่นนั้นเล่า ? นี่เขารู้จักข้าด้วยกระนั้นหรือ ? ประเดี๋ยวก่อน ! ยามนี้เรือนผมของข้าก็ได้กลับคืนสู่เส้นผมสีเงินยวง ทั้งบนใบหน้ายังมีผืนผ้าคลุมปกปิด !
ย่อมมิมีทางที่เขาจะล่วงรู้ได้ว่าข้าคือผู้ใด !
ข้ายังคงข่มบังคับตนเองให้หยิบยื่นส่งถ้วยแกงอย่างต่อเนื่องด้วยความอดทน และเพียงมินาน จินก็ก้าวเข้ามาหากระทั่งเราห่างกันแค่เพียงย่างก้าวเดียว ยามนี้ข้าประหม่าขึ้นมาแล้ว เขารู้ว่าข้าคือผู้ใดแน่แท้ทีเดียว !
ข้ารีบดีดตัวกระโจนทยานสู่สรวงสวรรค์ บ้าชะมัด ! เหตุใดข้าต้องหนีด้วยเล่า ! สมองมิอาจหยุดสั่งการสองขาให้ซอยยิก ข้าวิ่ง วิ่งกระทั่งวนจนครบรอบแดนสวรรค์ กระทั่งย้อนกลับคืนสู่ผืนปรภพอีกครา ครั้นเมื่อหันกลับมา ข้ากลับยิ่งต้องตื่นตะลึง นั่น ! จินยังติดตามมา ! ฝีเท้าถูกเร่งความเร็วให้ยิ่งขึ้น กระทั่งมันพาข้าย้อนกลับมายังโถงถ้ำแห่งกาลเวลา สถานที่ตั้งแห่งบ่อหวนคืนสู่วัฏฏะในปรโลก นั่นล่ะทางหนีของข้า ! ความตื่นตกใจมีอำนาจเหนือสมองที่สั่งการ
“หยุด ! หยุดตรงนั้น ฉูฉู่ !” น้ำเสียงของเขาร้อนรน ข้าไม่เหลียวหลังหันกลับ หากแต่เลือกที่จะตัดสินใจโยนร่างกระโจนลงสู่บ่อวัฏฏะ พร้อมกับในศีรษะที่อัดแน่นไปด้วยจินตนาการว่าเขาจะติดตามมาไล่สังหารข้าเช่นไรในชาติภพต่อไป
***จบตอน ควันหลง***
สำหรับตัวอย่างทดลองอ่านมีเพียงเท่านี้นะคะ สนใจอ่านตอนที่เหลือแจ้งความประสงค์ได้ที่ เพจนิยายแปลออนไลน์ ค่ะ
Powered By SK REALTY+