PART 1 : สัญญากับปีศาจ

หยิงเยว่จำได้ดีว่า ความรักที่นางมีต่อองค์ชายหวังเจี้ยนนั้นมากมายเพียงใด นางถูกกำหนดให้หมั้นหมายกับเขาตั้งแต่นางถือกำเนิด นางถูกเลี้ยงให้เติบโตขึ้นมาเพื่อเป็นชายาที่สมบูรณ์แบบของเขาเท่านั้น

 

เขาเป็นดั่งทุกสิ่งทุกอย่างของนาง หยิงเยว่รักหวังเจี้ยน และคาดหวังให้เขาเป็นเช่นที่นางวาดฝันไว้ เขาคือความรักทั้งหมดในชีวิตของนาง เป็นความรักครั้งแรกของนาง และเป็นบุรุษเพียงผู้เดียวที่สามารถครอบครองหัวใจของนางได้

 

องค์ชายหวังเจี้ยนเองก็ชื่นชอบนางไม่ต่างกัน เขาอภิเษกสมรสกับหยิงเยว่ตอนเขาสิริอายุได้สิบแปดชันษา ขณะที่นางมีอายุได้สิบหกปี ครั้นอายุของนางเข้าสู่วัยสมควรออกเรือน นางก็เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเขาทันที นางเป็นความรักเดียวที่เขาเคยรู้จัก

 

นางเป็นคู่หมั้นของเขานับตั้งแต่เขาจำความได้ องค์ชายหวังเจี้ยนจึงไม่เคยปรายตามองหญิงใดอีก และไม่เคยสนใจสตรีใดเลย หยิงเย่วเป็นสตรีที่อ่อนหวาน อีกทั้งสมบูรณ์แบบที่สุด ควรค่าแก่การยกย่องขึ้นเป็นชายา

 

เรื่องราวของทั้งคู่แสนจะโรแมนติก หวานชื่นราวเทพนิยายที่สมบูรณ์แบบเสียจนเลี่ยน

 

หนึ่งเดือนภายหลังจากพิธีอภิเษกสมรส องค์ชายเริ่มหงุดหงิด และกระสับกระส่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังพระอาทิตย์ตกดิน นับตั้งแต่มีสัมพันธ์อย่างรุนแรงในคืนเข้าหอซึ่งนับเป็นครั้งแรกของเขา เงามืดแห่งความโหดร้ายก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แทบทุกคืน เขาต้องสะดุ้งตื่นจากการนอนหลับใหล ทั่วทั้งกายชโลมไปด้วยเหงื่อ ร่างของเขาสั่นสะท้าน เขาทรมานกับฝันร้ายของตนเอง

 

เขาใช้เวลาตลอดคืนที่เหลือด้วยการเดินวนเวียนไปมาอยู่ในห้อง ขณะเดียวกันความรู้สึกหงุดหงิดโมโหก็ยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้นทุกวัน นั่นทำให้เขาเปลี่ยนเป็นองค์ชายที่ดุร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งทุกคนต่างก็กังวลในตัวเขา

 

องค์ชายเปลี่ยนเป็นคนชั่วร้าย และซาดิสต์มากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งหยิงเยว่เองก็ยังแปลกใจ ทว่านางกลับมองข้าม เหมือนคนตาบอดในรัก เพราะนี่หาใช่องค์ชายที่นางรู้จักมาแต่เล็กไม่ องค์ชายหวังเจี้ยนรักกับนางนับแต่ครั้งยังเยาว์ และนางก็รักเขามากกว่าสิ่งใดในโลก ไม่ว่าเขาจะกลายเป็นคนชั่วร้ายเลวทรามสักเพียงใดก็ตาม

 

เพียงไม่นาน องค์ชายเลือดเย็นก็ยกพระสนมผู้หนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติเฉกเช่นที่เขาพึงใจขึ้นมาอยู่เคียงข้างกาย หาใช่องค์หญิงที่คู่ควรกับเขาอย่างที่ทุกคนคาดหวังไม่

 

องค์ชายมิต้องการมีความสัมพันธ์กับชายาอย่างหยิงเยว่อีกต่อไป สนมใหม่ของเขาทั้งสวย ทั้งเปี่ยมเสน่ห์ อีกทั้งช่างออดอ้อนเอาอกเอาใจ นางตอบสนองในสิ่งที่เขาปรารถนาได้

 

องค์ชายหวังเจี้ยนประกาศว่า พระสนมผู้นี้ของเขา คือผู้ที่จะยืนเคียงข้างเขา เป็นสตรีที่เขารัก และเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตเขา

 

เรื่องนี้ทำให้หัวใจหยิงเยว่แตกสลาย นางไม่เข้าใจองค์ชายเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะประกาศว่าหญิงอีกคนเป็นคนที่เขารัก ทว่าเขายังคงกลับมานอนเคียงข้างนาง ร่วมรักกับนางแทบทุกคืนโดยไม่เคยสิ้นไร้เสน่หา ไม่มีผู้ใดสมควรได้รับความอบอุ่น และการปกป้องจากเขายิ่งไปกว่านาง เพราะไม่มีผู้ใดได้รับสิ่งเหล่านี้จากองค์ชายนอกจากหยิงเยว่

 

ไม่มีผู้ใดเลย…แม้แต่พระสนมของเขา

 

ท่าทางของเขาราวกับคนหมดหวัง อีกทั้งหวาดกลัว มีบางครั้งเขาจะเผลอกอดนางแน่นราวกับเกรงว่าจะสูญเสียนางไปในชั่วพริบตา

 

“พี่เจี้ยน … ” นางกระซิบ…ลมหายใจของนางสัมผัสใบหูของเขา

 

“ไม่ต้องพูดอะไรกับข้า ” องค์ชายสะบัดเสียงใส่อย่างโกรธ ๆ

 

หยิงเยว่โอบแขนของนางรอบคอของเขาอย่างคุ้นเคย

 

สิ่งนี้ทำให้องค์ชายตะคอกออกมาด้วยความกริ้ว  เขาดึงแขนของนางออก จากนั้นก็พลิกร่างของนางให้อยู่เบื้องล่างเขา

 

คลื่นความหวาดกลัวแผ่กระจายไปทั่วร่างของนาง อาการสั่นเทาด้วยความตกใจกลัวเริ่มรุนแรงขึ้น ขณะอยู่ภายใต้ร่างของเขา

 

“พี่เจี้ยน ?” นางกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว

 

“ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไร ว่าอย่าแตะต้องตัวข้า !” เขาคำรามออกมาเบา ๆ ฟันเรียงเป็นแถวงดงามของเขากัดหมับลงบนลำคอของนาง ราวกับเขาจะกัดกระชากคอของนางแรง ๆ ได้ทุกเมื่อ

 

“ข้าบอกเจ้าแล้วว่า อย่าได้เอ่ยคำใดกับข้า อย่าแตะต้องตัวข้า ห้ามทำสิ่งใดทั้งนั้น ที่ข้ามาที่นี่ มานอนร่วมเตียง และให้ความอบอุ่นกับเจ้าทุกคืน ก็เพียงเพื่อปกป้องเจ้า ข้ามาทำหน้าที่สวามีของข้า ข้าให้อาภรณ์ อีกทั้งนางกำนัลแก่เจ้า เจ้ามิต้องกระทำสิ่งใด เว้นแต่สิ่งที่ข้าบอกให้เจ้าทำ ! “

 

หยิงเยว่ตัวสั่น  นางไม่อาจระงับเสียงหอบสะอื้นของตนได้ นางเริ่มร้องไห้แล้ว

 

“หยุดร้องไห้ !” เขาดุ

 

นั่นยิ่งทำให้นางร้องไห้หนักยิ่งขึ้น

 

เสียงร้องไห้ของนางกระตุ้นองค์ชายให้ยิ่งพลุ่งพล่าน ดวงเนตรของเขาดุดันด้วยความกริ้ว

 

“ข้าบอกให้เจ้าหยุดร้องไห้ มิได้ยินกระนั้นหรือ ?  หากมีผู้ใดได้ยินเสียงร้องไห้ของเจ้า พวกเขาย่อมต้องคิดว่าข้าทำร้ายเจ้า เพราะข้าอยู่ที่นี่ร่วมกับเจ้า !”

 

เสียงสะอื้นฮัก ๆ ของนางดังขึ้นเรื่อย ๆ นางไม่เคยร้องไห้หนักเช่นนี้มาก่อน

 

“เหตุใดท่านถึงใจร้ายกับข้านัก ?”

 

“หยุดร้องไห้ !” เขาดุอีกครั้ง  “นี่หาใช่การทะเลาะกันของคู่รักไม่ !”

 

ทว่าหยิงเยว่ไม่สามารถหยุดได้ นางยังคงสะอึกสะอื้นไม่หยุด ลมหายใจของนางขาดเป็นห้วง ๆ นางกำลังทุกข์ทรมาน หัวใจของนางแตกสลาย นางจึงยังคงร้องไห้ไม่หยุด

 

การตกหลุมรักองค์ชายเลือดเย็นผู้นี้ ทำให้นางเจ็บปวดมาก กระทั่งมิอาจหยุดร้องไห้ได้

 

พระพักตร์ขององค์ชายผู้บ้าคลั่งก็ยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เขาลากหยิงเยว่ลงจากแท่นบรรทมแม้จะเป็นยามวิกาล เขาพานางไปยังลาน และโยนนางออกจากวังโดยไร้ซึ่งคำอธิบายใด ๆ

 

“ออกไปจากที่นี่ซะ !” เขาตะคอก “ข้ามิอยากเห็นหน้าเจ้าอีก !”

 

นางอ้าปากค้าง พยายามพยุงร่างของตนเองขึ้น เสื้อผ้าของนางสกปรกเปรอะเปื้อนไปด้วยดิน อีกทั้งฉีกขาดจากการถูกลากถูลู่ถูกัง

 

หยิงเยว่เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า ก่อนจะหันหลังเดินออกนอกประตูวัง

 

นางจะร้องไห้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

 

ชั่วเวลาเพียงสองปีของการอภิเษกสมรสระหว่างคนทั้งคู่ องค์ชายก็โยนนางออกจากชีวิต ออกจากวังของเขา โดยที่นางมิรู้ว่าเกิดจากเหตุใด นางจำยอมรับชะตาชีวิตที่น่าหดหู่ของตนเอง

 

*****

 

สาวน้อยเดินเข้าไปในห้องที่มืดมิด หันซ้ายหันขวาสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ นางต้องการมาที่นี่ เพื่อพบใครบางคน บุรุษผู้นั้นมีนามว่า ปั้นเย่ เขาบอกว่า เขาเป็นองค์ชายแห่งยมโลก ก็เป็นปีศาจตนหนึ่งแหละนะ จะเรียกว่า “โอรสพญายม” ก็คงได้

 

สายตาของนางหยุดลงตรงมุมที่มืดที่สุดในห้อง ที่นั่น…ชายหนุ่มสวมหมวกคลุมสีดำสนิทกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าคล้ำ ๆ ของเขาทำให้นางจดจำได้ในทันที

 

“ข้าคิดว่า เจ้าคงต้องการใช้บริการของข้า” น้ำเสียงของชายหนุ่มเจือความรู้สึกพึงพอใจ 

 

นางก้าวเข้าไปใกล้ ๆ ทีละก้าว ๆ ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ กระทั่งมาถึงอีกด้านของโต๊ะซึ่งเขานั่งอยู่  จากนั้นจึงเอื้อมมือไปยังเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามเขา

 

ริมฝีปากที่สวยสมบูรณ์แบบของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างสง่างาม “เชิญดื่ม…”

 

นางนั่งลง จากนั้นก็เอียงศีรษะด้วยท่าทางคล้ายอยากรู้อยากเห็น สายตาของนางเหลือบมองไปยังดวงหน้าของชายที่นางกำลังจะทำข้อตกลงด้วย

 

ปั้นเย่ค่อย ๆ ดึงหมวกคลุมศีรษะลง 

 

นางอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง นางไม่คาดฝันว่าปีศาจจะมีรูปงามจนน่าทึ่งเช่นนี้ นางหลับตาลง เพื่อสงบสติอารมณ์ของตนเอง

 

ภายหลังจากเวลาผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง นางจึงกล่าวพึมพำเบา ๆ ขึ้นว่า “ใช่…ข้ามาเพื่อทำสัญญา”

 

“เจ้ารู้เรื่องสิ่งที่ต้องใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนแล้ว…หรือไม่…แม่นางน้อย ?” เขาเอ่ยปลายเสียงแผ่ว

 

“แน่นอน…ก็แค่ดวงวิญญาณที่ข้าเองก็ไม่ต้องการอีกต่อไปแล้ว” นางตอบ

 

*****

 

ห้าปีต่อมา

 

หยิงเยว่มองกำแพงวังอย่างระแวดระวัง ทว่าก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ  เพลานี้เป็นเพลาดึกสงัด ดวงจันทร์หลบหลังหมู่เมฆคล้ายเอียงอาย ยิ่งดึกเมฆก็ยิ่งหนา ขณะที่สายลมพัดมาเป็นระยะ ๆ ช่างเป็นค่ำคืนที่เหมาะสำหรับการลอบปลงประชนม์เสียจริง ๆ

 

นางค่อย ๆ ลอบย่องเข้าไปเงียบ ๆ ระหว่างพระตำหนัก จากนั้นก็ซ่อนตัวอยู่ในซอกมืด ๆ  แม้จะมองไม่เห็น หากแต่นางก็รู้ดีว่าองค์ชายอยู่ที่ใด และเป้าหมายของนางก็คือ…เขา

 

นางหยุด ก่อนจะเอนตัวลงแนบผนัง แม้จะยังคงมองไม่เห็น หากนางก็รู้ว่ายามนี้นางเข้าใกล้องค์ชายมากแล้ว สายตาของนางกวาดแลทั่ว เพื่อมองหาว่ามีทหารคุ้มกันอยู่บริเวณนี้หรือไม่

 

ราตรีนี้แสนเงียบสงบ บรรดาทหารองครักษ์ต่างก็ไม่คาดคิดว่าจะมีการลอบปลงพระชนม์ในค่ำคืนนี้

 

บางทีคืนนี้อาจจะเป็นคืนแห่งโชคของนาง

 

นางเห็นว่าโคมไฟสีเหลืองจาง ๆ ยังคงสว่างไสวภายในห้องบรรทมของเขา แสดงว่าองค์ชายหวังเจี้ยนยังคงตื่นบรรทม และเขาน่าจะกำลังอยู่กับคนสนิทที่เขาไว้วางใจที่สุด นั่นก็คือ ฉั่วฉานซิน ขุนนางผู้มีวรยุทธสูงมากในวังหลวง หัวหน้าองครักษ์ฉั่วเป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์ซึ่งดูแลความปลอดภัยให้กับองค์ชาย  

 

หยิงเยว่เฝ้าดูแสงวับวับ ขณะรอคอย และซุ่มซ่อนกายอยู่ในเงามืด

 

นางกัดฟัน ก่อนจะก้าวต่อไปเรื่อย ๆ ดวงตาของนางเป็นประกายวาวแววเต็มไปด้วยเจตนาสังหารเปี่ยมล้น นางมิได้ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าการสังหารผู้ที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนตนเป็นคนไร้ค่า ผู้ที่ทำให้นางเปลี่ยนเป็นคนแข็งกระด้างเย็นชาเช่นนี้ เขาทารุณจิตใจนางจนไม่เหลือความเป็นเด็กบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอีกต่อไป

 

นางกระโจนขึ้นไปบนระเบียงทางเดิน จากนั้นก็ก้าวต่อไปจนถึงหน้าประตู

 

มีเพียงฉากไม้บานเดียวเท่านั้นที่กั้นขวางนางจากองค์ชาย

 

หยิงเยว่สูดลมหายใจ… หัวใจของนางเต้นตูมตามอยู่ในอกอย่างบ้าคลั่งโดยไม่หยุดหย่อน

 

กระทั่งบัดนี้ แม้นางจะมีความโกรธแค้นองค์ชายผู้นี้อย่างเต็มเปี่ยม ทว่านางก็อดมิได้ที่จะหายใจติดขัด เนื่องจากความหวาดกลัวในสิ่งที่เขาเคยกระทำกับนาง สิ่งนั้นยังคงมีอำนาจเหนือนาง หากแต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะหันหลังกลับ ยามนี้นางมาจนถึงที่นี่แล้ว  นางต้องใช้เวลานานถึงห้าปีกว่าจะกล้ากลับมาที่วังแห่งนี้

 

นางกระแทกประตูเปิดกว้าง

 

องค์ชายนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง ดวงเนตรของเขาพุ่งตรงมาที่นาง ปากของเขาอ้าออกเล็กน้อย หากแต่มิมีปฏิริยาตอบโต้ หรืออาการแปลกใจใด ๆ เลย

 

ราวกับเขาคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่า นางจะมาที่นี่ เพื่อลงมือฆ่าเขาในค่ำคืนนี้

 

สายตาของเขามองผ่านไปยังคนอีกผู้หนึ่ง หยิงเยว่เดาถูกว่าชายผู้นั้นย่อมต้องเป็นหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว

 

องค์ชายยังคงสงบนิ่ง ท่าทางดูหมิ่นของเขาทำให้หยิงเยว่คลั่ง

 

หยิงเยว่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เลือดในกายของนางเดือดพล่าน ท่าทางวางเฉยขององค์ชายหวังเจี้ยน  ทำให้ความโกรธของนางระเบิดออก นางเดินเข้าไปในห้อง ด้วยฝีเท้าแคล่วคล่องว่องไว อีกทั้งเงียบเชียบ

 

“ช่วยจัดการแมลงสาบตัวนี้ที หัวหน้าองครักษ์ฉั่ว” องค์ชายพึมพำเบา ๆ ก่อนจะหันกลับไปที่ห้องหนังสือ

 

หยิงเยว่ชักกระบี่ออกจากฝัก แขนของนางดูแข็งแรง และมั่นคง นางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะกระโจนพร้อมกับแทงกระบี่ไปข้างหน้า

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วจับจ้องนางอยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่นางพุ่งเข้าหา เขาก็วาดกระบี่ในมือด้วยท่วงท่าที่แข็งแกร่ง และทรงพลัง เมื่อกระบี่ของเขาปะทะกับกระบี่ของนาง แรงปะทะก็ส่งตัวนางให้ถอยหลังกลับไปสองถึงสามก้าว กำลังของเขาย่อมมากกว่ากำลังของสตรีเช่นนาง

 

นางเดินวนไปรอบ ๆ ดวงตาของนางแลดูมั่นคง แม้ขณะที่นางกำลังรอรับมือเขา หัวหน้าองครักษ์ฉั่วเองก็ไม่หลบสายตาของนางเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเขาทำเช่นนี้ เขาก็ยิ่งดูน่าเกรงขาม ไม่แปลกใจเลยว่า เหตุใดจักรพรรดิจึงแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นหัวหน้าองครักษ์ตั้งแต่ยังหนุ่ม

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่ว อายุน้อยกว่าองค์ชายไม่ต่ำกว่าสองปี ทว่าตอนนี้วรยุทธของเขาเทียบเท่ากับวรยุทธขององค์ชายแล้ว 

 

ทั้งสองต่างก็จับจ้องเดินวนดูชั้นเชิงไปรอบ ๆ ก่อนที่นางจะถลันเข้าหาเขาด้วยท่วงท่ากระบี่อันทรงพลัง เพียงเพื่อให้เขาหลบออกจากเส้นทางของนาง

ทั้งคู่ต่างฟาดฟันกันอย่างดุเดือด

 

ช่างเป็นความพยายามที่สูญเปล่า นางกลับมายังจุดเดิม และกวัดแกว่งคมกระบี่โดยมีเป้าหมายที่ศีรษะของเขา เขาปะทะกระบี่กับนางอีกครั้ง ซึ่งทำให้นางเซถอยหลังกลับไปอีกสองก้าว

 

ลมหายใจของนางแผ่วลง ขณะที่เขาเองก็สูดหายใจแรงขึ้น  ทำให้นางรู้สึกดีที่ได้เห็นชายผู้มีพลังมากเช่นหัวหน้าองครักษ์ฉั่วถึงกับหอบ

 

“ผู้ใดส่งเจ้ามาที่นี่ ?” เขาเอ่ยถาม

 

“ไม่มี !” นางโต้กลับ

 

“เจ้ารู้หรือไม่ว่า การพยายามลอบปลงประชมน์องค์ชายโทษ คือการแขวนคอ ?”

 

นางยิ้มเยาะ ท่าทางของนางดูราวกับกำลังเย้ยหยันบางสิ่งบางอย่าง “ข้าคงไม่มาที่นี่ หากข้ามิได้เตรียมพร้อมที่จะตาย ข้ายอมขายวิญญาณของข้าให้กับปีศาจก็ด้วยเหตุนี้ !”

 

“เจ้าโง่เง่ามาก ! เจ้าควรจะใช้ความสามารถที่เจ้ามี เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวเจ้าเองมากกว่านี้”

 

“ฮึ” หยิงเยว่ไม่มีเวลาสำหรับต่อล้อต่อเถียงในเรื่องโง่ ๆ นางสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะแกว่งกระบี่ไปทางเขาอีกครั้ง  ขณะที่เขาเองก็วาดคมกระบี่ออกมาปะทะ  ฟิ้ว… ครั้นนางเลื่อนกระบี่ลงมาด้านล่าง หัวหน้าองครักษ์ฉั่วก็พุ่งกระบี่ออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อรับกระบี่ของนางอีก

 

นางหาช่องทางหลบหนี  ทว่ากลับมีฝ่ามือมากระแทกหลังของนางจนชนเข้ากับผนัง แรงกระแทกนั้นส่งผลให้กระบี่ที่นางกำลังจับอยู่หลุดออกจากมือ กระบี่ของนางร่วงหล่นส่งเสียงดังก้องยามกระทบพื้น และนางก็ติดกับเพื่อนในวัยเยาว์ของตนที่บัดนี้มิอาจจำนางได้

 

ลมหายใจของนางหยุดชะงัก จนนางต้องอ้าปากหอบ

 

มือของหัวหน้าองครักษ์ฉั่วกำลังบีบลำคอของนาง “ผู้ใดส่งเจ้ามาที่นี่ ? !” เขาตะคอก

 

“ไม่มี…” นางหายใจหอบ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งด้วยความเจ็บปวดบริเวณลำคอ พร้อมกับแรงกำปั้นที่ทุบลงบนอกของนางด้วย

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วทุบอย่างแรง หนักมากพอที่นางจะรู้สึกราวกับว่า เขากำลังจะหักซี่โครงของนาง

 

“พอแล้ว…” องค์ชายกล่าว เขาเฝ้าดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากที่นั่งของตน ราวกับกำลังดูการแสดงเพื่อความบันเทิง  สุรเสียงของเขาแม้จะนิ่ง ๆ ทว่าก็เจือไปด้วยความอำมหิตจนทำให้นางสั่นสะท้าน

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วกัดกราม จากนั้นก็เม้มริมฝีปาก แต่เขาก็ยังไม่คลายมือ

 

องค์ชายลุกขึ้นเดินด้วยฝีเท้าเรียบ ๆ และสบาย ๆ

 

เขาหยุดลงข้างหลังหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว “ปล่อยพวกเราไว้ลำพัง” องค์ชายกล่าว

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วเหลือบมององค์ชายอย่างไม่แน่ใจ

 

“มิเป็นไรหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว ข้าจะจัดการเอง นางทำให้ข้าเสียเวลาไปมากแล้ว และนางก็ไม่มีทางทำอะไรมากไปกว่านี้หรอก”

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วย่นคิ้ว องค์ชายอยากอยู่เพียงลำพังกับมือสังหารกระนั้นรึ ?  “ทว่าองค์ชาย !”

 

มือขององค์ชายวางลงบนไหล่ของหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว เพื่อดึงตัวเขาออกมา “ไปเถอะ…”

 

เสียงครางเล็ดลอดออกจากปาก สุดท้ายหัวหน้าองครักษ์ฉั่วก็ปล่อยมือที่เกาะกุมลำคอนางจนแน่น ก่อนจะก้าวถอยหลังจากไป ขณะที่นางก็ทรุดลงกับพื้น อ้าปากหายใจพะงาบ ๆ 

 

สีข้างของนางเจ็บปวดมาก  กำปั้นของเขาหนักจนแทบจะหักซี่โครงของนางออกเป็นชิ้น ๆ

 

นางเสียวแปลบด้วยความเจ็บปวด นางสูดอากาศภายใต้ชั้นหน้ากากดำบาง ๆ ที่ช่วยปกปิดตัวตนของนางไว้

 

องค์ชายก้มตัวลง ด้วยท่าทีสงบนิ่งสบาย ๆ เขาขยับมือ และคว้าแขนนางไว้ การกระทำของเขาอ่อนโยน เกินกว่าจะใช้จัดการกับมือสังหารที่ต้องการฆ่าเขา

 

เขาดึงนางให้ลุกขึ้นยืนยันร่างนางติดกับผนัง จ้องมองนาง ดวงเนตรของเขาสว่างไสวเป็นประกาย เขาจับจ้องเพียงดวงตาสีน้ำตาลไหม้ของนาง เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขามองเห็นได้

 

สายตาของเขาอ่อนโยน และค่อนข้างสับสน องค์ชายเกลียดชังนาง และนางก็เกลียดชังเขาเช่นกัน

 

มือของเขาเอื้อมไปที่หน้ากากซึ่งปิดบังใบหน้าแท้จริงของนาง จากนั้นก็เลื่อนมันออก องค์ชายเอนตัวลง พร้อมกับจูบปากนางอย่างหนักหน่วง จูบของเขาล้ำลึก และโหยหา  ขณะที่หยิงเยว่เองก็ทรยศความเกลียดชังของตนเอง นางหลับตาลงเพื่อรอรับจูบน่าหลงใหลลึกล้ำนั่น

 

องค์ชายสูดลมหายใจรับกลิ่นอายของนางเข้าไปเต็มจมูก เป็นเวลากว่าห้าปีแล้วที่จิตใจของเขาเต็มไปด้วยแรงปรารถนาในตัวนาง แต่กลับไม่สามารถกอดเก็บนางไว้กับตัวเขาได้ องค์ชายหวังเจี้ยนได้แต่เฝ้าดูนางห่าง ๆ อย่างห่วงใย  เพราะวิธีเดียวที่เขาจะปกป้องสตรีที่เขารัก คือการทำให้นางออกไปให้ไกลห่างจากเขา เขาจึงจำต้องเสแสร้งทำทุกอย่างให้นางเกลียดเขา

 

สาวน้อยเริ่มลังเล และถอนตัวออกจากจูบนั้น ขณะได้ยินเสียงคำรามดุดันเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของเขา 

 

“หยิงเยว่ … ” เขาพึมพำ “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ข้าขอเถอะนะ…นะ”

 

“องค์ชายหวังเจี้ยน !” หยิงเยว่เรียกชื่อของเขาเพื่อเตือนสติ

 

“ไม่..หยิงเยว่” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงหอบกระเส่า ขณะเอนตัวลงมาเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจเสียงเรียกเตือนของนาง

 

อุ้งมือของเขาคว้าจับลำคอของนางกระชับแน่น จากนั้นก็ดึงนางเข้าไปจูบอีกครั้ง  องค์ชายขบริมฝีปากของนาง และไล้ลิ้นของเขาเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นของนาง สิ่งที่เขากระทำกับนางยามนี้ ไม่ต่างกับที่เขาเคยกระทำ เมื่อครั้งเขาแสดงความรักกับนางตอนที่ยังคงรักกัน

 

“หยุดนะ !” นางสะบัดตัวออก จากนั้นก็รู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วร่างกาย ลำคอของนางเขียวช้ำ ซี่โครงของนางดูเหมือนจะร้าว

 

หยิงเยว่ตัวสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด

 

“เดี๋ยว…อย่าเพิ่งขยับ ข้าขอโทษ ข้าจะพาเจ้าไปพัก” องค์ชายหวังเจี้ยนเอ่ยพึมพำเบา ๆ อย่างเก้อเขิน  เขาจ้องมองนางเป็นเวลานาน ราวกับว่าไม่อยากเชื่อว่า นางกำลังอยู่ตรงหน้าเขาเวลานี้ 

 

“ข้าจะพาเจ้าไปพักก่อน”

 

“ไม่…ข้าไม่ต้องการเคลื่อนไหวใด ๆ อีก  ข้าเจ็บปวดมาก อีกเดี๋ยว…หัวหน้าองครักษ์ฉั่วก็จะกลับมาที่นี่เพื่อจับกุมข้าแล้ว” นางทำเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พึงพอใจ ทว่าสีหน้ายังคงเจ็บปวด มือของนางกดลงบนสีข้างของตนเอง นั่นยิ่งทำให้นางเจ็บปวดอย่างรุนแรง

 

หวังเจี้ยนจ้องไปที่ข้างลำตัวของนาง บริเวณที่นางได้รับบาดเจ็บ

 

“ไม่ต้องกังวลเรื่องหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว ข้าจะจัดการเรื่องของเขาเอง” องค์ชายเอ่ยพึมพำ

 

เขาลุกขึ้น และก้าวออกไปสองสามก้าว ดึงเบาะนุ่ม ๆ บนที่นั่งออกมา จากนั้นองค์ชายหวังเจี้ยนก็เดินไปที่ตู้เพื่อหยิบผ้าห่ม “เจ้าไม่ต้องไปไหนทั้งสิ้น ไม่ต้องติดคุก คืนนี้เจ้าพักผ่อนอยู่ที่นี่  และข้าจะดูแลความปลอดภัยให้เจ้าเอง”

 

“ท่านกำลังพูดบ้าอันใด ?” นางขู่ฟ่อด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก “ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อสังหารท่าน !”

 

เขาหันไปมองนาง … ประกายตาเจิดจ้าคมชัดของนางที่กำลังมองจ้องมาที่เขา ไม่ได้มีแต่ความเกลียดชัง หากกลับเจือไปด้วยความเสน่หา เป็นความเสน่หาที่ต่างฝ่ายต่างก็รับรู้ได้

 

“ไม่…” เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือไรว่า เจ้าจะเข้าวังมาหาข้าคืนนี้ หยิงเยว่…เหตุใดเจ้าถึงคิดว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเจ้าเลยกระนั้นรึ ?” เขาหยุดพูด และมองนาง “นี่เป็นเพราะข้าบอกให้ทหารคุ้มกันทุกคนปล่อยเจ้าให้เข้ามาเพียงลำพังต่างหากเล่า ข้าต้องการให้เจ้าเข้ามาหาข้า ข้าต้องการให้เจ้ามาอยู่ใกล้ชิด ข้าอยากให้เจ้ากลับมาหาข้า” 

 

น้ำเสียงของเขาฟังสบาย ๆ คำกล่าวของเขาก็ไม่ต่างกับองค์ชายหวังเจี้ยนคนที่นางคุ้นเคย

 

เขาเดินกลับมาพร้อมผ้าห่ม และหมอนในมือ จากนั้นเขาก็วางเบาะลงบนพื้น และค่อย ๆ ประคองศีรษะนางลง

 

นางปล่อยให้เขาทำตามใจ  แต่ยังโกรธตนเองที่ยอมคล้อยตามความอ่อนโยนของเขา

 

เขาเลื่อนมือไปที่เอวของนาง เพื่อช่วยขยับตัว สัมผัสของเขาเบาสบาย เต็มไปด้วยความรักอีกทั้งห่วงใย และนี่ยิ่งทำให้นางเกลียดเขา

 

“ท่านกระทำสิ่งโหดร้ายเช่นนี้ได้เสมอ นานมาแล้วเมื่อครั้งที่ท่านโยนข้าออกจากชีวิตของท่าน  ทว่าบัดนี้ท่านกลับต้องการให้ข้ากลับมา หลังจากที่ข้าชิงชังในตัวท่านแล้ว”

 

นัยน์ตาขององค์ชายหวังเจี้ยนเป็นประกายด้วยความโกรธ หากแต่เพียงแวบเดียว และในชั่วอึดใจถัดมาความโกรธนั้นก็มลายหายไปอย่างรวดเร็ว เขาถอนหายใจเพื่อคลายอารมณ์ ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

 

องค์ชายหวังเจี้ยนยิ้ม

 

ขณะที่หยิงเยว่เบนสายตาไปมองทางอื่น

 

“ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก…ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะสามารถเกลียดชังข้าได้ เจ้ารักข้า และยังคงรักอยู่เช่นเดิม ความรักนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปจากใจเจ้าได้” องค์ชายหวังเจี้ยนพึมพำ

 

องค์ชายหวังเจี้ยนคุกเข่าลงข้าง ๆ และคลายเสื้อผ้าของนางออก ถอดรองเท้าบูทหนัก ๆ ออกจากเท้าของนาง จากนั้นก็จัดซี่โครงของนางให้เข้าที่

 

นางส่งเสียงครวญคราง ความเจ็บปวดที่บริเวณซี่โครงของนางรุนแรงมาก องค์ชายหวังเจี้ยนโน้มกาย ดูดกลืนเสียงครวญครางของนางไว้ภายในริมฝีปากของตน เขาจูบนางอีกครั้ง เป็นค่ำคืนดื่มด่ำของมือสังหารที่ล้มเหลว ข้าขอโทษที่หัวหน้าองครักษ์ฉั่วทำรุนแรงกับเจ้าเกินไป”

 

นางกล่าวเย้ยหยัน “คนโง่ก็มักจะตาบอดไม่ต่างกับค้างคาว…เขาไม่รู้อะไรหรอก”

 

นิ้วขององค์ชายลูบไล้ลำคอของนางก่อนจะสะบัด การกระทำที่ดุดันนั้นไม่เพียงสร้างความเจ็บปวด หากแต่ด้วยสัมผัสนั้นของเขา สัมผัสอันโหดร้ายของเขานั้น ทำให้ผิวหนังของนางถลอกไปหลายแห่ง

 

ครั้นองค์ชายเห็นนางสะดุ้ง เขาก็รีบดึงมือของตนกลับ จากนั้นก็เอื้อมมือไปที่ผ้าห่มด้านข้างแทน หยิบมันขึ้นมาคลี่ออก แล้วคลุมไว้บนหน้าอกของนาง

 

หยิงเยว่ตัวสั่น ลมเย็น ๆ ยามค่ำคืนพัดผ่านเสื้อผ้าบาง ๆ ของนาง “อย่าคิดว่าข้าจะลืมว่าท่านเป็นผู้ใด…และท่านเป็นอะไร คนอย่างท่านหาใช่นักบุญไม่ ท่านเป็นคนใจหิน…หวังเจี้ยน !”

 

“มีเหตุผลมากมายเกินกว่าเจ้าจะเข้าใจได้ ในการที่ข้าต้องกระทำกับเจ้าเช่นนั้น กระทำกับคนที่ข้าห่วงใย” เขาเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตานาง หากแต่นางกลับเสไปมองทางอื่น

 

หวังเจี้ยนถอนหายใจยาว เขาไม่เอ่ยถึงเรื่องนั้นอีก “เจ้าพักผ่อนเถอะ และอย่าพยายามเคลื่อนไหวให้มากนัก คืนนี้ข้าเหนื่อยมากแล้ว ไว้รุ่งเช้าเราค่อยสนทนากันใหม่”

 

องค์ชายหวังเจี้ยนถอดรองเท้าบูท จากนั้นก็คลายเสื้อของตนออก เขาโยนเสื้อไปด้านข้าง ก่อนจะสอดตัวลงใต้ผ้าห่มข้าง ๆ นาง เขาทำราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น และไม่เคยมีเรื่องที่พวกเขาแยกจากกันนานถึง 5 ปี

 

องค์ชายหวังเจี้ยนข่มใจตนเองให้ผ่อนคลาย ก่อนจะดึงชายาที่เหินห่างไปนานของเขาเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อเผชิญหน้ากับนาง

 

แม้ห้องจะมืดมิด อีกทั้งตะเกียงก็ดับแสงไปแล้ว ทว่าเขาก็ยังสามารถมองเห็นนางได้ ทุก ๆ ส่วนโค้งเว้าสวยงามสมบูรณ์แบบของนาง กลิ่นลมหายใจที่รดลงบนใบหน้าของเขา ทุกอย่างยังคงเฉกเช่นเดิม นางยังคงเป็นหญิงสาวคนเดิม คนที่เขาอภิเษกสมรสด้วย

 

“หยิงเยว่…”

 

สัมผัสของเขาทำให้นางตัวสั่นไม่หยุด นางไม่ได้เตรียมตัวจะเจอเรื่องเช่นนี้มาก่อน  อ้อมกอดนี้อ่อนโยนจากใจจริง หรือเป็นเพียงเพื่อปกปิดความโหดร้ายของเขา

 

นี่คือสัมผัสแห่งรัก และองค์ชายหวังเจี้ยนก็มิได้ทำสิ่งใดอื่น นอกจากวาดวงแขนของเขาโอบรอบกายนาง

 

“ข้าขอโทษ…หากสัมผัสของข้าทำให้เจ้ารู้สึกไม่สบาย”

 

นางมิได้ตอบคำ หากแต่นางกลับเชื่อใจเขา มากพอที่จะยอมปล่อยให้ตนเองหลับไปด้วยความอึดอัด ขณะที่มีเขานอนอยู่เคียงข้าง

 

ฝันร้ายที่เคยไล่ตามองค์ชายหวังเจี้ยนทุกค่ำคืนยามเขาหลับใหล ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยในรอบห้าปีที่ผ่านมา

 

ในอดีต… แม้จะมีหลายคราที่เขาถูกฝันร้ายตามหลอกหลอน หากแต่หลายปีที่ผ่านมา มันกลับสงบนิ่ง และเงียบเฉยทุกครั้งที่เขาหัวถึงหมอน

 

และนี่เป็นค่ำคืนแรกที่ฝันร้ายกลับมาตามหลอกหลอนเขาอีกครั้ง อาจเป็นเพราะ นี่เป็นราตรีแรกที่นางกลับมา  นางเป็นผู้ปลุกสิ่งใดก็ตามที่กำลังตามล่าเขาอยู่ให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง 

 

หวังเจี้ยนนอนกระสับกระส่าย พร้อมกับละเมอร้องคร่ำครวญขณะกำลังหลับ องค์ชายพลิกกายไปมากระทั่งตกใจตื่น เขาหอบฮัก  ร่างทั้งร่างสั่นเทา อีกทั้งชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ขณะที่เขาพลิกตัวหันไปหาชายาของตน

 

หยิงเยว่ลืมตาอยู่ก่อนแล้ว เช่นนั้นเมื่อเขาพลิกตัวมา ดวงตาของทั้งคู่จึงประสานเข้าด้วยกัน ก่อนหน้านี้นางกำลังนอนมองเขาอยู่ นางจำได้ดีถึงช่วงเวลาที่เขาต้องผจญกับฝันร้าย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ยามที่เขาถูกฝันร้ายเหล่านี้หลอกหลอน บางครั้งเขาจะคว้าตัวนางไว้ในอ้อมแขน และโอบกอดนางราวกับเกรงว่าปีศาจกำลังจะมาลักตัวนางไป เขาหวาดกลัวเป็นอย่างมาก กลัวเสียจนกระทั่งเนื้อตัวสั่นเทา

 

หวังเจี้ยน และหยิงเยว่ต่างจ้องมองตากันและกัน หยิงเยว่สามารถเห็นความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในดวงตาที่นิ่งสงบของหวังเจี้ยนได้โดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใด ที่ผ่านมา…องค์ชายไม่เคยกล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวกับฝันร้ายของเขาไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม และจากนั้นไม่นานนางก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะเฝ้าคอยไถ่ถาม

 

หยิงเยว่ไม่กล้าปลุกเขาออกจากฝันร้ายเฉกที่นางเคยกระทำในอดีต

 

พวกเขาทั้งสองไม่ใช่คู่รักกันอีกต่อไป คำว่าสามี-ภรรยาเป็นเพียงแค่ในนามเท่านั้น 

 

“ให้เขาจมอยู่กับความหวาดกลัวกระทั่งขาดใจตายไปเลย” นางแอบกล่าวกับตนเองเบา ๆ

 

“เจ้าตื่นแล้ว” เขาส่งเสียงพึมพำคล้ายละเมอ นั่นทำให้นางประหลาดใจว่า เหตุใดเขาจึงนอนหลับสนิทอยู่ได้ โดยมีสตรีที่พยายามจะสังหารเขานอนเคียงข้างกาย หรือเป็นได้ว่าเขาดูถูกฝีมือของนางเอามาก ๆ หาไม่แล้วเขาก็คงไม่คิดว่านางจะสังหารเขาได้ลงคอ

 

“ข้า…รู้สึกปวดมาก” หยิงเยว่เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางตื่นนานแล้ว เพราะการนอนบนเบาะที่ปูลงกับพื้นไม่ได้ช่วยให้นางรู้สึกสบายขึ้นเท่าใดนัก

 

องค์ชายหวังเจี้ยนร้องครวญออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น เขามองออกไปนอกหน้าต่าง พร้อมกับคิดว่าอีกไม่นานก็รุ่งสางแล้ว

 

“อีกหนึ่งชั่วยามพระอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว” หยิงเยว่พึมพำเบา ๆ

 

หวังเจี้ยนทอดถอนใจ ก่อนจะหันหน้ากลับมามองนาง ใบหน้าของนางยังคงแข็งกร้าว ดูไม่ออกว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่  ไม่มีร่องรอยแย้มยิ้ม ไม่มีแม้กระทั่งความรักที่นางเคยมอบให้เขาผู้เป็นสวามีเสมอมา  เขาผุดลุกขึ้น ผ้าห่มเลื่อนหล่นลง องค์ชายผูกรัดจัดแจงเสื้อคลุมของตนให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะสวมใส่รองเท้าบูท

 

โดยไม่เอ่ยกล่าวคำใด หวังเจี้ยนพยุงหยิงเยว่ให้ลุกขึ้น จากนั้นก็สอดแขนข้างหนึ่งเข้าที่แผ่นหลังส่วนอีกข้างหนึ่งสอดเข้าใต้ขาของนาง “ข้า…จะพาเจ้ากลับไปที่ห้องบรรทมเดิมของเรา ข้า…จะให้หมอหลวงมาตรวจดูอาการบาดเจ็บของเจ้า หยิงเยว่…เจ้าพักผ่อนสักครู่ก็อาจรู้สึกดีขึ้น”

 

นางคิดว่า…นี่เป็นเรื่องแปลกมาก หวังเจี้ยนไม่เคยแสดงความอ่อนโยนกับนาง หรือหากจะมีอยู่บ้าง ก็เป็นเพียงช่วงแรกสมรส นางพยายามสะบัดตัวออก หากแต่ก็ซวนเซจนเกือบจะล้มลง ทว่าหวังเจี้ยนเอื้อมมือของเขาออกไปประคองหลังนางไว้ได้ทันท่วงที

 

“อย่าดื้อรั้นไปหน่อยเลย นี่ข้ากำลังพยายามช่วยเจ้าอยู่นะ และข้าก็มิได้คิดจะทำร้ายเจ้าด้วย”

 

“ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิได้ดื้อรั้น หากแต่ข้าไม่เชื่อใจท่าน… หวังเจี้ยน”

 

“…ช่างเถอะ …อย่างไรเสียเมื่อคืนนี้เจ้าก็ยอมที่จะนอนพักเคียงข้างข้า มาเถอะน่า…ข้าจะพาเจ้าไปที่ห้องบรรทม”

 

นางยังคงจ้องมองเขาด้วยท่าทีครุ่นคิด ในใจนึกอยากปฏิเสธเขา หากแต่หวังเจี้ยนก็ไม่ปล่อยให้นางมีทางเลือก เขาโอบนางไว้ในอ้อมแขน ทำให้นางอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะรู้สึกเจ็บปวดแปลบขึ้นอย่างฉับพลัน

 

“ขอโทษที่ทำให้เจ้าเจ็บ…ข้าจะกำชับให้หมอหลวงปรุงสมุนไพรชั้นดี เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดให้เจ้า”

 

ดวงอาทิตย์อ่อนแสงลง ใกล้จะถึงเวลาย่ำค่ำแล้ว หลังจากที่หยิงเย่วหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ เป็นเวลานาน ยามนี้นางรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้ง ทั่วร่างของนางยังเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทว่าไม่รู้สึกเจ็บมากเช่นราตรีที่ผ่าน นางคิดว่านางต้องพยายามยืด และคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายเสียบ้าง

 

หน้าอกของนางถูกผ้าพันแผลพันไว้อย่างเรียบร้อย มีร่องรอยของน้ำมันสมุนไพรที่บริเวณลำคอ หมอหลวงคงให้ยาแก้ปวดชั้นเยี่ยมแก่นาง เพื่อให้นางคลายความเจ็บปวด และนอนหลับพักผ่อนตลอดช่วงบ่าย

 

นางกวาดตามองโดยรอบ นี่เป็นห้องบรรทมเดิม เครื่องเรือน อีกทั้งของตกแต่งยังคงเหมือนเดิม กลิ่นอายขององค์ชายหวังเจี้ยนก็ยังคงติดอยู่บนแท่นบรรทม  ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นกายของเขา … กลิ่นของเขาเท่านั้น ไม่มีกลิ่นผู้ใดอื่นนอกจากนี้

 

แปลก !

 

หยิงเยว่คิดว่าในครั้งนั้นเขาน่าจะอภิเษกสมรสกับพระสนมของเขา ผู้ที่เขาแนะนำทุกคนในฐานะรักแท้ของชีวิต ผู้ที่จะเป็นคู่ชีวิตของเขา นอกจากนี้ยังมีถ้อยคำทำร้ายจิตใจต่าง ๆ นา ๆ อีกมากมายที่นางจดจำมิได้

 

นางสลัดความคิดนั้นทิ้ง จากนั้นก็ดึงความรู้สึกดื้อรั้นแข็งกร้าวกลับคืนมา

 

การเข้ามาอยู่ในห้องบรรทมเดิมนี่  มิได้ช่วยให้นางกำจัดเรื่องราวในสมองที่ไม่อยากจดจำเหล่านั้น

 

ความทุกข์… และความทรงจำอันแสนทรมานของนางเริ่มกลับมาทำร้ายนางอีกครั้ง หยิงเยว่ไม่เคยมีความทรงจำที่มีความสุขกับสวามี เรื่องราวระหว่างเขากับนางส่วนใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยความเจ็บปวด  อย่างไรก็ตาม นางรู้ว่านางโกหก หากจะกล่าวว่าตนเองไม่ได้กำลังตกหลุมรักหวังเจี้ยนใหม่อีกครั้ง เป็นเรื่องง่ายมาก…ง่ายมากจริง ๆ ที่นางจะรักเขา

 

นางไม่เคยรู้จักผู้ใดอื่นนอกจากเขา แม้ในยามที่นางอยู่นอกวัง แล้วออกไปเดินเล่นรอบเมือง นางก็ไม่เคยตกหลุมรักชายใดเลย บางทีความรู้สึกของนางยามนี้อาจเหมือนแก้วที่แตก และกำลังถูกนำมาต่อประสานใหม่อีกครั้ง 

 

มีเสียงเคาะประตูจากด้านนอก เสียงเคาะเบา ๆ  หยิงเยว่นิ่งเงียบไม่ส่งเสียงใดให้คนภายนอกรู้ว่านางอยู่ในห้อง 

 

“ข้าขอเข้าไปได้หรือไม่ ?” คนผู้นั้นเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน อ่อนหวาน อีกทั้งนุ่มนวล

 

นางจำเสียงนั้นได้ คืนก่อน ชายผู้ดุร้ายไร้ปรานีผู้นี้ใช้นิ้วมือบีบรอบลำคอของนางแน่นหมายจะปลิดชีวิต ดี…ดีจริง ๆ ฉั่วฉานซิน เพื่อนวัยเยาว์มาเยี่ยมเยียนนางถึงที่ห้อง ยามนี้เขาคงรู้แล้วว่านางเป็นมือสังหารคนเมื่อคืน 

 

“เจ้า…เข้ามาได้…ฉานซิน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงไพเราะ ไม่มีความขมขื่นเจือในกระแสเสียงของนาง

 

เสียงประตูเปิดดังเอี๊ยด จากนั้นเขาก็เดินเข้ามา ใบหน้าของเขาก้มงุด ๆ ด้วยความละอาย หัวหน้าองครักษ์ฉั่วยืนอยู่บริเวณช่องว่างระหว่างประตูกับแท่นบรรทมของนางด้วยขาที่แข็งแกร่งของตน  เขาถือดอกไม้เยี่ยมกำเล็ก ๆ ไว้ในมือ ดอกไม้พวกนั้น เขาคงแวะเก็บจากสวนข้างทาง

 

“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เขาเอ่ยถามเบา ๆ ขณะเหลือบตาขึ้นผสานกับดวงตาของนาง

 

หยิงเยว่ยิ้ม…ดวงตาของนางมีรอยยิ้มขัน ๆ นางชื่นชมในตัวเขาเสมอมา สำหรับหยิงเยว่ หัวหน้าองครักษ์ฉั่วเป็นผู้ที่นางรัก และยกย่องประหนึ่งพี่ชาย แม้ว่าทั้งคู่จะมีอายุเท่ากัน หากแต่เพราะนางได้รับหมั้นองค์ชายหวังเจี้ยนตั้งแต่ยังเยาว์ ความคิดเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ระหว่างคนทั้งสองจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

เช่นเดียวกับฉั่วฉานซิน แม้ว่าเขาจะยังโสด ทว่าก็ไม่เคยสนใจหาคู่ครอง เขาเติบใหญ่ขึ้นมาโดยอุทิศทั้งชีวิตให้กับราชวงศ์ ทำให้เขาไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น ๆ เลย

 

ฉั่วฉานซินยื่นช่อดอกไม้ออกมาให้นาง

 

นางรับช่อดอกไม้ไว้ พร้อมกับรอยยิ้มที่ระบายบนใบหน้า

 

“เอ่อ…หยิงเยว่…ข้าเสียใจเรื่องคืนก่อน”

 

หยิงเยว่หัวเราะเบา ๆ น่าขันที่ชายคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนจากสัตว์ที่ดุร้าย กลายเป็นหมีน้อยที่น่ารักที่สุดไปได้ ศีรษะของนางสั่นคลอน ขณะที่เขายังคงก้มหน้างุด ๆ “ก็…เจ้ากำลังทำงานของเจ้าอยู่ และเจ้าก็ไม่รู้ว่าเป็นข้านี่”

 

“ข้ารู้ แต่ … ” สายตาของเขาเลื่อนไปมองผ้าพันแผลที่พันรอบลำตัวของนาง เขาคิดว่าซี่โครงของนางคงจะหัก จากนั้นก็มองไปที่ลำคอของนางซึ่งมีรอยสีเขียวช้ำโดยรอบเห็นได้ชัดว่าเป็นรอยนิ้วมือของเขา  หัวหน้าองครักษ์ฉั่วหน้าถอดสี เขาก้มหน้าลงมองเท้าของตนอีกครั้ง “ข้า…ข้าเสียใจจริง ๆ ข้าเกือบจะหักคอของท่านแล้ว”

 

“อย่ากังวลไปเลย ..เจ้าไม่ต้องสังหารข้า และหากข้าคิดจะต่อสู้กับเจ้าจริง ๆ เจ้าก็ไม่อาจหยุดยั้งข้าได้หรอก” นางขยิบตาให้ “หากแต่ข้าไม่ได้มาหาเจ้า ข้ามาหาหวังเจี้ยนต่างหาก”

 

คิ้วของเขาเลิกขึ้น เขากวาดนัยน์ตาสีดำเข้มไปที่แท่นบรรทม สายตาอยากรู้อยากเห็นของเขา ไม่อาจรอดพ้นสายตาของนางได้ นั่นทำให้นางหัวเราะ

 

เขาคงคิดว่า ลงท้าย…นางมานอนกับหวังเจี้ยนได้อย่างไร ?

 

ทว่านางก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาคาดเดาเรื่องที่เกิดขึ้น  หยิงเยว่ส่งรอยยิ้มซุกซนให้ฉั่วฉานซิน ก่อนจะกล่าวว่า “โอ้…ฉานซิน…ข้าดีใจมากที่ได้พบเจ้าอีกครั้ง” ด้วยน้ำเสียงยินดี 

 

จู่ ๆ องค์ชายหวังเจี้ยนก็ถลันเข้ามาในห้องโดยไม่มีผู้ใดทันคาดคิด เขาหยุดชะงักนิ่งอยู่ที่ประตูชั่วครู่หนึ่ง ดูเหมือนเขากำลังงงงวยว่าตนเข้ามาผิดห้องหรืออย่างไร เขาเกือบจะหันหลังกลับ และเอ่ยขอโทษที่บุกรุกเข้ามาอย่างไร้มารยาท

 

เสียงกระแอมเบา ๆ เข้าหูของผู้ที่กำลังอยู่ในห้องทั้งสองคน

 

สายตาของหวังเจี้ยนกวาดมองช้า ๆ ไล่จากหัวหน้าองครักษ์ฉั่วไปทางหยิงเยว่  จากนั้นก็เลื่อนมาหาช่อดอกไม้สดซึ่งอยู่ในมือของนาง ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าองค์ชายหวังเจี้ยนเป็นจอมโหด

 

“โอ้…ข้าขอโทษ…นี่ข้าเข้ามาขัดจังหวะพวกเจ้าหรือไม่”  ริมฝีปากของเขาเหยียดจนเป็นเส้นตรงบาง ๆ

 

เขารู้สึกไม่พอใจ ไม่พอใจอย่างยิ่ง ที่เดินเข้ามาในห้องบรรทมของตนเอง แล้วเห็นชายาของตนสนทนาอยู่กับบุรุษอื่นเพียงลำพัง

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วครางในลำคอ ขณะเดียวกันรอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากของหยิงเยว่ก็จางหายไปแล้ว ทั้งคู่ต่างตัวสั่นเทา

 

“ออกไป…” ถ้อยคำที่ปนอาการขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขององค์ชายหวังเจี้ยน ทำให้ฉั่วฉานซินกระวีกระวาดออกไปจากห้อง โดยไม่ต้องรอให้เอ่ยกล่าวเป็นครั้งที่สอง 

 

ขาที่แข็งแรงพาเขาก้าวยาว ๆ ออกจากประตูอย่างว่องไว เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาราวเหล็กแหลมขององค์ชายที่จู่โจมเข้าใส่

 

ความตึงเครียดเริ่มลดลงทันทีที่เหลือบุรุษเพียงผู้เดียวในห้องนอน  องค์ชายหวังเจี้ยนคลายใบหน้าแข็งกร้าวราวกับหินของตนออก เขาเผยรอยยิ้มขึ้นแทนที่  ก่อนจะเดินเข้าไปหาชายา ยื่นมือออกไปคว้าดอกไม้ที่ฉั่วฉานซินมอบให้นาง จากนั้นก็แทนที่ด้วยดอกไม้ของเขาเอง

 

ดูเหมือนว่าเขาจะทำเฉกเช่นเดียวกันกับหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว  โดยการแวะที่สวนข้างทาง เพื่อตัดดอกไม้มาให้นาง เพียงแต่หวังเจี้ยนรู้จักเลือกดอกไม้ที่เหมาะสม อีกทั้งยังจัดมันเข้าช่อให้ดูงดงามได้ดีกว่า

 

รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนริมฝีปากของนางอีกครั้ง ขณะที่หวังเจี้ยนโยนดอกไม้ของหัวหน้าองครักษ์ฉั่วทิ้งไปในมุมอับอย่างไม่ใส่ใจ

 

เขานั่งลงบนขอบแท่นบรรทม ด้วยท่าทีแข็งกร้าว ซึ่งนางก็คาดการณ์อารมณ์เช่นนี้ของเขาไว้แล้ว

 

“เขาเข้ามาทำอะไรในห้องบรรทมนี้ เหตุใดจึงต้องอยู่กับเจ้าตามลำพังกระนั้นหรือหยิงเยว่ ?” องค์ชายเอ่ยถามด้วยเสียงแหลม ๆ น้ำเสียงนั้นฟังคล้ายกับการตำหนิ

 

“เขามาเพื่อขอโทษที่เกือบจะสังหารข้าเมื่อคืนนี้” หยิงเยว่ตอบกลับด้วยท่าทีแข็งกร้าวไม่แพ้กัน นางอาจจะได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งเขาก็ยังเป็นถึงองค์ชาย ทว่านางก็ไม่ลดละ นางไม่ยอมถอยหนี  “เขาเข้ามาขอโทษที่ทำร้ายข้าโดยไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร ขณะที่ท่านเฝ้าดูเขาเกือบจะหักคอข้าตายทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นข้า” น้ำเสียงของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตแค้น

 

มีเพียงเสียงถอนหายใจที่ฟังชัดเจน จากนั้นองค์ชายหวังเจี้ยนก็ไม่เอ่ยคำใดอีก มือของเขาวางลงบนท่อนขาของนางจากนั้นก็ลูบไล้เบา ๆ “อภัยให้กับความหึงหวงที่ไร้สติของข้าด้วย คงไม่มีผู้ใดอยากเห็นชายาของตนกับบุรุษอื่นในห้องบรรทม”

 

“ท่านไม่มีสิทธิ์คิดเช่นนั้น ท่านกำลังสำคัญตนผิดไปหรือไม่”

 

“อย่าลืมว่า… เจ้าเข้ามาที่นี่เพื่อสังหารข้า หากข้าโหดร้ายจริงเช่นที่เจ้ากล่าวมา  ข้าคงจะทำสิ่งที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านี้ หากข้าเป็นองค์ชายองค์อื่น ป่านนี้เจ้าคงจะถูกมัดมือมัดเท้าอยู่ในเครื่องทรมานแล้ว ” เขากล่าว น้ำเสียงของเขาไม่ได้ฟังดูเย็นชา หรือโกรธเกรี้ยว หากแต่เป็นการกล่าวในสิ่งที่เป็นความจริง

 

นางไม่เอ่ยคำใดอีก นางไม่โต้กลับ ไม่ตอบสนอง รวมถึงไม่ขยับขาเพื่อหลีกเลี่ยงสัมผัสที่อ่อนโยนนั่นด้วย

 

นิ้วของนางแตะกลีบดอกไม้เล่น ขณะที่ความเงียบครอบคลุมคนทั้งคู่  ความเงียบมักจะเกิดขึ้นเสมอ เวลาที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน หยิงเยว่ไม่เคยเรียนรู้วิธีที่จะสนทนากับเขาอย่างจริง ๆ จัง ๆ ไม่กล้าเอ่ยปากแสดงความคิดเห็นของตน แม้กระทั่งเวลานี้  หากแต่ในยามนี้นางแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว และนางก็ไม่ต้องการเขาอีกต่อไป

 

หวังเจี้ยนถอนหายใจ เขากะพริบตาถี่ ขณะมองนางชื่นชมดอกไม้โดยไม่ใส่ใจในตัวเขา “หยิงเยว่…อย่ามัวแต่โต้ตอบกันไปมาแบบโง่ ๆ เช่นนี้เลย ที่ข้ายอมให้เจ้าเข้ามาในวัง เพียงเพราะข้าอยากให้เจ้ากลับมา มาดูนี่… ” เขาก้าวยาว ๆ ไปที่ตู้เสื้อผ้า โดยที่นางไม่มีโอกาสจะเอ่ยคำทักท้วงใด ๆ

  

องค์ชายหวังเจี้ยนเปิดตู้เสื้อผ้าออก พลันชุดฮั่นฝูหลากสีสันที่ถูกแขวนไว้ก็เผยออกสู่สายตานาง

 

หยิงเยว่แทบอ้าปากค้าง นางไม่เคยมีเสื้อผ้างดงามหรูหราเช่นนี้นับแต่วันที่หวังเจี้ยนโยนนางออกจากวังแห่งนี้ เสื้อคลุมที่นางสวมออกไปเป็นเสื้อคลุมตัวเดียวกับที่นางสวมใส่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา  นางต้องซักมันทุกครั้งที่นางมีโอกาสผ่านแม่น้ำหรือลำธาร

 

“ท่านจะให้ข้าทำเยี่ยงไรกับมันดีล่ะ ?” หยิงเยว่ขมวดคิ้ว  นางไม่เต็มใจจะยอมรับว่า นางรู้สึกปลาบปลื้มใจเพียงใดที่สวามีของนางคิดถึงนางอย่างมากมายเช่นนี้ยามเมื่อนางจากไป

 

“ข้าต้องการให้เจ้าสวมใส่มัน เพื่อมันแล้วข้าใช้เงินไปเป็นจำนวนมาก เพียงเฝ้ารอวันที่เจ้าจะกลับมา” แล้วหวังเจี้ยนก็นิ่งเงียบไปด้วยกำลังจมอยู่กับความคิดของตนเอง

 

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังลอดเข้าหู “ท่านรู้ใจของข้าได้อย่างไร ว่าข้าจะกลับมา”

 

เขายิ้ม “อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องกลับมา”

 

“ข้าก็คิดว่า ข้าต้องกลับมา” นางเอ่ยพึมพำเบา ๆ กับตนเอง

 

นางวางดอกไม้ลงบนขอบแท่นบรรทมที่เขานั่งอยู่ จากนั้นก็หันหลังให้  “ข้า…ยังรู้สึกเจ็บมาก อีกทั้งยามนี้ยังสับสนเล็กน้อย หากท่านไม่ว่าอะไร  ก็ให้เวลาข้าคิดเรื่องนี้สักหน่อยเถิด”

 

หวังเจี้ยนไม่อาจซ่อนความผิดหวังของตนไว้ได้ รอยยิ้มไม่พึงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาเป็นถึงองค์ชายย่อมไม่คุ้นเคยกับการถูกปฏิเสธ อีกทั้งเขายังคาดหวังว่านางจะโอนอ่อนผ่อนตามเขา แม้ว่าชายาของเขาจะไม่เต็มใจนักก็ตาม “เอาล่ะ…ข้าจะให้คนนำสำรับเย็นมาให้ที่นี่ และเราจะกินอาหารเย็นร่วมกันฉันสามีภรรยา”

 

นางยกไหล่ด้วยความขบขันกับความเพียรพยายามของเขา  บางทีวันนี้นางอาจเข้ามาในวังที่อยู่ในเอกภพคู่ขนานซึ่งแตกต่างจากชีวิตจริงของนาง และกำลังสนทนาอยู่กับสวามีคนละคนกัน “ท่านประสงค์แค่นี้ใช่หรือไม่ ? แค่ประสงค์จะเสวยอาหารเย็นร่วมกับข้า”

 

“ไม่…ข้าต้องการมากกว่านั้น”

 

นางส่ายหน้า หันหลัง แล้วโบกมือ “ขอให้โชคดีเพคะ”

 

เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะจมหายไปกับความคิดของตนครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยปากออกมาว่า “อ่า…ใช่แล้ว สิ่งที่ข้าประสงค์ก็คือราตรีนี้ ข้าต้องการบรรทมที่นี่ร่วมกับเจ้า”

 

เสียงหัวเราะลั่นตามมาด้วยเสียงคร่ำครวญจากความเจ็บปวด เนื่องจากซี่โครงของนางเจ็บหนักขึ้น เหตุด้วยหัวเราะแรงเกินไป

 

“ท่านต้องนำอาหารมาให้ข้าก่อน เพราะยามนี้ข้าหิวมาก” น้ำลายเอ่อท่วมปากของนาง ทันทีที่นางนึกถึงอาหารชั้นเลิศที่นางเคยกินในวัง “จากนั้นท่านอาจจะโชคดี และได้รับสิ่งที่ประสงค์ในราตรีนี้ ว่าแต่ท่านประสงค์จะทำสิ่งใดล่ะ ?”

 

“ก็ทำแบบที่สามีภรรยาเขาทำกันไง…”

 

“…”

 

*****

 

ราตรีนี้ช่างดูมืดมนกว่าทุกค่ำคืนที่ผ่านมา แสงจันทร์ที่เคยกระจ่างใสก็กลับหม่นหมอง เงาบางอย่างที่เคยแฝงอยู่รอบ ๆ วังต่างก็สงบนิ่งไม่ไหวติง การกระทำของพวกมันทำให้เกิดภาพลวงตาอันชวนขนลุก ราวกับว่าพวกมันมีชีวิตมีลมหายใจ อีกทั้งยังคอยเผ้าดูสนอกสนใจเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

 

หยิงเยว่เหลือบมองด้านข้างของตน นางพยายามขยับตัวเล็กน้อย มีเงาบางอย่างเคลื่อนไหววูบวาบ นางเคยเห็นสิ่งนี้ในวังมาก่อน เมื่อครั้งที่นางเคยอาศัยอยู่ที่นี่ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่นางจะรู้สึกคุ้นเคยกับเงาที่เคลื่อนไหวว่องไวเช่นนี้เวลาที่อยู่ร่วมกับเขาในวัง

 

บรรดานางกำนัลในวังมักจะพูดถึงคำสาป เสียงซุบซิบจะถูกกล่าวขานอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของพระราชวัง ทว่าเสียงเหล่านั้นมักจะเงียบลงทันทีที่นางเดินเฉียดเข้าใกล้ พวกเขากล่าวถึงนางว่า นางเป็นคำสาปขององค์ชาย ถ้อยคำนี้เป็นถ้อยคำต้องห้ามในพระราชวัง ผู้ใดก็ตามที่เอ่ยถึงเรื่องนี้มักจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ผู้คนต่างหวาดกลัว และเรียนรู้ที่จะสงบปากสงบคำเพื่อเอาตัวรอด

 

ค่ำคืนนั้น…หยิงเยว่ไม่ได้ออกจากห้องบรรทม นางไม่มีเหตุผลใดอื่น นอกเสียจากเจ็บปวดอย่างหนักจากอาการบาดเจ็บ นางร้องครวญครางทรมานเกือบทั้งคืน

 

“นอนไม่หลับกระนั้นหรือ ?” หวังเจี้ยนวาดแขนโอบรอบสะโพกของนางด้วยท่าทางเกียจคร้าน น้ำเสียงของเขาอ่อนเนือยด้วยความเหนื่อยล้า เขาพยายามฝืนลืมตา หวังเจี้ยนไม่อยากหลับ เขาต้องการใช้เวลาทั้งคืนอยู่ร่วมกับชายาของตนโดยไม่หลับไม่นอน ราวกับเขาเกรงว่าจะต้องสูญเสียนางไปอีกครั้ง

 

“ข้านอนมาทั้งวันแล้ว ข้าเลยนอนไม่หลับ” นางบ่นพึมพำพร้อมอาการกระสับกระส่าย นางขยับหันมาเผชิญหน้ากับเขา ทั้งคู่จ้องมองตากัน ทั้งที่พวกเขาแทบจะมองไม่เห็นกันเลย  เพราะในเวลานี้ห้องทั้งห้องมืดมาก มีเพียงตะเกียงดวงเดียวที่ถูกจุด เพื่อให้แสงสว่าง ทำให้ราตรีนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งรักอย่างสมบูรณ์แบบ

 

มือของเขาเลื่อนลงไปที่สะโพก จากนั้นก็รั้งนางเข้ามาใกล้ ขณะเดียวกันมืออีกข้างก็ควานหามือของนาง เขายิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของนางอ่อนระทวย หยิงเยว่เหมือนคนโง่ที่กลับมาตกหลุมรักเขาอีกครั้ง

 

“หวังเจี้ยน…” หยิงเยว่เอ่ยปากด้วยเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ

 

“หยิงเยว่” เขากระซิบชื่อของนางอย่างอ่อนโยนทั้งที่หัวใจของเขาแหลกสลาย เขารู้ว่านางกำลังจะเอ่ยถามเรื่องใด  หรืออาจกำลังกลัวสิ่งที่นางกำลังจะเอ่ยถาม ถึงแม้ว่าคำถามของนางจะมีคำตอบ หากแต่เขาก็เกรงว่าจะไม่อาจเอ่ยคำตอบนั้นให้นางฟังได้

 

เขาจับมือของนางขึ้นมา ก่อนจะกดมันลงบนริมฝีปากของตน

 

“ข้ามีคำถาม หวังเจี้ยน ข้ามีคำถามมากมายที่ข้าไม่เข้าใจ”

 

“ฮืมม …” เขาขยับริมฝีปากของตนกดลงบนไหล่ของนาง 

 

“ข้า…ข้าเกรงว่า…ข้าคงเหนื่อยเกินไปที่จะตอบคำถามของเจ้า ไว้เราค่อยคุยกันใหม่ตอนเช้า ในยามที่สมองของข้าโล่งกว่านี้ดีหรือไม่ ?

 

“ท่านก็แค่เอ่ยแบบขอไปทีเท่านั้น…” นางกำมือของตน และพยายามดึงมันกลับคืน

 

“…แต่หยิงเยว่…” เขาคราง เขายังคงปรารถนานางอย่างเต็มเปี่ยม จนกระทั่งเขาเห็นเงานั่น

 

นัยน์ตาของเขาเบิกกว้าง ปากของเขาอ้าค้าง ทันทีที่เห็นเงาปรากฏอยู่เบื้องหน้า

 

เงาดูเหมือนเคลื่อนไหวได้ราวมีชีวิต

 

นางเคยเห็นเขามีสีหน้าเช่นนี้มาก่อน ความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้า เช่นเดียวกับที่เขาเคยเป็น ยามที่เขาตื่นจากฝันร้าย เขามีอาการหอบฮัก ๆ พร้อมกับเหงื่อที่กระจายเต็มดวงหน้า

 

“หวังเจี้ยน…เกิดอะไรขึ้น ?” นางรู้สึกตกใจ

 

เงาเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นบุรุษผู้หนึ่ง แลดูมืดมิด ราวกับคืนเดือนมืดในยามรัตติกาล แลดูคุกคาม ไล่ล่า และพร้อมจะสูบวิญญาณออกจากร่างเขาได้ทุกเมื่อ

 

เงานั่นคืบคลานเข้าใกล้ ก่อนจะพุ่งขึ้นบนแท่นบรรทม เพียงแวบเดียว เงาก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่ง

 

เงาขยับมือโอบรอบชายาของเขา มันรั้งนางเข้าสู่อ้อมแขนของมัน

 

หวังเจี้ยนคว้าตัวชายากลับคืนสู่อ้อมแขนของตน เขาดึงนางลุกออกจากแท่นบรรทม ถอยไปทางตะเกียง เพื่อใช้แสงสว่างปกป้องตนเอง และนาง

 

สายตาของเขากวาดมองไปทั่วห้อง มือของเขากอดรัดช่วงอกของนางแน่น

 

ท่าทางของเขาไม่ต่างจากสัตว์ป่าที่ระแวงภัย

 

หยิงเยว่สะดุ้งสุดตัว นางไม่คาดคิดว่าจะถูกดึงลงจากแท่นบรรทมอย่างกะทันหันเช่นนี้  “หวังเจี้ยน…เกิดเหตุใดขึ้น ?”

 

จากนั้น…คล้ายบางสิ่งบางอย่างที่ฝังอยู่ภายในตัวของเขา พลันถูกเปิดออก จู่ ๆ ดวงตาที่เบิกกว้างของเขาก็หรี่ลง มันถูกแทนที่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดุร้าย ราวกับนักล่าที่พร้อมมอบความตายให้แก่ทุกผู้คน เสียงคำรามต่ำ ๆ ของเขาราวกับเค้นออกมาจากช่องท้องไล่ขึ้นสู่หน้าอก

 

“ออกไป… !” หวังเจี้ยนกัดฟันกล่าว ขณะที่นางกำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา

 

“ออกไปเสียจากที่นี่… !” คำเว้าวอนของเขากลายเป็นเสียงคำรามอันดุดันอันตราย ฟังดูเกรี้ยวกราด อีกทั้งป่าเถื่อน อุ้งมือของเขาราวกับคีมเหล็กที่แข็งกร้าวรัดบนหน้าอกของนาง กระทั่งนางต้องร้องครางด้วยความเจ็บปวด เพราะโดนบริเวณซี่โครงที่ร้าวอยู่ก่อนหน้า

 

“หวังเจี้ยน…” นางร้องครวญคราง

 

เงากระโดดลงจากแท่นบรรทม จากนั้นก็สลายกลายเป็นควันกระจายหายไปพร้อมกับสายลม มันไม่อยู่นานนัก แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเล่นสนุกกับองค์ชายหวังเจี้ยน บางทีการทำให้เขาตกใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เพื่อเตือนให้เขารู้ว่า เงายังอยู่ที่นี่เสมอ คอยซุ่มซ่อน เฝ้าดู และไล่ล่าเขาตลอดเวลา

 

แสงตะเกียงวูบดับลงทันทีที่เงาหายไป

 

ที่นางได้ยินในเวลานี้มีเพียงเสียงหัวใจเต้นแรง และเสียงลมหายใจเข้าลึก เพื่อสงบจิตใจตนเองของเขา

 

หวังเจี้ยนประคองร่างนางเดินตามเขา ขณะที่เขาค้นหาประทีปอีกอันอย่างบ้าคลั่ง เขาถือประทีปทุกดวงที่หาได้ไว้ในมือ แทบทุกตารางนิ้วในห้องเต็มไปด้วยตะเกียง แสงตะเกียงราวกับเป็นทางรอดของเขา 

 

“ฟังนะ … ” เขาก้มหน้าลงไปหาหน้าผากของนาง ก่อนจะประทับริมฝีปากลงไปอย่างแรง สายตาที่รุนแรงของเขาจ้องมองใบหน้าของนางอย่างแน่วแน่ หวังเจี้ยนจูบนาง จูบครั้งนี้หนักหน่วง และสั่นไหวกว่าปกติเล็กน้อย มันทำให้นางรู้สึกกังวลขึ้นมาในทันที นางไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น และนางก็ไม่รู้ว่า เขาเห็นสิ่งใด

 

วิธีนี้.. คือวิธีที่เขามักจะทำภายหลังจากที่เขาฝันร้าย การกระทำเมื่อครู่ของเขาราวกับว่าเพิ่งตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายก็ไม่ปาน

 

“ไม่ว่าอย่างไร ต้องอยู่ให้ห่างจากเงามืดนั่นไว้ ” เขากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงที่ยังฟังคล้ายคนบ้าคลั่ง “ไม่ปลอดภัย…เงานั่นจะพรากเจ้าไปจากข้า !”

 

คิ้วของนางขมวด นางหวนนึกถึงยามที่เขาหวาดกลัว และโกรธเกรี้ยว  เขามักจะพูดย้ำให้นางอยู่ห่างจากที่มืด

 

เขาไม่เคยบอกผู้ใดเลยว่า เกิดสิ่งใดขึ้นกับเขา เขาแบกเรื่องทุกอย่างไว้คนเดียว นั่นทำให้นางเครียดมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

หยิงเยว่กลั้นลมหายใจ หัวใจของนางบิดเป็นกลียว เมื่อนางเห็นภาพเดิม ๆ ในชีวิตของนางย้อนกลับมาหานางอีกครั้ง  หวังเจี้ยนคนเดิม และความทรมานแบบเดิม ๆ เช่นที่เขาเคยกระทำกับนาง

 

นางไม่อยากปลงใจว่า นางคือสาเหตุของความปวดร้าวของเขา ทว่าสิ่งที่เขาแสดงออกเมื่อครู่ต่อหน้านาง ก็เหมือนประกายไฟจากกระสุนปืนที่ยิงออกมาสร้างแสงสว่างวาบให้แก่นาง

 

นาง…คือ…คำสาปของเขา

 

“ข้าจะ…” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ข้าจะอยู่ให้ห่างจากเงามืด และมุมมืดในวังเฉกเช่นที่ข้าเคยปฏิบัติ”

 

นางรู้ว่าในที่สุดมันก็เกิดขึ้นอีกจนได้ หากแต่ที่เปลี่ยนไป ก็คือนางหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งใดจะเกิดก็ต้องเกิด  แม้หวังเจี้ยนจะไม่ใช่ชายน่าหลงใหลผู้ซึ่งนางเคยรัก ทว่านางก็คาดหวังให้เขากลับไปเป็นคนเดิมอีกครั้ง

 

*****

 

เช้าวันรุ่งขึ้น…หวังเจี้ยนออกจากห้องบรรทมทันทีที่ดวงอาทิตย์ขึ้น เขาตื่นตลอดคืนกระทั่งฟ้าสาง ขณะที่หยิงเยว่นอนลืมตานิ่งอยู่บนแท่นบรรทม นางเองก็ตื่นตลอดคืนอย่างเงียบสงบเฉกเช่นเดียวกับเขา 

 

ปราศจากถ้อยคำ ไร้ซึ่งการมอบไออุ่นให้แก่กัน หวังเจี้ยนหลีกเลี่ยงนางด้วยการนอนหันหลังให้นางตลอดทั้งคืน

 

หัวใจสลาย…

 

การที่นางรักเขานั้น…เป็นสิ่งที่ยากเย็นอย่างที่สุด

 

หยิงเยว่ยังคงจมลึกอยู่กับความงงงวย ในช่วงเช้านางได้แต่นั่งครุ่นคิดถึงคำเฉลยของเรื่องราวที่เกิด

 

หวังเจี้ยนส่งทหารมาคุ้มกันนาง พวกเขาคอยเฝ้าอยู่หน้าประตู นอกจากนี้หวังเจี้ยนยังสั่งนางกำนัลผู้หนึ่งให้มาคอยดูแลรับใช้นางถึงในห้องบรรทมอีกด้วย

 

ยามนี้เป็นเพลาบ่ายที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยเคลื่อน จากนั้นยามเย็นก็จะเริ่มคืบคลานเข้ามา และอีกไม่ช้าความมืดก็จะมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง หวังเจี้ยนกลับมาทันทีที่ความมืดมิดก้าวล่วงเข้าสู่ห้องบรรทม

 

หวังเจี้ยนก้าวเข้าห้องบรรทมด้วยท่าทีรีบเร่ง คิ้วที่ขมวดย่นด้วยความเคร่งเครียดอันคุ้นเคยสถิตถาวรบนหน้านิ่ง ๆ ของเขา หวังเจี้ยนดูราวกับแก่ขึ้นอีกสิบปีนับจากเหตุการณ์เมื่อคืน

 

เขามาหยุดยืนอยู่ที่ปลายแท่นบรรทมด้วยอากัปกิริยากระสับกระส่าย  ไม่แม้แต่จะเสียเวลาสนทนากับนาง เขาผ่อนคลายลงเล็กน้อยในบางครั้ง แล้วก็กลับไปนิ่งเฉย ราวกับเขาต้องเก็บกักพลังงานเอาไว้ต่อสู้กับศัตรูที่ไม่มีตัวตนนั่น

 

“หวังเจี้ยน…” หยิงเยว่เรียกชื่อของเขาด้วยความรัก ขณะขยับตัวลุกขึ้นจากแท่นบรรทม

 

นางหลุดเสียงครางด้วยน้ำเสียงชวนหลงใหล นางรู้ว่าเขาไม่อยากถูกรบกวน

 

“หวังเจี้ยน…โปรดบอกข้าหน่อยเถิดว่ามันเกิดสิ่งใดขึ้น” นางเว้าวอนเบา ๆ

 

“อย่าเพิ่งเอ่ยคำใดกับข้า” ถ้อยคำของเขาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ดูอันตราย และน่าสะพรึงกลัว

 

ร่างกายของเขาเครียดเขม็ง แววตาโหดเหี้ยมไม่เคยจางหายจากดวงตาของเขาเลย ท่าทีของหวังเจี้ยนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดขั้ว เดี๋ยวก็ร้อนเร่า เดี๋ยวก็เยือกเย็น ทว่าไม่เคยมีคำว่าพอดี

 

“หวังเจี้ยน … ” นางเอ่ยขานนามเขาอีกครั้ง

 

ความอ่อนไหวปรากฏขึ้น อีกทั้งยังแผ่ซ่านไปทั่วร่างเขา หากแต่เขาก็ขจัดมันทิ้งไป กลับมามีสายตาดุร้าย มองจ้องนาง กระทั่งทำให้นางสะดุ้ง ระลึกได้ว่าครั้งหนึ่งนางเคยนึกหวาดกลัวสวามีของนางคนนี้มากเพียงไร

 

เขาขบฟันแน่น ขณะเอ่ยอย่างดุดันว่า “อย่า…พูด…กับ…ข้า ห้ามเจ้าเอ่ยคำใดกับข้า เพียงแค่นี้เจ้าไม่เข้าใจหรือไร !”

 

หยิงเยว่ตัวสั่นเทา เย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง นางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้าอกของตน พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ร้องไห้ การกระทำอันโหดร้ายแบบเดิม ๆ ของเขายังคงติดแน่นในใจนางจนสลัดไม่หลุด แม้ว่าจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม

 

นางเปรียบเสมือนวิหคที่บินสู่อิสรภาพ แต่แล้วก็วกกลับเข้ากรงทอง

 

ใบหน้าของหวังเจี้ยนไร้ซึ่งความเมตตา ไม่มีร่องรอยแห่งความรัก มีเพียงความหวาดกลัวที่สะท้อนออกมาจากใบหน้า และความหวาดกลัวนั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย  ๆ 

 

นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นางถอนตัว และทิ้งเขาไว้ลำพังในยามค่ำคืน

 

หวังเจี้ยนใช้เวลาตลอดทั้งคืน นั่งนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ไม่ขยับตัวไปที่ใด เขานิ่งอยู่ที่ปลายแท่นบรรทม ใช้เพียงสายตากวาดมองสำรวจทั่วทุกจุดที่มืดมิด รวมถึงหน้าต่าง  และประตู

 

เขาเคยใช้เวลาคืนแล้วคืนเล่ากระทำเช่นนี้ คอยเฝ้าดู และปกป้องนางจนทำให้เขาอ่อนล้าในที่สุด

 

หยิงเยว่นอนขดตัวอยู่บนแท่นบรรทม นางปรารถนาไออุ่นจากเขา นางรู้ดีว่า อ้อมกอดของเขากลายเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับนางแล้วในค่ำคืนนี้ เช่นนั้นนางจึงกระทำสิ่งเล็กน้อยที่สุดที่นางสามารถกระทำได้ นั่นก็คือทำตัวไม่ต่างกับสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ๆ นางคลานไปที่ปลายแท่นบรรทม กดศีรษะลงบนตักของเขาเบา ๆ ขณะเดียวกันก็ยังคงซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม

 

หวังเจี้ยนไม่กล่าวคำใด เขาไม่แสดงท่าทีใด ๆ แม้จะยังดูเย็นชา นิ้วของเขาลูบไล้บนศีรษะของนางเงียบ ๆ เป็นจังหวะที่นุ่มนวล ผ่อนคลาย ปลอบโยน หากแต่ก็ไม่สามารถทำให้นางหลับลงได้ นางเพียงเพลิดเพลินไปกับปลายนิ้วสัมผัสของเขาที่ลากไปมา เพื่อสางผมให้นาง นี่เป็นช่วงเวลาที่สุขสงบของนางโดยแท้

 

เขาตื่นตัวอยู่ตลอดทั้งคืน กระทั่งผล็อยหลับไปในท่านั่ง เขาสัปหงกจนน้ำหนักตัวทิ้งไปด้านหลัง กระทั่งหงายหลังนอนลงไป

 

หยิงเยว่วางศีรษะของตนลงบนหน้าอกของเขา โอบแขนรอบหน้าท้องของเขา ก่ายขาของเขาให้ยืดเหยียดยาว และขยับแผ่นหลังของเขาให้นอนราบลงบนแท่นบรรทม ไร้ประโยชน์ที่จะซ่อนความรู้สึก หรือเสแสร้งว่านางไม่สนใจเขาอีกต่อไป

 

องค์ชายหวังเจี้ยนตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืด เขามองเห็นหยิงเยว่ที่กำลังกอดก่ายเขาอยู่

 

เขาโกรธตนเองที่ปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ปล่อยให้จุดอ่อนของเขาปรากฏขึ้นอีกครั้ง เพียงเวลาไม่นานเสียงคำรามอย่างดุดันกลับต้องมลายด้วยเสียงออดอ้อนน่ารัก เขารักนาง และเขารักที่นางเป็นเช่นนั้น 

 

นางคือคำสาปความรัก นางคือความอ่อนแอของเขา

 

เขาบรรจงมอบจูบอันพิสุทธิ์ลงบนหน้าผากของนาง อ้อยอิ่งวางริมฝีปากไว้เช่นนั้น  นี่คือความรัก และความเศร้าใจในจูบเดียว เพราะเขาเตรียมพร้อมที่จะทำให้นางเกลียดเขาทั้งหัวใจอีกครั้ง

 

เขายกแขนของนางออก ก่อนจะลุกออกจากแท่นบรรทม อย่างระมัดระวังด้วยเกรงนางจะตื่น จากนั้นก็เดินย่องออกจากห้องบรรทมอย่างเงียบ ๆ 

 

*****

 

ในที่สุด…ร่างกายของนางก็แข็งแรงพอที่จะสามารถออกไปจากห้องบรรทมนี่ได้แล้ว นางตื่นขึ้นมาเห็นนางกำนัลกำลังคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้น 

 

หยิงเยว่ใช้ข้อศอกพยุงกายขึ้น นัยน์ตางัวเงียของนางเหม่อมองนางกำนัล “ลุกขึ้น” นางเอ่ยพึมพำเบา ๆ “เจ้าอยู่ตรงนี้มานานเพียงใดแล้ว”

 

นางกำนัลไม่ยอมลุกขึ้น นางยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น นางก้มศีรษะลง สายตาจับจ้องมองบนพื้น “องค์ชายมีรับสั่งให้หม่อมฉัน และนางกำนัลอีกสี่คนคอยดูแลปรนนิบัติพระชายา ยามนี้พวกนางทั้งหมดรออยู่ข้างนอกแล้ว”

 

“จะให้ข้าทำอะไรกับนางกำนัลพวกนั้นกันล่ะ ? ข้าไม่มีสิ่งใดให้พวกเจ้าปรนนิบัติหรอก”

 

นางกำนัลหมอบลงกับพื้นวางศีรษะไว้บนมือที่วางราบกับพื้นอีกครั้ง “ได้โปรดเถิดเพคะพระชายา ให้พวกเราได้ปรนนิบัติท่านเถิด”

 

หยิงเยว่ถอนหายใจ นางไม่ได้สัมผัสชีวิตหรูหราเช่นนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว อีกทั้งในวันนี้นางยังกลายเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงไปเสียแล้ว การมีนางกำนัลถึงห้าคนเดินตามนางไปทั่วเช่นนี้ คงทำให้นางเป็นบ้าตายในไม่ช้า  “ไปบอกเขาเถิดว่า…ข้าไม่ต้องการนางกำนัล”

 

“ได้โปรดเถิดเพคะ…” นางกำนัลกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “องค์ชายคงจะไม่พอพระทัย หากพวกเรากลับไป เพราะท่านไม่ต้องการพวกเรา”

 

“เอาล่ะ…เช่นนั้นเจ้ามีสิ่งใดต้องทำก็ไปทำเถอะ” น้ำเสียงของนางฟังดูเคร่งเครียด “ข้าคงไร้ซึ่งหนทางปฏิเสธแล้ว”

 

นางกำนัลลุกขึ้นยืน นางเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวล ขณะเดียวกันสายตาของนางยังคงจับจ้องอยู่บนพื้น ราวกับว่าหากสายตาของนางประสานเข้ากับหยิงเยว่ องค์ชายจะเฉดหัวนางออกจากวัง นางเดินเลี่ยงไปทางประตู เพื่อเปิดทางให้นางกำนัลที่เหลืออยู่เข้ามาในห้อง

 

นางกำนัลทยอยเดินเข้ามา พร้อมด้วยถาดอาหารเช้าซึ่งเป็นโจ๊กอุ่น ๆ และถาดใส่ผลไม้หลากสีสัน

 

นางกำนัลคนหนึ่งเข้ามาจัดแต่งเรือนผมให้หยิงเยว่ นางหวีผม  และปักปิ่นที่งดงามประณีต ซึ่งหยิบมาจากพานเครื่องประดับตกแต่งที่นางถือมาด้วย

 

ส่วนอีกคนหนึ่งก็ไปเลือกชุดฮันฟูที่งดงามจากตู้เสื้อผ้า และเดินถือมาอย่างระมัดระวัง

 

“องค์ชายอยู่ที่ใด” หยิงเยว่เอ่ยถาม ขณะเฝ้าดูเหล่านางกำนัลเดินไปเดินมาภายในห้องส่วนตัวของตน

 

“องค์ชายกำลังร่วมโต๊ะเสวยกับฮ่องเต้ และพระอนุชาเพคะ”

 

“อืม…”

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วก้าวเข้าประตูมาอย่างรวดเร็ว ร่างกายที่สง่างามของเขาลื่นไหลราวสายน้ำ กล้ามเนื้อ แขนขาของเขาเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม และทรงพลัง เขาจึงได้รับความสนใจจากสตรีทุกคนในห้องนี้

 

เส้นผมของเขาขมวดเป็นมวยกลม ๆ รับกับนัยน์ตาเฉียง ๆ คู่นั้นของเขา

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วฉานซินเป็นคนค่อนข้างรูปงามมากเลยทีเดียว ครั้นได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังไปทั่วห้องก็ทำให้เขารู้สึกเขินอายอยู่ไม่น้อย

 

หยิงเยว่ทักทายเขาด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ เห็นได้ชัดว่านางเข้าใจน้ำเสียงหัวเราะที่ดังอยู่ในห้องบรรทมขณะนี้ได้เป็นอย่างดี

 

“เจ้าได้ยินเสียงหัวเราะนั่นหรือไม่…ฉานซิน ?” ริมฝีปากของนางจ่ออยู่ที่ถ้วยชา “ข้าว่า…เจ้าต้องเป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ อย่างมากเป็นแน่”

 

ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว “ได้โปรดหยุดพูดเช่นนั้นเถอะ”

 

“เหตุใดรึ ?”

 

“เพราะข้าไม่ชอบเลย”

 

“ยามที่เจ้าหน้าแดงดูน่ารักออกจะตาย”

 

“นั่น…ไม่ควรเลย ไม่ควรมีผู้ใดได้เห็นใบหน้าแดง ๆ ของหัวหน้าองครักษ์”

 

“แต่สาว ๆ พวกนี้ชอบมากเลยนะ… ” นางยิ้มให้อย่างสดใส

 

นั่นยิ่งทำให้เขาเขินอาย และหน้าแดงหนักขึ้นไปอีก

 

“ฉานซิน…เจ้ามาทำอันใดที่นี่อีกกระนั้นหรือ ? ข้าจำได้ว่าวันก่อนหวังเจี้ยนเพิ่งดุเจ้าไปนี่”

 

“เอ่อ…นั่นก็ใช่…” ฉานซินถอนหายใจ ขณะที่ความทรงจำครานั้นหวนกลับคืนมาอีกครั้ง “หากแต่ครั้งนี้ เป็นองค์ชายส่งข้ามาอารักขาท่านโดยเฉพาะ”

 

“ฟังดูไม่เหมือนหวังเจี้ยนเลย ปกติเขามักจะหึงเจ้าอยู่เสมอนี่”

 

“ข้าเดาว่า องค์ชายอาจต้องการใครสักคนที่แข็งแกร่งพอจะแทนที่พระองค์ได้ ในยามที่พระองค์ไม่อาจอยู่เคียงข้างท่าน” ฉานซินกล่าวพึมพำ ขณะเดียวกันก็ถูข้างจมูกของตนเอง ท่าทางของเขาราวกับจะโอ้อวดอยู่ในที

 

“แข็งแกร่งกระนั้นรึ ?” นางทวนคำกล่าวของเขา พร้อมกับเลิกคิ้วตาม 

 

“หยิงเยว่…เลิกหยอกล้อข้าเสียที ก่อนที่เราทั้งคู่จะผิดใจกัน”

 

หยิงเยว่หัวเราะเบา ๆ นางกินอาหารเช้าคำสุดท้าย จากนั้นก็หันไปเพลิดเพลินกับน้ำผลไม้เต็มปาก

 

“ใจเย็นน่า…ฉานซิน ข้าเพียงแค่สนุกกับการเห็นเจ้ากระทำตนไม่ถูก”

 

หยิงเยว่เดินลงมาที่โถงทางเดินพร้อมด้วยนางกำนัล และหัวหน้าองครักษ์ฉั่วที่เดินห่างจากนางเพียงครึ่งก้าว

 

บริเวณโถงทางเดินยังคงสับสนวุ่นวายเฉกเช่นเคย

 

นางสูดลมหายใจเข้าหนัก ๆ เพื่อรวบรวมสติ ขณะเดินผ่านผู้คนที่ต่างก็ก้มหัวลง   หรือไม่ก็อ้าปากค้างเมื่อเห็นนาง

 

การมาของนางดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่มีผู้ใดรู้ว่าหวางเฟย*** กลับมาอยู่ในวังแล้ว

***หวางเฟย : ตำแหน่งพระชายาเอกในอ๋อง 

 

“ท่านก็ดูเป็นที่นิยมไม่น้อยเลยนะ” หัวหน้าองครักษ์ฉั่วก้มลง พร้อมกับกระซิบข้างใบหูของนาง

 

“ข้าว่าพวกเขาคงจะไม่คิดเช่นนั้น… ข้าไม่ชอบให้คนมาสนอกสนใจเช่นนี้เลย”

 

“อีกไม่นาน พวกเขาก็จะคุ้นเคยกับท่านไปเอง”

 

“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น”

 

นางรีบเดินผ่านโถงทางเดิน จากนั้นก็ผลุนผลันเข้าไปยังห้องที่ดูเป็นส่วนตัวห้องหนึ่ง ภายหลังจากที่นางเข้าห้องแล้ว นางก็ทรุดตัวพิงผนังห้อง ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว งี่เง่าจริง ๆ นางคิด

 

นางควรอยู่แต่ในห้องบรรทม ที่นั่นนางสามารถมีความเป็นส่วนตัวได้ หากแต่เพราะนางเริ่มรู้สึกเบื่อ และด้วยเหตุที่นางนอนพักมาหลายวันแล้ว นางจึงจำเป็นต้องออกมายืดแข้งยืดขา ยืดกระดูกที่อ่อนแอของนางเสียบ้าง

 

นางกวาดตามองโดยรอบ ทันใดนั้นนางแทบจะหายใจไม่ออก

 

ทุกอย่างยังคงเฉกเช่นเดิม

 

นางน่าจะรู้ดีว่า นางโง่เง่ามากเพียงใด แน่นอนว่า ที่หวังเจี้ยนกระทำตัวเลวร้ายกับนางก็เป็นเพราะพระสนมผู้นั้น และต่อให้นางกลับมา หวังเจี้ยนก็ต้องใช้เวลาอยู่กับพระสนมคนเดิมอีกเช่นเคย

 

หวังเจี้ยนนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง โดยมีพระสนมคนโปรดของเขานั่งอยู่บนตัก สายตาของเขาจ้องมองมาที่หยิงเยว่โดยไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลย

 

ดวงตาของเขาไม่ได้เบิกกว้างด้วยความโมโห ปากของเขายังคงประกบแนบกับปากของพระสนมโดยไม่กระตุกแม้เพียงนิด ไม่มีร่องรอยเย้ยหยัน ไม่มีเลย อีกทั้งเขายังไม่พยายามที่จะผลักหญิงผู้นั้นออกจากตักของตนอีกด้วย 

 

ขณะที่หยิงเยว่ดูราวกับคนอกหัก นางไม่สามารถปกปิดอาการของตนไว้ได้ แม้ว่านางอยากจะกระทำเช่นนั้นก็ตามที เขาจ้องมองนางอย่างไร้หัวใจ ไร้ความปรานี อีกทั้งเย็นชา 

 

สายตาของเขามองข้ามไปยังหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว เป็นการออกคำสั่งโดยไร้ซึ่งคำกล่าว หยิงเยว่รู้สึกว่าตนกำลังโดนฉานซินลากแขน เขาพยายามพานางออกไปจากห้อง

 

นางไม่ขยับตัว นางไม่ถอยหนี นางยืนอยู่ที่นั่นขณะเดียวกันก็จ้องมองไปที่พระสวามีของนางกับพระสนมของเขา

 

“อะไรกัน…” เสียงของพระสนมดังขึ้นด้วยความประหลาดใจ แขนเรียวยาวของนางพาดหลวม ๆ บนไหล่ของหวังเจี้ยน นางยิ้ม…มันเป็นรอยยิ้มที่ประสงค์ร้าย รอยยิ้มของนางบ่งบอกถึงความอิจฉาริษยาในตัวหยิงเยว่

 

หยิงเยว่โกรธจนบอกไม่ถูก นางกราดมองด้วยประกายตาดุดันไล่จากพระสนมไปจนถึงหวังเจี้ยนซึ่งยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ขณะจ้องมองมาที่นาง

 

“ท่านต้องการกระทำสิ่งใดกันแน่ ?” หยิงเยว่ตะคอกออกมาอย่างดุเดือดโดยไม่ใส่ใจสิ่งใดอีก

 

รอยยิ้มเสแสร้งของพระสนม เหยียดกว้างออกไปอีก ขณะจ้องมององค์ชายหวังเจี้ยนด้วยความพึงพอใจ

 

“องค์ชายหวังเจี้ยน…ที่รัก” พระสนมเอ่ยอย่างแผ่วเบา 

 

เพียงเห็นริมฝีปากที่ดูอันตรายของพระสนมอยู่ใกล้ ๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หยิงเยว่รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนด้วยความโกรธ 

 

“เหตุใดท่านถึงไม่เคยบอกข้าว่า ท่านยินยอมให้ชายาที่น่าสมเพชของท่านคืนกลับวังแล้ว ? เช่นนี้ข้าก็ต้องปรนนิบัติท่านให้มากขึ้นเป็นสองเท่ากระนั้นสิ”

 

หยิงเยว่คำรามในลำคออย่างพะอืดพะอม นางพุ่งไปที่กลางห้อง ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ชีวิตของนางต้องตกต่ำเพราะพระสนมผู้นี้  ห้าปีที่แล้วนางปล่อยให้พระสนมผู้นี้ทำร้ายจิตใจของนางทุกเมื่อเชื่อวัน แต่นั่นก็ผ่านมาถึงห้าปีแล้ว ยามนี้นางมิใช่เด็กสาวที่หวาดกลัวต่อทุกสิ่งทุกอย่างเฉกเช่นตอนอายุสิบหกปีอีกต่อไป

 

องค์ชายหวังเจี้ยนเบิกตากว้างอย่างน่าหวาดกลัว เขาพยักพเยิดกับหัวหน้าองครักษ์ฉั่วอย่างเงียบ ๆ  “พานางออกไปจากที่นี่ !”

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วก้าวยาว ๆ เข้ามาคว้าตัวหยิงเยว่ไว้โดยง่าย นิ้วใหญ่ ๆ ของเขาวางอยู่บนท่อนแขนของนาง จากนั้นก็ลากตัวหยิงเยว่ผลุนผลันออกไปจากห้อง

 

หยิงเยว่ร้องโวยวายประท้วงทุบตีมือของเขา ทว่าหัวหน้าองครักษ์ฉั่วก็ไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งทั้งคู่ออกมายังโถงทางเดินที่ไกลจากห้องนั้นพอสมควรแล้ว

 

“หยิงเยว่… !”

 

“เหตุใดเจ้าถึงไม่เคยบอกข้า !” นางโอดครวญ อีกทั้งพยายามเดินหนีหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว เมื่อไม่นานมานี้ นางคิดว่าเขาเป็นคนที่นางเชื่อใจได้ “เจ้าทำให้ข้าดูเหมือนคนโง่ ! เจ้ารู้ทั้งรู้ว่าเขายังอยู่กับนาง !”

 

“ข้าเองก็คิดว่าท่านรู้เรื่องนี้ และหากข้ารู้ว่าท่านยังไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ ล่ะก็ ข้าก็คงจะพาท่านออกห่างจากห้องนั้นแล้ว” เขาพยายามที่จะขยับเข้ามาใกล้ หากแต่นางก็หมุนตัวหนี เพื่อรักษาระยะห่างไว้

 

“ไม่ข้าไม่รู้ เขาไม่เคยเอ่ยถึงนางเลย !” หยิงเยว่กัดฟัน ที่นางยิ่งรู้สึกเกลียดมากขึ้น ก็คือการเห็นหัวหน้าองครักษ์ฉั่วต้องยอมทนรองรับความโมโหโกรธาของนาง นางจึงพยายามสงบสติอารมณ์สูดลมหายใจเข้าออกสองสามครั้งเพื่อเห็นแก่เขา

 

“เรื่องมันซับซ้อนเกินกว่าที่ท่านคิด” เขาเอ่ยพึมพำเบา ๆ

 

“นอกเหนือจากการมีสตรีอีกคนนั่งอยู่บนตักของเขา ยังจะมีอะไรซับซ้อนไปกว่านี้อีก ข้าไม่ควรพักอยู่ที่นี่เลย ข้าควรออกไปเสียตั้งแต่ราตรีนั้น” นางกล่าว “ฉานซินประเด็นที่เจ้าพูดถึงคืออะไร ?”

 

“ไม่…หยิงเยว่…องค์ชายหวังเจี้ยนมีเหตุผลส่วนพระองค์ และท่านก็ไม่ควรไปจากที่นี่ !”

 

หยิงเยว่รวบชุดฮันฝูที่พองรุ่มร่าม ก่อนจะกระโจนออกจากโถงทางเดิน การเคลื่อนไหวของนางว่องไวราวกับจอมยุทธ นางใช้วิชาตัวเบาพุ่งตัวไปตามโถงทางเดินโถงแล้วโถงเล่าอย่างมั่นคง ไปตามเส้นทางกลับสู่ห้องบรรทมของนาง  เพื่อจะหนีจากไป

 

“ข้าไม่มีสิ่งใดจะเจรจากับเจ้าแล้ว ข้าจะไปจากสถานที่เฮงซวยนี่เสียที !”

 

“อย่า…ช้าก่อน ! ท่านไม่ควรหนีไปจากที่นี่” หัวหน้าองครักษ์ฉั่วอยากไล่ตามนาง ทว่าการรายงานองค์ชายนั้นสำคัญกว่า

 

มันควรเป็นหน้าที่ของสามีที่จะไล่ตามภรรยาของตน

 

หยิงเยว่กลับไปยังห้องของตน กระชากประตูตู้เสื้อผ้าให้เปิดออก เพื่อค้นหาเสื้อคลุม(jiang yi : เสื้อคลุมแบบนักพรต) สักตัวออกมาผลัดเปลี่ยน

 

นางรีบถอดชุดฮันฝูราคาแพงนั่นออก

 

อาจเป็นได้ที่หวังเจี้ยนจะพยายามยับยั้งนาง หากแต่บางทีเขาก็อาจไม่ใส่ใจในเรื่องนี้เลยก็เป็นได้

 

หวังว่าเขาจะไม่สนใจไยดีนาง และปล่อยให้นางได้อยู่อย่างสงบ

 

นางพบว่าเสื้อคลุมของหวังเจี้ยนมีขนาดใหญ่กว่าตัวนางถึงสองเท่า

 

นั่นทำให้นางไม่รู้สึกคล่องตัวอย่างที่คิด หากแต่ด้วยความรีบร้อน และความรู้สึกกระอักกระอ่วนที่นางประสบอยู่ จึงทำให้นางต้องยอมรับมัน

 

“เจ้าคิดจะทำสิ่งใด และกำลังจะไปที่ใด” หวังเจี้ยนเข้ามาขัดจังหวะ

 

หยิงเยว่ยังคงปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างไปเรื่อย ๆ

 

“ข้าจะไปแล้ว” นางเอ่ยเสียงแข็ง

 

“ห้ามเจ้าไปไหนทั้งนั้น” น้ำเสียงของเขาเข้มงวด อีกทั้งหนักแน่น

 

ไม่มีร่องรอยความรักเฉกเช่นหวังเจี้ยนคนที่เคยอยู่กับนางเมื่อสองสามราตรีก่อน

 

ความอ่อนโยนเช่นนั้นของเขาหายไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือหวังเจี้ยนผู้เย็นชา

 

เขามาเพื่อยับยั้งไม่ให้นางจากไป

 

นางหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้าของนางบึ้งตึง

 

หยิงเยว่ก้าวไปข้างหน้าอย่างอาจหาญ ทุกย่างก้าวของนางหนักแน่น และมั่นคง กระทั่งเหลืออีกเพียงครึ่งทางก็จะถึงตัวเขาแล้ว

 

นางไม่หวาดกลัวใด ๆ และนางจะบริภาษเขาทันที หากเขาขัดขวางไม่ให้นางไปจากที่นี่

 

หวังเจี้ยนก้าวเข้ามาดักหน้านาง เขาหยุดลงทันทีที่พบว่าไม่มีระยะห่างระหว่างเขาและนางแล้ว

 

“เจ้าจะต้องไม่ไปไหนทั้งนั้น…หยิงเยว่”

 

น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความเมตตา ถ้อยคำของเขามิใช่คำอ้อนวอนขอร้อง หากแต่เป็นคำสั่ง ราวกับนางเป็นเพียงนางกำนัลที่เขาสามารถสั่งการใด ๆ ก็ได้

 

หยิงเยว่จ้องมองเขา ร่างของนางสั่น อารมณ์ของนางแปรปรวนถึงเพียงนี้ก็เพราะเขานั่นแหละ

 

“ข้าเป็นคนโง่ที่หลงเชื่อในคำหลอกลวงของท่าน ทั้งที่ข้าควรจะรู้ดีกว่าผู้ใด”

 

นางเดินวนรอบ ๆ ตัวสวามี เสื้อคลุมของเขายังคงอยู่ในมือของนาง

 

หวังเจี้ยนไม่ขยับหนีแม้เพียงน้อย… เขาเพียงแต่… อ้าแขนออกกางกั้นมิให้นางเดินหนีไปได้ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงคำรามในลำคอเบา ๆ “เจ้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”

 

นางสูดลมหายใจเข้า และผ่อนลมหายใจออก

 

นางก้าวหลบแขนของเขาอย่างใจเย็น ก่อนจะเดินไปที่ประตู นางจะไม่แสดงอาการต่อต้าน ทว่าก็ไม่ยอมให้เขาขัดขวางการจากไปของนาง

 

“อย่าทำให้ข้าต้องยุ่งยาก หาไม่แล้ว…ข้าจะโยนเจ้าเข้าคุก หากข้าไม่มีทางเลือก”

 

“หวังเจี้ยน…คนเฮงซวย  หากเป็นเช่นนั้นข้ายอมติดคุกเสียยังดีกว่า”

 

บานประตูถูกเลื่อนเปิดออก แสงแดดจ้าสาดส่องเข้ามา หยิงเยว่ผู้กำลังยืนอยู่หน้าประตูต้องผงะเล็กน้อยด้วยแสงเจิดจ้าทำให้นัยน์ตาของนางพร่ามัว

 

พระสนมเอนกายพิงกรอบประตู สีหน้าของนางเต็มไปด้วยอาการดูถูกเหยียดหยาม แขนข้างหนึ่งกอดอก ส่วนอีกข้างหนึ่งวางบนกรอบประตูอย่างเฉื่อยชา

 

“มีปัญหาใดหรือที่รัก ?” นางส่งเสียงแผ่วเบา  “เหตุใดท่านจึงไม่ปล่อยให้นางไปล่ะ  ประเดี๋ยวข้าจะได้ปรนนิบัติท่านในแบบที่ท่านชอบเช่นเคยไง”

 

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ?” น้ำเสียงของหวังเจี้ยนดุดัน “เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในห้องนี้”

 

“โอ้…ได้โปรดเถิด … ” นางเดินเข้าห้องโดยไม่สนใจคำเตือนของหวังเจี้ยน

 

เขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งอึดใจในการกระโจนเข้าไปหานาง

 

กิริยาอันว่องไวแฝงไว้ด้วยความดุร้ายอันตราย นั่นมาจากอารมณ์เกรี้ยวกราดซึ่งปะทุขึ้นในตัวเขา  เขาพุ่งไปที่พระสนมก่อนจะกระชากตัวนางออกจากห้องทันที

 

“ออกไป…!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงคำราม เสียงคำรามในแบบที่ทำให้หัวใจของพระสนมแทบหยุดเต้นด้วยความหวาดกลัว

 

แท้ที่จริงองค์ชายมักจะอารมณ์เสียเสมอ  ทว่าเขาไม่เคยอารมณ์เสียมากถึงเพียงนี้มาก่อน

 

มันช่างป่าเถื่อน น่ากลัว และนั่นเป็นเพราะเขาไม่ชอบใจที่ชายาของเขาได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น

 

เขาโยนพระสนมออกจากห้อง

 

“เจ้าอย่าหาญกล้าก้าวเท้าเข้ามาในห้องนี้ ขณะที่ข้า และชายายังอยู่ที่นี่ !” เขาขบฟันกล่าวด้วยน้ำเสียงคำรามในลำคอข้างหูของพระสนม

 

พระสนมร้องครางด้วยความหวาดกลัว ขณะที่องค์ชายถอยกลับมากระแทกบานประตูปิดใส่ใบหน้าของนาง

 

ใบหน้าของหยิงเยว่นั้นเต็มไปด้วยความตกใจ นางไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่

 

“เกิดเรื่องบ้าบออะไรกันนี่ ?”

 

หวังเจี้ยนไม่สนใจถ้อยคำเหล่านั้น เขาหันกลับมาสนใจนาง เขาเปลี่ยนบุคลิกเป็นคนอ่อนโยนอีกครั้ง

 

“พักอยู่ที่นี่ก่อนเถอะ…หยิงเยว่” เขาเอ่ยเบา ๆ “เจ้าไม่รู้หรอกว่าเรื่องนี้อันตรายเพียงใด”

 

นางยินยอมที่จะอยู่ต่อ หากแต่ก็ไม่ยอมให้คำสัญญาใด ๆ แม้ว่าเขาจะพยายามหว่านล้อมด้วยถ้อยคำหวานปานน้ำผึ้ง แต่แล้วท้ายสุด ถ้อยคำเพียงลมปากของเขาก็ถูกทำลายลงในวันถัดมา

 

องค์ชายหวังเจี้ยนนั่งบนเกี้ยวที่ใหญ่โตพอที่จะบรรจุคนได้ทั้งราชวงศ์ เกี้ยวนั้นกรุด้วยผืนผ้าไหม และเรียงรายด้วยหมอนนุ่ม ๆ พระสนมนั่งอยู่ข้างกายเขา ริมฝีปากฉ่ำวาวกรีดยิ้มเย้ายวน นางดูราวกับองค์หญิงในขบวนแห่แหนอันสวยงามเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

 

คางของนางเชิดรับกับไหล่ที่ยกตั้งตรงอย่างภาคภูมิ การกลับมาของพระชายาคนเก่ามิใช่ข่าวใหม่ในวังแห่งนี้แล้ว ทว่าองค์ชายก็ยังเลือกพระสนมคนโปรดของเขาให้อยู่ข้างกายเขา

 

หยิงเยว่ยืนนิ่ง ขณะมองดูขบวนแห่ที่คล้ายการแห่ศพนั่น คางของนางสั่นทันทีที่เห็นขบวนเกี้ยวผ่านหน้าไป ดูราวกับขบวนแห่ศพ และนางก็ไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่า อยากให้มันกลายเป็นขบวนศพจริง ๆ ไปเสีย

 

นางอยากกรีดคอของคนทั้งคู่ และสังหารคนทั้งคู่ให้ตายตกอยู่เคียงข้างกัน  องค์ชายถูกชายาขี้หึงสังหาร หากแต่หยิงเยว่ก็ไม่อยากให้คนทั้งสองถูกยกย่องว่าตาย เพื่อบูชารัก

 

หยิงเยว่รู้สึกว่านางคงจะอกหักยับเยิน หากนางยังคงเอ้อระเหยอยู่ตรงนี้นานเกินไป นางจึงก้าวเท้าเดินออกไปอย่างไร้จุดหมาย ไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวเข้าไปยังส่วนที่เงียบสงบของพระราชวัง

 

ยามนี้หยิงเยว่รู้สึกราวกับตนอยู่ในปราสาทที่มืดมิดมองมิเห็นสิ่งใด มีลมหายใจทว่าไร้ตัวตน

 

วันเวลาผ่านไปอย่างเลื่อนลอย โดยที่ไม่มีวันใดเลย ที่นางจะไม่คิดหลบหนีออกไปจากที่นี่ …

 

นางขอร้องหวังเจี้ยนมอบกระบี่คืนให้แก่นาง … พร้อมทั้งสัญญากับเขาว่า นางจะไม่เข้ามายุ่มย่ามในชีวิตเขาอีก

 

เขาเชื่อนาง และคืนกระบี่ให้แก่นาง กระบี่ที่เขายึดไว้นานแล้ว นั่นทำให้นางพอมีความสุขขึ้นมาบ้าง

 

ช่วงเวลาว่าง ๆ หยิงเยว่มักจะใช้เวลาในการเดินเล่น บางครั้งก็หยอกล้อนางกำนัล รวมถึงบรรดาทหารองครักษ์ที่หวังเจี้ยนส่งมาติดตามนางเล่นอย่างสนุกสนาน นับเป็นความสนุกเพียงอย่างเดียวที่นางมี จนกระทั่งนางรู้ว่าทหารองครักษ์ถูกลงโทษ เพราะการเล่นสนุกของนาง นางจึงหยุดเรื่องสนุกนั้นลงทันที

 

บางวันนางก็ขลุกอยู่แต่ในห้องบรรทม และจมอยู่กับตนเอง หยิงเยว่เพลิดเพลินอยู่กับความสงบเงียบ ราวกับนางถือสันโดษ หากแต่กลับไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะบางครั้งนางก็สามารถรับรู้ได้ถึงเงา ๆ หนึ่งมานั่งอยู่เคียงข้างกาย มันหายใจ เฝ้าดู คอยดูแล และอยู่เป็นเพื่อนนาง

 

ความคิดหนึ่งแวบเข้ามา

 

บุรุษนี่…

 

ทันใดนั้นเองเสียงขู่คำรามที่เต็มไปด้วยความเศร้า และความเหงาก็ดังแว่วมาอย่างฉับพลัน

 

นางยังพยายามผูกมิตรกับเงามืด แม้จะมีคำพร่ำเตือนจากหวังเจี้ยนว่าให้หนีห่างจากมัน  ทว่าในความมืดมิด สำหรับนางมันกลับสงบเงียบ และหอมหวาน นางปรารถนาที่จะสนทนากับมัน … ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งใดก็ตาม

 

นางคลับคล้ายเหม่อลอย  เมื่อองค์ชายหวังเจี้ยนโผล่พรวดพราดเข้ามา พร้อมกับเสียงกระแทกประตูเปิดดังโครม

 

นัยน์ตาของนางเบิกกว้าง ปั่นป่วน กระสับกระส่าย ห้องทั้งห้องสว่างไสวขึ้นราวกับเมฆดำได้ถูกพัดพาจากไป เพื่อเปิดทางให้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาแทนที่

 

หวังเจี้ยนไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใด ทั้งความมืดมิดในตอนแรก และแสงสว่างที่สาดเข้ามาอย่างฉับพลันนั้น หากแต่เขากลับสังเกตเห็นความเศร้าหมองในแววตาของนาง

 

นางจ้องมองเขา อ้าปากค้าง พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่า เขามาที่ห้องบรรทมแห่งนี้ด้วยเหตุใด ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน หวังเจี้ยนจ้องมองนางเนิ่นนานอย่างเป็นกังวล เห็นได้ชัดว่า เขากำลังค้นหาอะไรบางอย่างในตัวนาง

 

“มีสิ่งใดกระนั้นหรือ ?” นางเอ่ยถาม พร้อมกับทิ้งศีรษะลงบนแท่นบรรทม

 

เขาไม่เอ่ยคำ เพียงแค่เดินจากประตูไปยังแท่นบรรทม จากนั้นก็นั่งลงข้าง ๆ นาง วางมือบนแขนของนางเบา ๆ หยิงเยว่พยายามสลัดมันออก หากทว่าเขาก็ไม่ยอมปล่อย

 

นางพบว่าการต่อต้านเขา มีแต่จะเสียพลังงานไปเปล่า ๆ เช่นนั้นนางจึงปล่อยเขา

 

“ปล่อยมือจากข้า หวังเจี้ยน” นางเอ่ยพึมพำเบา ๆ

 

หวังเจี้ยนย้ายมือจากแขนไปที่ไหล่ของนาง

 

“เอามือของท่านออกไป หวังเจี้ยน”

 

“เจ้าไม่ต้องการข้ากระนั้นหรือ ?” เขาเอ่ยถามเบา ๆ

 

หวังเจี้ยน…ประเดี๋ยวร้อน ประเดี๋ยวเย็นไม่เคยมีคำว่าพอดี ในวันนี้เขากำลังเร่าร้อนกระทั่งแทบมอดไหม้

 

นี่เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

 

…หยิงเยว่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ไพเราะ หากแต่เต็มไปด้วยอาการเย้ยหยันจนน่าขนลุก “ไม่…ที่รัก…ข้าไม่ต้องการ”

 

เขาส่งเสียงคราง พร้อมทั้งขยับเข้าไปข้าง ๆ นาง พาดขาของเขาขึ้นบนแท่นบรรทม เพื่อเผชิญหน้ากับนางตรง ๆ นัยน์ตาสีโอ๊คเข้มของเขาจ้องมองนางอย่างอ่อนโยน หากแต่นางกลับไม่ยอมสบตาเขา

 

“ท่านคิดจะทำสิ่งใด…หวังเจี้ยน ท่านควรอยู่กับพระสนมของท่านมิใช่รึ ?”

 

ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว ขณะผ่อนลมหายใจออก “ข้าไม่เห็นนางหลายวันแล้ว”

 

หยิงเยว่กะพริบตา น้ำเสียงของเขาดูไร้อารมณ์อย่างประหลาด “ท่านไม่รู้สึกอะไรเลยกระนั้นหรือ ?”

 

“อืมม …  ?”

 

“ท่านไม่สนใจเลยหรือ หากนางจากไป ?”

 

“ไม่…ก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด” เขากล่าวอย่างเย็นชา ก่อนจะโอบแขนตระกองกอดหยิงเยว่ไว้ “ข้าคิดว่า ข้าพร้อมจะปล่อยนางแล้ว”

 

“เช่นเดียวกันกับที่ท่านเคยกระทำกับข้า” หยิงเยว่เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นจัด

 

“มันแตกต่างกัน หยิงเยว่”

 

“ความแตกต่างของการกำจัดสตรีทันทีที่นางหมดประโยชน์คืออะไร ? “

 

“ได้โปรดอย่ากล่าวเช่นนั้นกับข้า”

 

เขาดึงนางเข้ามาใกล้ ทว่านางกลับผลักเขาออกไป

 

หยิงเยว่หันหน้าไปทางอื่น

 

“เราสนทนากันเรื่องอื่นนอกจากเรื่องนี้จะได้หรือไม่ ข้าไม่ต้องการให้เราต้องทะเลาะกัน”

 

สายไปเสียแล้ว และนางเองก็แทบจะไม่ใส่ใจ แม้แต่จะทะเลาะกับเขาอีกต่อไป

 

“เลิกให้นางกำนัล และทหารองครักษ์ติดตามข้าเสียที…หวังเจี้ยน…ข้าไม่สามารถใช้ชีวิตโดยมีนางกำนัล และทหารคอยติดตามข้าอยู่ตลอดเวลาได้ มันทำให้ข้าเจียนบ้าแล้ว”

 

“ไม่ !” เขาตอบกลับทันที จนนางใจสั่นด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ของเขา ไม่มีอาการลังเล ไม่มีการประนีประนอม นี่เป็นการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวของเขา

 

“เหตุใดไม่…”

 

“เพื่อความปลอดภัยของเจ้า…หยิงเยว่…ข้าไม่สามารถอยู่กับเจ้าได้ตลอดเวลา และในเวลาที่ข้ามิได้อยู่เคียงข้างเจ้า ข้าต้องการให้มีคนที่สามารถปกป้องเจ้าได้อยู่กับเจ้า” เสียงเข้มงวดราวกับออกคำสั่งของเขากลับละลายหัวใจนางจนอ่อนยวบ

 

หยิงเยว่ถอนหายใจ นางรู้สึกเหมือนติดกับดัก นางรู้ว่า นางไม่อาจจากเขา แม้ว่านางจะพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนมากเพียงใดก็ตาม

 

“หยิงเยว่” หวังเจี้ยนเขย่าตัวนาง

 

“กระไรหรือ… ?” ถ้อยคำของนางชะงักค้าง ขณะที่นางมองเห็นเงาซุ่มซ่อนอยู่ที่มุมห้อง

 

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากนางกำนัลอาบน้ำให้นางเสร็จ หยิงเยว่ก็เกิดความคิดว่าจะหนีไปเที่ยวในเมือง หวังเจี้ยนกล่าวว่า เขามีงานหลายอย่างต้องกระทำ  และเขาไม่สามารถอยู่เคียงข้างนางได้ตลอด เขาขอโทษอย่างไม่จบไม่สิ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจูบมือของนาง ไหล่ของนาง และเกือบจะแตะริมฝีปากของนางอีกครั้ง

 

หากแต่หยิงเยว่ระมัดระวังตัวอยู่แล้ว จึงไม่ปล่อยให้เขาได้กระทำตามที่ต้องการ

 

นางไม่ปรารถนาให้เขาแตะต้องตัวนาง แต่ก็มิใช่เรื่องง่าย มิใช่แค่เรื่องหลอกลวงเหล่านั้นที่เขากล่าวเพื่อยับยั้งนาง ทว่านางเองก็พยายามโน้มน้าวตนเองอยู่เช่นกัน เป็นเรื่องง่ายมากที่จะเดินออกจากวังแล้วหนีหายไปอีกครั้ง แต่ก็มีบางอย่างในใจนางบอกนางว่า นางควรจะเฝ้ารอ รอให้ความจริงปรากฏ และดูว่าสิ่งนั้นคืออะไร

 

นางคิดว่าหวังเจี้ยนน่าจะออกไปนอกวังกับหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว เพื่อค้นหาตัวพระสนม

 

แต่ไม่ว่าเขาจะออกไปกระทำสิ่งใดนอกวังนางก็หาใส่ใจไม่ เพราะยังมีเรื่องอีกมากมายเรียกความสนใจจากนางได้มากกว่า

 

นางเดินอย่างว่องไว และพยายามหาทางหลบเลี่ยงบรรดานางกำนัล และทหารองครักษ์ นางเดินไปตามทางเดินในห้องโถงได้เพียงครึ่งทาง ก็ได้ยินเสียงแว่วมา “ข้าล่ะเคืองท่านจริง ๆ ที่ท่านไม่ไปเยี่ยมข้าบ้างเลย… พี่สะใภ้”

 

เขาคือองค์ชายสาม หวังจุนเจี๋ย น้องชายคนละมารดาของหวังเจี้ยน หวังจุนเจี๋ยอายุน้อยกว่าหวังเจี้ยนสองปี ทั้งคู่มีพระราชบิดาองค์เดียวกัน หากแต่มีพระมารดาคนละคน

 

นางและเขาไม่เคยมีโอกาสใกล้ชิดกัน และแทบไม่เคยมีโอกาสสนทนากันเลยเมื่อครั้งที่อยู่ในวังหลวง  ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางชอบองค์ชายหวังจุนเจี๋ยหรือไม่ ? 

 

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยมีนิสัยตรงข้ามกับพระเชษฐา เขาชอบที่จะซื้อใจผู้คน และรักษาน้ำใจคนเหล่านั้น 

 

เช่นนั้นการที่นางชอบใจเขาก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา

 

นางหันกลับมา หลายวันที่ผ่านนางแทบไม่มีรอยยิ้มเลย ครั้นเมื่อนางเห็นเขา นางกลับกลั้นมันไม่อยู่ 

 

“หวังจุนเจี๋ย !” ท่าทีของนางเต็มไปด้วยอาการดีอกดีใจ นางรีบถลาเข้าไปกอดเขา

 

เขาไม่ลังเลที่จะกอดนาง พร้อมกับยกตัวนางเหวี่ยงไปมา

 

เขาวางนางลง และเอียงศีรษะของตนเพื่อขออภัย

 

“ข้าได้ยินมาว่าท่านกลับมาแล้ว ข้าเสียใจมากที่ไม่อาจมาทักทายท่านได้ ข้าเองก็ต้องออกไปจากวังช่วงหนึ่งเช่นกัน นี่ข้าก็เพิ่งกลับเข้ามา” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “วันนี้ข้ามีเวลาว่างทั้งวัน เช่นนั้นข้าจึงมาพบท่าน”

 

เขาหยุด และมองไปที่บรรดานางกำนัล และทหารองครักษ์ที่คอยเฝ้าติดตามนาง 

 

“แม่สาวงาม ยามนี้ท่านมีนางกำนัล และทหารองครักษ์คอยเฝ้าดูแลมากกว่าที่ข้ามีเสียอีก ข้าอยู่ที่นี่ ข้ามีทหารองครักษ์เพียงคนเดียวคอยติดตาม… ” เขาเดาะลิ้น “ความยุติธรรมอยู่ที่ใดกัน ?”

 

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยโบกมือให้บรรดานางกำนัล และเหล่าองครักษ์ เป็นการส่งสัญญาณให้แยกย้ายกันไป ซึ่งพวกเขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะเชื่อฟังคำสั่งขององค์ชาย

     

หวังจุนเจี๋ยขยิบตาให้นาง

 

“ขอบใจ…” นางกล่าวอย่างโล่งใจ “ขอบใจท่านที่ช่วยกำจัดคนพวกนั้น”

 

“มิต้องเป็นกังวล ข้าสามารถจินตนาการได้เลยว่า พวกเขาทำให้ท่านหงุดหงิดมากเพียงใด”

 

นางพยักหน้าโดยไม่ปฏิเสธ “หวังเจี้ยนยืนกรานว่าข้าจำเป็นต้องมีพวกเขา”

 

“ข้ารู้ … ” เขากล่าวอย่างสบาย ๆ “ข้ารู้ทุกอย่าง … “

 

นางไม่เอ่ยคำใดอีก

 

“เดินมากับข้าสิ” มือของเขาแตะข้อศอกของนางอย่างนุ่มนวล เพื่อชี้นำให้นางขยับตัว

 

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยอภิเษกสมรสแล้วมีพระชายาถึงสองคน เขาเป็นคนมีชีวิตชีวา สนุกสนาน และชอบอยู่กับอิสตรี แม้นั่นจะทำให้เขาเดือดร้อนอยู่บ่อยครั้งก็ตามที ทว่าเขาก็ไม่ยอมรับมัน

 

“ข้าจะพาท่านออกไปนอกวังสักพัก เราไปเดินซื้อของกันดีหรือไม่” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับชายหนุ่มกำลังเกี้ยวพาสาวน้อยที่ยังไม่ออกเรือน

 

หยิงเยว่หัวเราะ “ข้ามิอยากซื้อของ”

 

“แปลก…ข้าคิดว่าสตรีชื่นชอบเรื่องนี้ทุกคน”

 

“ก็ไม่ทั้งหมดหรอกหวังจุนเจี๋ย ข้าอยากจะทำอย่างอื่นมากกว่านี่”

 

“… เช่นนั้นช่วยบอกข้าทีเถิดว่า ท่านอยากกระทำสิ่งใด แล้วข้าสามารถไปที่นั่นพร้อมกับท่านได้หรือไม่ ?”

 

“ข้าอยากไปห้องหนังสือ…” นางหันกลับมา ขยิบตาให้เขาพร้อมรอยยิ้ม

 

“โอ้…ท่านใจร้ายมาก ข้าแน่ใจว่า ท่านเจตนาจะไปที่นั่น เพราะท่านรู้ว่า อย่างไรเสียข้าก็จะไม่ยอมเข้าห้องหนังสือเป็นแน่ สถานที่เงียบสงบเช่นนั้นมิใช่ที่สำหรับข้า”

 

“ท่านนี่ไม่เปลี่ยนเลย” นางหัวเราะไม่หยุด

 

หยิงเยว่พยายามที่จะไม่แสดงท่าทีกระตือรือร้น หากแต่นางก็ประสงค์จะออกจากวังสักพัก และองค์ชายหวังจุนเจี๋ยก็มีน้ำใจช่วยกำจัดนางกำนัล และทหารองครักษ์เหล่านั้นให้นาง เช่นนั้นนางจึงเห็นด้วยที่จะออกไปท่องเที่ยวนอกวังกับเขาสักหน่อย

 

“คิดอีกที ข้าว่าทำตามข้อเสนอของท่านก็ไม่เลวนะ ข้าอยากจะออกไปจากที่นี่สักครู่”

 

“เด็กดีจริง ๆ” เขาพึมพำอย่างสุขใจ “ข้าเองก็เบื่อ ๆ”

 

ในตลาดเต็มไปด้วยพ่อค้าที่ส่งเสียงดังลั่นเรียกลูกค้า พวกเขากระตือรือร้นที่จะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาในคอกม้าของตน องค์ชายหวังจุนเจี๋ยไม่ต่างกับดารางิ้วชื่อก้องแห่งยุค เขาต้องหยุดทุกสองสามก้าว เหตุเพราะความหลงใหล คลั่งไคล้ของผู้ที่รัก และชื่นชอบในตัวเขา หวังจุนเจี๋ยเป็นที่นิยมชมชอบอย่างมาก แน่นอนว่ามากกว่าองค์ชายหวังเจี้ยน และหวังจุนเจี๋ยเองก็รู้สึกพึงพอใจที่มีคนให้ความสนใจในตัวเขา เขามักจะยิ้มกว้างให้ทุกคนตลอดเวลา

 

“ดูสิ…ออกมาที่นี่ดีกว่าอยู่ในวังเป็นไหน ๆ จริงหรือไม่ ?” องค์ชายหวังจุนเจี๋ยเดินเล่นอย่างสบาย ๆ เคียงข้างนางไปตลอดทาง แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังสามารถบริหารเวลาของตนหันไปทักทายผู้คนที่ชื่นชมเขาได้ตลอดเวลาเช่นกัน

 

“ท่านก็ยังคงเป็นท่าน ที่ชื่นชอบให้ผู้คนหันมาสนใจ ข้าจำได้นะ”

 

เขาเพียงแค่หัวเราะเบา ๆ “ท่านตำหนิที่ข้าเป็นที่นิยมอย่างมากกระนั้นรึ ?”

 

“มิได้…แต่ท่านพาข้ามาที่นี่ เพื่อที่ท่านจะได้เพลิดเพลินไปกับความชื่นชมนั่นโดยไม่โดนพวกสาว ๆ กลุ้มรุมใช่หรือไม่ล่ะ ?”

 

“อ่า…ท่านนี่รู้จักข้าดีจริง ๆ”

 

หยิงเยว่อ้าปากเพื่อจะตอบโต้ถ้อยคำหยอกเย้านั่น แต่ยังมิทันที่นางจะเอ่ยคำใด   จู่ ๆ ดวงตาของหวังจุนเจี๋ยก็พลันสว่างวาบขึ้น สร้อยคองามระยิบระยับดึงดูดความสนใจของเขา จนเขาต้องดึงตัวหยิงเยว่ไปที่แผงลอย องค์ชายหวังจุนเจี๋ยหยิบสร้อยขึ้นมาทาบที่ลำคอของนางพลางหรี่ตามอง “สร้อยเส้นนี้ดูดี เหมาะกับท่านมาก…พี่สะใภ้”

 

การเพิ่มคำเรียกว่า พี่สะใภ้ ก็เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ของตน

 

“เอากลับไปเถอะ ข้ามิต้องการมัน”

 

“สายเกินไปแล้ว” เขาหายใจเข้า ขณะจับตะขอสร้อยเกี่ยวเข้าด้วยกันบนลำคอของนาง  จากนั้นก็ปล่อยให้มันตกลงไประบนหน้าอกของนางอย่างชื่นชม  แล้วเขาก็ส่งสัญญาณให้ทหารองครักษ์ชำระเงิน

 

“ว่าแต่…พี่ชายของข้ามอบสิ่งใดให้ท่านบ้างล่ะ ? “

 

คลื่นแห่งความโกรธเคืองแผ่กระจายออกมา ตามมาด้วยเสียงคำราม นางเบือนหน้าหนีโดยมิอาจยับยั้งตนเองได้ ความโกรธของนางปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด

 

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยเหยียดริมฝีปากของตนออกเป็นรอยยิ้มราวสุนัขจิ้งจอก ช่างง่ายดายเหลือเกินในการกระตุ้นให้นางโกรธ เขารู้เรื่องพระสนมผู้นั้น รวมถึงพฤติกรรมที่พระสนมกล้ารังแกพระชายาอย่างเปิดเผยอีกด้วย

 

“เท่าที่ข้ารู้ เจ้าเป็นน้องชายที่เอาแต่ใจของข้า และนี่ก็เป็นเรื่องแย่ ๆ เรื่องหนึ่งที่เจ้าทำ…หวังจุนเจี๋ย” องค์ชายหวังเจี้ยนกล่าวเยาะอยู่ด้านหลังคนทั้งคู่

 

หวังเจี้ยนขี่ม้ามาพร้อมหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว พวกเขาเพิ่งกลับมาจากการเดินทางอย่างลับ ๆ

 

“เลิกทำเจ้าชู้กับชายาของข้า แล้วกลับไปเกี้ยวพาชายาของเจ้าเถอะ !”

 

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยถอนหายใจด้วยท่าทางล้อเลียน และเย้ยหยัน เขาวางมือไว้บนหน้าอกของตนเอง “อภัยให้ข้าเถิดเสด็จพี่  ทว่าข้าไม่สามารถปล่อยให้นางนั่งเน่าเปื่อยอยู่แต่ในวังได้  ในขณะที่ข้าสามารถพานางออกมาชื่นชมโลกกว้างอันงดงาม เห็นได้ชัดว่าท่านมีภาระวุ่นวายมากเกินไป ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของท่าน หรือจะเป็นกับพระสนมของท่านก็ตามที”

 

หวังเจี้ยนจ้องมองหวังจุนเจี๋ยด้วยนัยน์ตาที่เป็นประกายวาววับ

 

หวังจุนเจี๋ยครวญ ก่อนจะทำเสียงจริงจัง “อภัยให้ข้าด้วยเถิดเสด็จพี่  ข้าเพียงคิดว่า ข้าอยากปลดปล่อยนางให้พ้นจากบรรดานางกำนัล นางอยู่กับข้าอย่างปลอดภัย และได้รับการปกป้องตลอดเวลาเช่นกัน”

 

ความโกรธของหวังเจี้ยนบรรเทาลงอย่างง่ายดาย “ขอบใจ…น้องชาย ข้าขอขอบใจเจ้าที่ช่วยดูแลชายาของข้าในระหว่างที่ข้าไม่อยู่”

 

หวังจุนเจี๋ยหันมาส่งยิ้มให้หยิงเยว่ พร้อมกับคลายกล้ามเนื้อที่เครียดเกร็งของตน เขาถอนหายใจออกในเวลาเดียวกัน “เกรงว่า ข้าคงต้องคืนท่านให้พระสวามีของท่านแล้วล่ะ”

 

หยิงเยว่พยักหน้า การสนทนาระหว่างพี่น้องคู่นี้  มักจะทำให้นางรู้สึกแปลก ๆ อยู่เสมอ ราวกับพวกเขาเจรจากันด้วยภาษาลับเฉพาะ หรือสนทนาในสิ่งที่พวกเขาสามารถเข้าใจกันได้เพียงสองคนอยู่ตลอดเวลา บางทีนี่อาจเป็นเรื่องการเมือง หรือสิ่งใดก็สุดรู้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเขาต่างก็ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ยามอยู่ต่อหน้าหยิงเยว่

 

หวังเจี้ยนโน้มตัวลงยื่นมือให้นาง “ขึ้นมา…ข้าจะพาเจ้ากลับเข้าวัง”

 

นางไม่เอ่ยคำใด ขณะที่จับมือเขา และปีนขึ้นบนหลังม้าด้านหลังเขา

 

ช่วงเวลานั้น พวกเขาต่างคนต่างนิ่งเงียบครุ่นคิดบางอย่างในใจ พวกเขากำลังผ่านตรอกแคบ ๆ ในตลาด ซึ่งเรียงรายไปด้วยที่พักอาศัยของชาวบ้านระหว่างเส้นทางกลับเข้าวัง

 

สามี-ภรรยาแต่เพียงในนาม

 

หยิงเยว่กำลังคิดว่านางควรจะหนีดีหรือไม่ ยามนี้นางอยู่นอกวังแล้ว เพียงแค่กระโดดลงจากหลังม้าตัวนี้ แล้วรีบวิ่งหนีเรื่องทุกอย่างก็จบ

 

แค่วิ่ง วิ่งไปโดยไม่หยุด และไม่มองย้อนกลับมาก็เท่านั้น

 

องค์ชายหวังเจี้ยนขยับตัวคลายความตึงเครียด เขาจับบังเหียนไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วพยายามคว้ามือนางด้วยมืออีกข้างหนึ่ง หยิงเยว่หลีกเลี่ยงสัมผัสจากเขา นางหดมือกลับไปกอดอกตนเอง

 

“ข้าอยากจับมือของเจ้า หยิงเยว่ ให้ข้าจับมือของเจ้าเถอะ ข้าอยากสัมผัสไออุ่นจากมือของเจ้า และเจ้าทำให้ข้าคิดถึงแต่เพียงเจ้า ข้าอยากจับมือเจ้า หรือไม่ก็ให้เจ้าโอบกอดข้า แท้ที่จริงข้าปรารถนามากกว่านั้น เพียงแต่ข้ารู้ว่าเจ้าคงจะไม่ …” เขาหยุด 

 

“ข้าอยากทำสิ่งนี้ ก่อนที่เราจะกลับเข้าวัง ที่นั่นข้าไม่สามารถใช้ชีวิตปกติกับเจ้าได้”

 

“ข้าไม่รู้ว่าท่านกำลังกล่าวถึงสิ่งใด ท่านชอบพูดเป็นปริศนา ทำให้ข้างุนงงตลอดเวลา ท่านไม่บอกอะไรข้าเลยแม้แต่น้อย ทว่าตอนนี้ข้าก็ไม่อยากสนใจมันแล้ว รวมถึงความรู้สึกของท่านด้วย … หากท่านปรารถนาให้ข้าอยู่เคียงข้างจริง ๆ … ” นางเว้นจังหวะให้เวลาเขาตัดสินใจ “ท่านควรจะบอกอะไรข้าบ้าง”

 

ความเงียบดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนใกล้ถึงวัง ทว่าหวังเจี้ยนก็ไม่ตอบคำใด เขาได้แต่ทอดถอนใจ กระทั่งพวกเขาเดินผ่านประตูวังเข้าไป

 

ยามพลบค่ำ…ความมืดกำลังจะมาเยือนในไม่ช้า องค์ชายหวังเจี้ยนกระโดดลงจากหลังม้า เขาสั่งหัวหน้าองครักษ์ฉั่วผู้ซึ่งตลอดเวลาตามติดหลังพวกเขามาอย่างเงียบ ๆ 

 

“พานางไปในที่ที่ปลอดภัยจากข้า” เขาพึมพำ “ข้ามีเรื่องต้องสะสางให้เสร็จก่อนค่ำ”

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วพยักหน้ารับคำสั่ง จากนั้นองค์ชายก็หายตัวไป

 

หยิงเยว่หยุดหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว ก่อนที่เขาจะลงจากหลังม้า และเดินเข้าไปหานาง

 

ข้าสามารถดูแลตนเองได้ ฉานซิน ข้ามิใช่สตรีอ่อนแอไร้ค่า ยามนี้ข้าสามารถรับมือผู้อื่นได้สบาย ๆ ” นางกล่าวขึ้นทันที หยิงเยว่ไม่ต้องการถูกปฏิบัติราวดอกไม้ที่บอบบาง

 

“ข้ารู้ … หากแต่ข้าต้องกระทำตามรับสั่งขององค์ชาย” เขากล่าวพึมพำเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน น้ำเสียงที่เขามักใช้เสมอ เมื่ออยู่เพียงลำพังสองคนกับนาง

 

“อ่า…วางใจเถิด…ฉานซิน ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกผู้ใด” นางกล่าวกับเขาทันที

 

ทั้งคู่ต่างจดจำวันเวลาที่เติบโตมาด้วยกันในวังได้เป็นอย่างดี เขาถูกเลี้ยงดูเพื่อเป็นคนสนิท ในขณะที่นางถูกเลี้ยงดู เพื่อเป็นพระมเหสีในอนาคตขององค์จักรพรรดิ ด้วยความผูกพันระหว่างคนทั้งคู่นับแต่วัยเยาว์ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ทว่าทั้งคู่ย่อมสามารถเข้าใจกันและกันได้

 

“ข้าต้องขอโทษด้วยนะ หยิงเยว่ แต่ขณะเดียวกัน ข้าก็อยากให้ท่านยอมเชื่อฟังสวามีของท่านบ้างสักครั้ง”

 

นั่นคือสิ่งที่นางอยากจะได้ยินกระนั้นรึ หยิงเยว่ยิ้มเยาะอย่างขมขื่น ขณะกระแทกส้นเท้าของนางลงบนท้องม้า

 

นางปล่อยให้เขาไล่ตามนางไปที่วัง ขณะเดียวกันนางก็ใช้ความสามารถของนางกระโดดผ่านห้องโถงด้วยฝีเท้าอันว่องไวไปรออยู่ที่หน้าประตูห้องบรรทมของตนเอง เพียงเพื่อจะกระแทกประตูปิดใส่หน้าเขา

 

ครั้นเขาเข้ามาใกล้มากพอ … นางก็กระแทกประตูสุดแรง

 

“เอาเลย นี่คือวิธีที่ผู้ใหญ่เขากระทำกันกระนั้นหรือ หยิงเยว่ !” เขาบ่นพึมพำอยู่นอกประตู

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วยังยืนนิ่งหลังประตู เขากวาดสายตาอย่างระแวดระวังไปบนผนัง และเงามืด “ข้าจะขอบใจท่าน หากท่านจะไปลงที่พระสวามีของท่านแทน”

 

“ลงอะไร ?”

 

“ความโกรธเคืองของท่านไง” เขากลอกตา

 

เงียบ …

 

เขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้น “ท่านรู้หรือไม่ว่า หากท่านอยากให้ชีวิตสมรสราบรื่น พวกท่านก็ควรสนทนากันบ้าง”

 

นางก้าวกลับไปที่ประตู ก่อนจะเอนตัวเข้าไปใกล้ ๆ ปากของนางห่างจากประตูประมาณหนึ่งชุ่น (หนึ่งนิ้ว) “เจ้าดูเหมือนจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ชาย-หญิงเป็นอย่างดี ว่าแต่เหตุใดตอนนี้เจ้าถึงยังโสดล่ะ ?

 

ฉั่วฉานซินหัวเราะเบา ๆ “นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องของท่าน มิใช่ข้า”

 

“เช่นนั้น…บอกข้าหน่อยฉานซิน” น้ำเสียงของนางทั้งหวาดหวั่น  ทั้งอ่อนไหว คล้ายจะขอร้องเพื่อนวัยเยาว์ของนางให้ช่วยนางได้กระจ่างในเรื่องราวที่เกิดขึ้น “เหตุใดเขาถึงกระทำเช่นนั้นกับข้า ไม่สิ มิใช่ข้าคนเดียว…” นางหยุดพูด ขณะคิดถึงภาพของพระสนมเมื่อหลายวันก่อน “พระสนมนั่นก็ด้วย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตอนแรกนางนั่งคลอเคลียอยู่บนตักของเขา หลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็กล่าวคำดูหมิ่นนาง เขาเหมือนควบคุมตนเองมิได้ เจ้าสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา”

 

“องค์ชายทรงมีพระสนมจำนวนมากให้เลือก” หัวหน้าองครักษ์ฉั่วกล่าวอย่างสุภาพ อ่อนโยน และสั้น ๆ

 

หลังจากนั้นฉั่วฉานซินก็เงียบไปอีกนาน หยิงเยว่ยังคงรอคำอธิบายเพิ่มเติม ทว่าเขาก็ไม่เอ่ยคำใดอีก

 

“เช่นนั้นวันนี้พวกเจ้าออกไปที่ใดกัน มีความลับใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ข้ายังไม่รู้อีกหรือไม่” นางอยากถามว่าพวกเขาออกไปตามหาพระสนมใช่หรือไม่ ยามนี้นางรู้สึกเหมือนความอดทนของนางกำลังจะแตกสลายลงได้ตลอดเวลา เมื่อต้องเผชิญกับความไม่มั่นคง นางพยายามสะกดกลั้น ทว่าจิตใจของนางกลับกระวนกระวายไม่จบสิ้น “เหตุใดหวังเจี้ยนถึงไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย ?”

 

“ท่านอาจเกลียดเขา หากแต่เขากำลังทำทุกอย่างเพื่อท่าน หยิงเยว่ เขาทำเช่นนั้นก็เพื่อท่าน”

 

“บางทีเจ้าอาจจงรักภักดีเขามากเกินไป มากเสียจนเจ้าไม่รู้ตัวว่า เจ้าโง่งมเพียงไร ฉานซิน เจ้าปกป้องเขา และนั่นทำให้ข้าเกลียดเจ้าเช่นกัน !” เสียงของนางแหลมขึ้นเล็กน้อย ทั้งยังเจือความคับแค้นมากกว่าที่เคยเป็นมา

 

กว่าองค์ชายหวังเจี้ยนจะกลับมา ก็เป็นเพลาดึกแล้ว เงาในห้องกำลังซุ่มซ่อนเฝ้าดู  เขาพยายามติดต่อกับนางให้น้อยที่สุดในยามกลางวัน ทว่าเมื่อถึงยามราตรี เขาก็ไม่ต้องการให้ผู้ใดมาคอยดูแลความปลอดภัยให้นางเว้นเสียแต่ตัวเขาเอง

 

เขาจ้องคนสนิทเขม็ง ฉั่วฉานซิน คือผู้ที่เขาเชื่อใจอย่างที่สุด หวังเจี้ยนเม้มปาก เขาอดมิได้ที่จะคิด เขาปฏิเสธสายสัมพันธ์ระหว่างหยิงเยว่ และฉั่วฉานซินไม่ได้ ทั้งคู่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก พวกเขาสนทนากันหงุงหงิงราวกับเป็นคู่รักที่ข้ามสะพานดาวมาพรอดรักกัน  ในขณะที่ตัวเขาเองนั้น ไม่สามารถแม้แต่จะผ่อนคลายใด ๆ ยามเมื่ออยู่กับชายาของตน

 

“หัวหน้าองครักษ์ฉั่ว… เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ”

 

“น้อมรับพระบัญชา” หัวหน้าองครักษ์ฉั่วพึมพำ เขาลุกขึ้นยืนโค้งคำนับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกล่าวคำ … “กระหม่อมทูลลา”

 

องค์ชายเปิดประตูห้องบรรทมเข้าไป เขาพบชายาของตนนั่งตัวแข็ง หน้าบึ้งอยู่ที่ปลายแท่นบรรทม ทันใดนั้นบรรยากาศรอบตัวพวกเขาพลันเปลี่ยนเป็นอึดอัด จนแทบหายใจไม่ออก 

 

*****

 

เสียงฝีเท้าเบากริบ ย่างเข้าสู่ลานอันสว่างไสวซึ่งตั้งอยู่ทางปีกด้านตะวันออกของวัง ภายในห้องอันเงียบสงบที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของสวนขนาดใหญ่ได้ ห้อง ๆ นี้มีเพียงคนในราชวงศ์เท่านั้นจึงจะสามารถเข้ามาได้ องค์ชายหวังจุนเจี๋ยขอเข้าเฝ้าองค์ชายหวังเจี้ยนเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อปรึกษาเรื่องที่เขาเป็นกังวล

 

เขาเดินนำเข้าห้อง โดยทิ้งทหารองครักษ์ประจำตัวไว้ที่โถงทางเดิน ขณะที่เขาปิดประตูไม่มีผู้ใดอยู่ในห้อง นอกจากตัวเขาและพี่ชาย ในไม่ช้าหวังจุนเจี๋ยก็พบองค์ชายหวังเจี้ยน 

 

องค์ชายหวังเจี้ยนกำลังนั่งพักผ่อน ขาของเขาวางพาดสบาย ๆ โดยมีหม้อชาที่มีไอน้ำลอยกรุ่นวางอยู่บนถาดข้าง ๆ กาย นั่นทำให้องค์ชายหวังจุนเจี๋ยรู้ได้ทันทีว่าพี่ชายคงรอเขามาครู่ใหญ่แล้ว

 

องค์ชายหวังเจี้ยนกดริมฝีปากของตนลงบนถ้วยที่ถือไว้ในมือ เขาจิบมันอย่างเงียบ ๆ ในขณะที่องค์ชายหวังจุนเจี๋ยก็เดินไปหยุดอยู่ด้านหลังเขา

 

“มีเรื่องใดสำคัญ ถึงขนาดที่เจ้าต้องเรียกข้ามาที่นี่ เพื่อสนทนาเป็นการส่วนตัวกระนั้นรึ ?” องค์ชายหวังเจี้ยนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบตามแบบของเขา

 

หวังจุนเจี๋ยไม่รู้จะเอ่ยอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่เขาเป็นกังวล โดยไม่ให้สะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง ทว่าหลังจากพบหยิงเยว่เมื่อวันก่อนนั้น นางทำให้เขารู้สึกงงงวยเป็นอย่างมาก “ชายาของเสด็จพี่ ข้าแปลกใจในความสามารถของนาง จู่ ๆ นางก็มีทักษะในการต่อสู้ที่ดีมาก นั่นทำให้ข้างุนงงเป็นอย่างยิ่ง”

 

องค์ชายหวังเจี้ยนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เขาทำเสียงฮึ่มฮั่มในลำคอ เขาเองก็รู้สึกแปลกใจไม่ต่างจากน้องชาย หากแต่ที่แปลกใจกว่า  ก็คือความจริงที่ว่าองค์ชายหวังจุนเจี๋ยต้องการพบเขา เพียงเพราะเรื่องหยิงเยว่

 

“แล้วไง เจ้าพยายามจะพูดเรื่องอะไร ?”

 

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยเดินไปรอบ ๆ อย่างเงียบ ๆ เพื่อที่จะได้เห็นสีหน้าพี่ชายของตน ก่อนที่จะกล่าวขึ้นอีกครั้ง

 

หวังเจี้ยนยังคงจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา ใบหน้าของเขาราวกับก้อนหิน ดูแข็ง และไม่สามารถอ่านออก

 

“ท่านรู้หรือไม่ว่า ด้วยความสามารถของนาง ต้องใช้เวลากว่าสิบปีจึงจะเชี่ยวชาญถึงเพียงนี้ได้ ? ไม่มีทางที่มนุษย์อย่างเราจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถได้ถึงระดับนี้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ท่านกับข้าต่างได้รับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ทุกรูปแบบ นับแต่เราเริ่มหัดเดิน ! มิใช่แค่อาจารย์ธรรมดา ๆ หากแต่เรียนกับอาจารย์ที่เปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถระดับแคว้น ! ทว่านาง … ” องค์ชายหวังจุนเจี๋ยสูดลมหายใจเข้าอีกครั้งอย่างหนักหน่วง “… นางสามารถฝึกฝนให้ตนเองมีพละกำลัง และความรวดเร็วได้เท่ากับเราผู้ซึ่งใช้เวลาฝึกฝนมาตลอดทั้งชีวิต”

 

“เจ้าอย่าเพิ่งเป็นกังวลให้มากนักเลย จุนเจี๋ย เชื่อใจข้าเถอะ ข้าเองก็กำลังใคร่ครวญเรื่องนี้อยู่ นางพยายามเอาชีวิตข้าเมื่อหลายวันก่อน ทว่ากลับล้มเหลว แท้ที่จริงข้ารู้ว่านางคือหยิงเยว่ เพราะข้าก็ไม่เคยคลาดสายตาจากนางเลย นับแต่นางออกจากวัง ข้าสั่งคนติดตามนางตลอดเวลา ข้าคอยเฝ้าดูนาง ให้อาหาร และที่พักพิงแก่นาง ยามเมื่อนางต้องการ สายลับของข้าจะคอยรายงานทุกอย่างแก่ข้า ข้าคิดว่าข้ารู้เรื่องราวทุกอย่างของนาง หากแต่ก็ไม่รู้ว่านางได้รับพลังจากที่ใด

 

กระทั่งข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะหลอกล่อนางให้เข้ามาในวัง เช่นนั้นข้าจึงเปิดทางให้นางเข้ามาทำร้ายข้า ข้ารู้ว่านางเกลียดข้า และต้องการที่จะสังหารข้า และข้าก็คิดถูก นางอาจจะสังหารข้าได้สำเร็จ หากคืนนั้นหัวหน้าองครักษ์ฉั่วไม่อยู่ที่นั่น ข้าขอให้เขาอยู่กับข้า เหตุเพราะข้ารู้ว่าหยิงเยว่จะมาหาข้า”

 

“ท่านกำลังจะบอกข้าว่า นางสามารถเป็นนักสู้ที่มีชื่อเสียงได้กระนั้นหรือ ?” เสียงของหวังจุนเจี๋ยเบาราวเสียงกระซิบ “เช่นนั้น… ท่านผลักไสนางออกไปในตอนแรกเพื่ออะไร ? ท่านส่งนางออกไปเผชิญความทุกข์ทรมาน สิ่งที่ท่านทำไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย”

 

“ทุกสิ่งที่ข้าทำก็เพื่อปกป้องคนของข้า และคนผู้นั้นก็สำคัญมากเกินกว่าที่ผู้อื่นจะเข้าใจ น้อยคนนักที่จะรู้ว่า นางมีความหมายสำหรับข้ามากเพียงใด การให้นางออกจากวังย่อมเป็นวิธีที่ดีกว่า  นางจะปลอดภัยมากกว่าอยู่ในวัง วังเป็นสถานที่อันตรายมากนะ น้องชาย”

 

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยสูดลมหายใจเข้าลึก พร้อมกับจ้องมองพี่ชายของตน

 

“เจ้าเคยถูกบังคับให้ต้องแสดงท่าทีโหดร้าย เพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุดหรือไม่ ?” หวังเจี้ยนเอ่ยถาม

 

“เคย” หวังจุนเจี๋ยกล่าวตอบ

 

“เช่นนั้น…เจ้าก็คงเข้าใจ พวกเราล้วนมีศัตรู และศัตรูอยู่ได้ในทุกที่ พวกเขาอยู่ทั้งใน และนอกวัง ข้าไม่สามารถไว้วางใจผู้ใดได้ แม้แต่คนในครอบครัวของข้าเอง”

 

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยพ่นลมหายใจแรงด้วยความโกรธ เลือดในกายของเขาเดือดพล่าน เขากำหมัดแน่น  “ท่านอาจไม่เชื่อใจข้า หากแต่ข้าไม่เคยคิดทำร้ายท่าน เสด็จพี่ ท่านเองก็รู้ดีว่า เสด็จพ่อจะจัดการเช่นไร หากมีคนลอบทำร้ายพระโอรสองค์โตของพระองค์ ? เสด็จพ่อคงแขวนคอข้าเป็นแน่ หากข้าทรยศต่อท่าน ! และท่านก็อาจจะฆ่าล้างตระกูลพระมารดาของข้า หากท่านพิโรธ”

 

องค์ชายหวังเจี้ยนเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา “ก็ดีแล้ว ที่เจ้าเองก็รู้ถึงผลที่จะตามมา”

 

ร่างของหวังจุนเจี๋ยสั่น เขายักไหล่ปฏิเสธบทสนทนา “แล้วหยิงเยว่ล่ะ จะทำอย่างไรต่อไป ?

 

“ก็ไม่มีอะไร ปล่อยให้นางอยู่แบบนี้ไป ข้าเองก็ไม่รู้ว่า จู่ ๆ นางมีทักษะเช่นนั้นได้อย่างไร อาจมีบางเรื่องที่สายลับของข้าพลาด และข้าต้องค้นหาให้ได้ว่ามันคืออะไร” องค์ชายหวังเจี้ยนหยิบถ้วยชาของเขาขึ้นมาจิบอีกครั้ง

 

“เหตุใดท่านถึงพานางกลับมาที่วัง ?”

 

“อืม… ข้าต้องการจับตาดูนาง และข้าจะต้องทำให้นางสนิทใจ”

 

“ท่านต้องการตรวจสอบ เพื่อหาความผิดปกติในร่างกายของนางกระนั้นหรือ ?”

 

“เจ้าไม่คิดหรือว่า ทุกสิ่งที่ข้าทำ ข้าย่อมมีจุดหมาย ?”

 

หวังเจี้ยนจำได้ดีถึงครั้งที่เขาต่อกระดูกซี่โครงร้าวให้แก่นาง เขาแน่ใจว่า เขาสัมผัสร่างกายของนางซึ่งไม่ต่างกับคนปกติ แม้ว่าความมืดในห้องจะทำให้มองเห็นไม่ชัดเจนก็ตามที

 

“แต่หากเจ้าจะถามว่า ข้าได้หลับนอนกับนางหรือไม่ ? คำตอบคือไม่”

 

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยมีสีหน้าบึ้งตึง เขาเคยได้ยินเรื่องที่พี่ชายของตนขาดเรื่องทางเพศไม่ได้ จากนั้นเขาก็ยิ้ม “เรื่องขาดเพศรสของท่านก็เป็นเรื่องที่น้องชายคนนี้เป็นห่วงเช่นกัน”

 

หวังเจี้ยนหัวเราะลั่น “เอาล่ะ เจ้าต้องการรู้สิ่งใดอีก น้องชาย ? เวลานี้ข้าเปิดโอกาสให้เจ้า ! อยากถามอะไรก็ถามมา และข้ายินดีที่จะตอบเจ้า !” เขาเอนหลัง พร้อมกับเหยียดยิ้มกว้างอย่างยโส

 

“ไม่ล่ะ ขอบคุณ ข้าคิดว่าข้ารู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้แล้ว” หวังจุนเจี๋ยหันกลับ ก่อนจะเดินออกจากห้องอย่างเงียบ ๆ

 

องค์ชายหวังเจี้ยนครุ่นคิดทบทวนเกี่ยวกับเรื่องของชายาตนเองจนเวลาล่วงดึกลง ๆ เรื่อย ๆ เขานั่งคนเดียวในห้องที่เงียบสงบหมกหมุ่นอยู่กับความสงสัย เขารู้ว่าเรื่องนี้แปลก และเขาก็ยังหวังว่ามันจะไม่ได้เป็นเช่นที่เขาสงสัย

 

ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้น และเดินจากไป เขาเดินไปตามโถงทางเดินที่มืดมิด และว่างเปล่าของพระราชวัง

 

องค์ชายผู้โหดร้าย

องค์ชายผู้โหดร้าย

เจ้าช่างโหดร้ายเหลือเกิน

เจ้าจะต้องได้รับผลจากสิ่งที่เจ้ากระทำในไม่ช้า

 

หวังเจี้ยนหยุดฟังเสียงกระซิบเบา ๆ  จากผนังวัง เขาคำราม จากนั้นก็เดินลดเลี้ยวไปตามทางไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ในใจหดหู่ เพราะเสียงกระซิบกระซาบที่ดังออกมาจากผนังหิน

 

เขาค่อย ๆ ย่างฝีเท้าให้เบาที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวนขึ้นในห้องโถง ขณะเดียวกันก็วางมือลงบนด้ามกระบี่ หวังเจี้ยนเงี่ยหูฟังเสียง เผื่อจะมีผู้อื่นอยู่ในโถงทางเดิน ทว่ากลับไม่พบผู้ใดเลย มีเพียงเสียงลมกระซิบใส่หูเขาเท่านั้น

 

องค์ชายผู้โหดร้าย

องค์ชายผู้โหดร้าย

เจ้าโหดร้ายมาก

ข้าจะทำให้เจ้าต้องทนทุกข์เฉกเช่นเดียวกับที่เจ้ากระทำกับข้า

 

เสียงกระซิบยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย มันดังแผ่ว ๆ ผ่านผนังหนา และเพดานสูงของพระราชวัง มันร่ำร้องเป็นท่วงทำนองราวกับเป็นคำสาปที่ใช้สะกดองค์ชาย ทั้งกดดัน ข่มขู่ คุกคาม และนั่นก็ทำให้องค์ชายกระสับกระส่ายด้วยความเป็นกังวล

 

“แสดงตัวออกมา !” องค์ชายขู่ฟ่ออย่างดุดันด้วยท่าทีที่พร้อมจะชักกระบี่ออกมาต่อสู้

 

องค์ชายผู้โหดร้าย

องค์ชายผู้โหดร้าย

เจ้าโหดร้ายมาก

ข้าจะพาคนที่เจ้ารักมากที่สุดไปจากเจ้า…อย่างที่ข้าเคยสัญญาไว้

 

“แสดงตัวของเจ้าออกมา เจ้าคนขี้ขลาด ! เจ้าไม่มีสิทธิ์อยู่ในวังของข้า !” องค์ชายตะโกน น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกใจของเขา สะท้อนดังก้องโถงทางเดินอันยาวไกล

 

“นางเป็นของข้าแล้ว ข้าจะรับนางไป” น้ำเสียงดังกังวานก้องผ่านผนัง  เสียงนั่นราวกับดังมาจากสถานที่ไกลโพ้น  มันกระตุ้น และหลอกล่อให้องค์ชายหวังเจี้ยนเดินตาม

 

เขาวิ่งไล่ตามเสียงที่ไม่รู้จักนี้ กระทั่งมันนำเขาออกไปสู่พื้นที่เปิดโล่งซึ่งมีสายลมพัด และละลานไปด้วยผู้คนที่เดินกันคลาคล่ำ

 

หยิงเยว่กำลังเดินเล่นพร้อมด้วยนางกำนัล และองครักษ์ที่เดินติดตามนางอย่างใกล้ชิด หน้าผากของนางย่น นางรู้สึกหงุดหงิดที่องค์ชายหวังเจี้ยนไม่เพียงแต่ไม่ยอมส่งนางกำนัลทั้งหมดกลับไปตามที่นางร้องขอ หากแต่เขายังเพิ่มทหารองครักษ์สองคนคอยติดตามนางอีกด้วย

 

นางมีสีหน้าบูดบึ้งทันทีที่เห็นพระสวามี นัยน์ตาของนางแหลมคมราวกับใบมีด ริมฝีปากของนางเม้มกระทั่งบางเป็นเส้นตรง ทันทีที่สายตาของนางจับจ้องไปที่เขา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อนางได้เห็นร่องรอยตื่นตระหนกในแววตาของเขา หวังเจี้ยนยามนี้คล้ายสัตว์ดุร้ายที่กำลังบ้าคลั่ง นัยน์ตาดุดันของเขาจ้องเขม็งมาที่นาง ลมหายใจของเขาหนักหน่วงกระทั่งหน้าอกของเขาก็ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ หวังเจี้ยนยามนี้แลดูเหมือนสัตว์ร้ายมากกว่าองค์ชายผู้มาดมั่นเฉกเช่นที่เขาเคยเป็น

 

หยิงเยว่ชะงัก นางหวาดหวั่นกับพฤติกรรมที่ผิดปกติขององค์ชายหวังเจี้ยน

 

“หวังเจี้ยนเกิดเหตุใดขึ้น ?”

 

องค์ชายหวังเจี้ยนกะพริบตา ก่อนจะกลับคืนสู่ความเป็นจริง

 

“หยิงเยว่ เจ้ามาทำกระไรที่นี่ ?” น้ำเสียงของหวังเจี้ยนที่เปล่งออกมาไม่หนักแน่นเหมือนเช่นเคย มันปนเปไปด้วยความปวดร้าว ความหวาดกลัว และความวิตกกังวล

 

หยิงเยว่เชิดคางขึ้น นางนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับสวามีของนาง มีบางอย่างแปลก ๆ  เกิดขึ้นกับเขา และนางกำลังค้นหาว่าสิ่งนั้นคืออะไร หากแต่นางยังไม่เห็นเงื่อนงำใดเลยว่าเหตุใดจู่ ๆ เขาถึงกลายเป็นสัตว์ป่าดุร้ายเช่นนี้

 

“ข้ากำลังจะกลับไปยังห้องนอน นี่ก็ดึกมากแล้ว” สายตาของนางเลื่อนลงไปที่มือของเขาซึ่งกำลังจับกระบี่แน่น “หวังเจี้ยน ท่านจะทำอันใด ?”

 

องค์ชายหวังเจี้ยนเลื่อนมือของเขาออกจากกระบี่ ย้ายไปเช็ดเหงื่อที่ผุดพรายออกมากระทั่งปกคลุมหน้าผาก และขมับของตน หน้าอกของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อที่ค่อย ๆ เหือดแห้งไปในอากาศที่อับชื้นภายในวัง

 

“ก็ดี…เช่นนั้นข้าจะพาเจ้ากลับไปที่นั่นเอง”

 

เขาจัดเครื่องแต่งกายของตนใหม่ และรวบรวมจิตใจให้มั่นคง เช็ดฝ่ามือเปียกชื้นกับอาภรณ์ของตน

 

หวังเจี้ยนหันไปทางนางกำนัล และทหารองครักษ์

 

“พวกเจ้าไปพักผ่อนได้ !” องค์ชายมีรับสั่ง นางกำนัล และทหารองครักษ์ต่างหันหลังกลับเดินจากไปในทันที ทิ้งให้องค์ชาย และพระชายาของเขาอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง

 

หยิงเยว่สังเกตได้ถึงความสั่นไหวเล็กน้อยในน้ำเสียงของเขา นางรอจนกระทั่งเสียงเสียดสีของชายกระโปรง เสียงฝีเท้า และเสียงเกราะนั้นหายไป ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาเผชิญหน้ากับสวามีของนางอีกครั้ง

 

“เกิดอะไรขึ้นกับท่าน ? ดูเหมือนว่าเมื่อครู่นี้ ท่านเกือบจะคลุ้มคลั่งอาละวาดเสียแล้ว”

 

หวังเจี้ยนหน้าซีด หากหยิงเยว่เข้าใจในเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น สิ่งที่เขากำลังต่อสู้ และสิ่งที่ซ่อนอยู่ในผนังนั่น เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งยามอยู่ต่อหน้านางหรอก เขาเม้มริมฝีปาก ก่อนจะก้าวไปยืนประจันหน้ากับนาง

 

“ไม่มีอะไร ข้าคิดว่า ข้าได้ยินบางอย่างในห้องโถง ข้าจึงพยายามไล่ตามมัน”

 

“โอ้…ข้าเข้าใจแล้ว ท่านคงบ้าไปแล้วใช่หรือไม่ !” หยิงเยว่หยอกเย้า

 

“ก็อาจเป็นเช่นนั้น” หวังเจี้ยนเอ่ยตอบนางอย่างไร้ซึ่งอารมณ์ขัน ร่างของเขายังคงสั่นเล็กน้อย นับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขาไม่ได้พบเงามืดนั่น ตั้งแต่วันที่เขาโยนหยิงเยว่ออกจากวัง

 

หยิงเยว่กัดริมฝีปาก นางมองหวังเจี้ยนอย่างพินิจพิจารณา เขาดูแปลกไปมากในค่ำคืนนี้ แปลกมากจริง ๆ  “ท่านเป็นอะไรหรือไม่ ?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ซ่อนความห่วงใย

 

“ข้าสบายดี”

 

“แต่ข้าคิดว่าไม่”

 

“เจ้ากลับมาเป็นห่วงข้าตั้งแต่เมื่อใดกัน ? ล่าสุด ข้าจำได้ว่าเจ้าตั้งใจจะมาสังหารข้านะ” หวังเจี้ยนจับแขนนางเบา ๆ กระตุ้นให้นางเดินไปกับเขา หยิงเยว่เดินตามโดยไม่ลังเล ท่าทางของพวกเขาราวกับไม่เคยพรากจากกันเลย

 

“ท่านก็รู้ดีว่า ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้สังหารท่านนอกจากข้า” นางเอ่ยพึมพำ

 

หวังเจี้ยนยิ้ม เป็นยิ้มแรกของเขานับตั้งแต่เคร่งเครียดมาตั้งแต่เย็น “น่าตื่นเต้นมาก ข้าอยากเห็นเจ้าพยายามสังหารข้าบนเตียงสักครั้ง แล้วข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่ามันสนุกสนานเพียงใด แทนที่เจ้าจะเอาแต่นอนกรนเช่นเคย”

 

“หวังเจี้ยน…ท่านน่ารังเกียจที่สุด ! ข้ารู้ว่าท่านเฝ้าดูข้า ในยามที่ข้าหลับ !”

 

เขาหัวเราะ… “เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เจ้าเองนะ ที่บอกให้ข้าระวังตัวตลอดเวลาแม้แต่ยามนอน”

 

ทันทีที่ทั้งคู่เข้าไปในห้องบรรทม จู่ ๆ ความอึดอัดก็ประดังเข้ามาสู่พวกเขาอย่างฉับพลัน

 

หยิงเยว่รู้สึกว่าสวามีของนางอยู่ใกล้ชิดนางมาก มากกระทั่งนางรู้สึกถึงผิวหนังอุ่น  ๆ  ของเขาแนบสนิทบนเรือนร่างของนาง นัยน์ตาของนางจับจ้องไปที่แท่นบรรทม อัตราการเต้นของหัวใจนางแรงขึ้นเรื่อย ๆ  กระทั่งหน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลง มิใช่พวกเขาจะไม่เคยหลับนอนด้วยกัน ทว่า …

 

นางก้าวห่างออกไปข้าง ๆ เพื่อให้ได้หายใจโล่งขึ้น

 

หวังเจี้ยนแอบขำในใจกับปฏิกิริยาของชายา เขาได้ยินเสียงหัวใจของนางดังตูมตาม แม้แต่ในที่ที่เขายืนอยู่ เขาเอื้อมมือไปที่นาง มือของเขาพุ่งไปโอบรอบเอวเล็ก ๆ ของนาง รั้งนางกลับมาแนบชิดเขา “หากเจ้าต้องการให้ข้านอนที่อื่น ข้าก็ยังมีห้องว่างอีกมากมายในวัง”

 

“ไม่…ไม่…ตราบใดที่ท่านสามารถเก็บมือของท่านไว้กับตัว ข้าก็ไม่ว่ากระไร”

 

หวังเจี้ยนหัวเราะเบา ๆ พร้อมเสียงคำรามต่ำ ๆ ในลำคอ “ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะปฏิเสธเมื่อพูดเรื่องนี้ ข้าคิดว่าเจ้าเองก็ต้องการข้า คิดถึงข้า ข้าอยู่กับเจ้าแทบตลอดเวลา กระทั่งข้าแน่ใจว่าเจ้ารู้สึกดีกับสิ่งที่ข้ากระทำให้เจ้า ข้าทำให้เจ้าแทบแหลกสลายทุกครั้งยามที่ข้ามีสัมพันธ์กับเจ้า ทว่าข้าไม่เคยทิ้งเจ้าให้ค้างคา ข้ากระทำทุกสิ่งที่ข้าสามารถทำได้ และแน่ใจว่าเจ้าร้องครวญครางกับข้าทุกคืน นั่นคือสาเหตุที่เจ้ารักข้ามาก หยิงเยว่…ข้าเติมเต็มให้เจ้า และทำให้เจ้าคลั่งไคล้ นิ้วของเขาไล้ขึ้นลงอย่างนุ่มนวลบนเรียวแขนของนาง

 

ใบหน้าของหยิงเยว่เปลี่ยนเป็นแดงก่ำ หวั่นไหวไปตามวาจาของเขา ทว่าเมื่อเขาสัมผัส ใบหน้าของนางก็บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ หรืออาจเป็นความอึดอัดใจ ไม่อยากยอมรับว่าถ้อยคำของหวังเจี้ยนนั้นถูกต้อง

 

“คนบ้า !” กำปั้นของนางพุ่งเข้าปะทะกรามของหวังเจี้ยน ทำให้ศีรษะของเขาผงะออกไปอย่างแรง

 

หวังเจี้ยนเดินถอยหลังไปหนึ่งก้าว พร้อมกับหัวเราะ “ใจเย็น ๆ หยิงเยว่ข้าเพียงล้อเจ้าเล่นสนุก ๆ เท่านั้น !”

 

*****

 

หวังเจี้ยนนอนละเมอกระสับกระส่าย เขาส่งเสียงร้องครวญครางเพราะฝันร้าย กระทั่งปลุกให้หยิงเยว่ตื่น ทว่าหยิงเยว่ก็ไม่กวนเขา นางนอนนิ่งอยู่บนแท่นบรรทม นางไม่ต้องการปลุกเขาจากฝันร้าย นางต้องการให้หวังเจี้ยนจมอยู่ในห้วงฝันร้ายจนกว่าเขาจะตื่นขึ้นมา พร้อมกับอาการหอบฮั่ก ๆ

 

ใจดำ…!

 

หวังเจี้ยนยังคงส่งเสียงพึมพำ ครวญคราง และคำรามฮึ่มฮั่มเป็นครั้งคราวไม่หยุด ขณะที่หยิงเยว่ก็ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป นางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ของตน จากนั้นก็กลับไปนอน

 

หวังเจี้ยนลุกขึ้นนั่งพร้อมด้วยอาการหอบ หน้าผากของเขาปกคลุมไปด้วยเม็ดเหงื่อ เขากวาดตามองทั่วทั้งห้อง โดยเจาะจงเพ่งพินิจไปยังเงามืดมิดซึ่งดูเหมือนจะเป็นรูปร่างของบุรุษผู้กำลังยืนนิ่งมองดูเขาในยามที่เขากำลังหลับฝัน

 

เขาปล่อยเสียงคำรามลึกจากในลำคอ “ออกไปจากที่นี่”

 

ครู่เดียว เงานั่นก็ดูเหมือนจะแสยะยิ้ม จากนั้นก็เอ่ยขึ้นอย่างเงียบ ๆ

 

องค์ชายผู้โหดร้าย

องค์ชายผู้โหดร้าย

เจ้าโหดร้ายมาก

ข้าจะพาคนที่เจ้ารักมากที่สุดไปจากเจ้า…อย่างที่ข้าเคยสัญญาไว้

 

นัยน์ตาของมันเลื่อนไปที่หยิงเยว่ผู้ซึ่งกำลังหลับ พร้อมกับกรนเบา ๆ อยู่ในเวลานั้น

 

หวังเจี้ยนเหวี่ยงแขนข้างหนึ่งขึ้นโอบกอดนาง เพื่อปกป้องนางไว้ เขาระวังไม่ทำให้นางตื่น “เจ้าไม่มีวันได้นางไป !” เขาคำราม

 

เงาหัวเราะขัน พร้อมกับชำเลืองมองเขา “ช่างเป็นรักที่ล้ำลึกจริง ๆ” จากนั้นเงาก็สลายร่างกระจาย ก่อนจะรวมตัวขึ้นอีกครั้งที่แท่นบรรทมของพวกเขาเหนือร่างหยิงเยว่

 

หวังเจี้ยนกอดชายาของตนกระชับแน่น เขารีบดึงตัวนางออกจากแท่นบรรทม จากนั้นก็ถอยกลับไปกระทั่งติดผนังห้อง โดยที่แขนยังโอบรอบร่างของนางแน่น พร้อมที่จะโจมตีผู้บุกรุกที่มืดมิด “ออกไปซะ…ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า !”

 

ความสับสนวุ่นวายนี้ ปลุกหยิงเยว่ให้ตื่นขึ้นมาโดยหารู้ไม่ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น ครั้นนางรู้สึกตัวว่าแขนของสวามีโอบรอบหน้าอกของนางแน่นมาก กระทั่งแทบหายใจไม่ออก นางจึงพยายามหดตัวหนี

 

“ปล่อยข้า !”

 

นางสังเกตเห็นว่าหวังเจี้ยนได้ลากนางมากระทั่งติดผนังห้องพร้อมกับเขา นางรู้ว่าเขาฝันร้าย หากแต่ไม่เคยเลวร้ายถึงขั้นที่คว้านางออกมาเช่นนี้

 

นางจับแขนของหวังเจี้ยน “ไม่เป็นไร…หวังเจี้ยน ไม่มีผู้ใดอยู่ที่นี่” หยิงเยว่เอ่ยปลอบประโลมสวามี นางมิรู้ว่าฝันร้ายครั้งนี้ของเขาทำให้เขาทรมานยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา

 

แขนของหวังเจี้ยนเสมือนคีมเหล็ก เขาไม่ยอมปล่อยมือที่ยังคงกอดนางแน่นราวกับจะมีคนลักนางไปจากเขา

 

หยิงเยว่พยายามดันแขนของเขาออกอีกครั้ง ทว่าก็ไม่อาจทำได้

 

นางตัวงอ นางมองเห็นนัยน์ตาราวสัตว์ป่าของเขาโชนประกาย สำรวจความมืดอย่างไม่หยุดหย่อน พยายามมองหาใครสักคนในห้อง

 

“ไม่เป็นไร…มิมีผู้ใดอยู่ที่นี่ มีเพียงเราสองคนเท่านั้น” นางเผยอปากแตะลงบนแก้มของเขา พยายามทำให้เขาเย็นลง

 

หวังเจี้ยนกะพริบตา ในที่สุดเขาก็เริ่มสงบลงทีละน้อย

 

“หยิงเยว่” เขากล่าวด้วยอาการราวสำลัก จากสัมผัสของนาง เขาคลายวงแขนที่ยึดนางแน่น หากแต่ยังคงกอดนางเบา ๆ ปล่อยให้ศีรษะของเขาซบลงบนไหล่ของนาง ด้วยอาการคล้ายจะสะอื้น “ข้าเสียใจ ข้าไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี”

 

“ยามนี้…มิใช่เวลามาคิดเรื่องนั้น” หยิงเยว่เอ่ยเบา ๆ มือของนางโอบศีรษะของเขา นั่นทำให้สติอารมณ์ของเขามั่นคงขึ้น “มันก็แค่ฝันร้าย กลับไปนอนกันเถอะ”

 

เขาพยักหน้าให้นางอย่างเงียบ ๆ แม้เขาจะรู้ว่า เขาคงจะหลับไม่ลงอีกเลยตลอดราตรีนี้

 

เช้าวันรุ่งขึ้น หวังเจี้ยนเคี้ยวอาหารเช้าอย่างช้า ๆ เขาแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เขามองชายาผู้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ยิ่งเห็นก็ยิ่งรำคาญใจ หวังเจี้ยนรู้ว่านางกำลังจะกล่าวสิ่งใด และเขาก็รู้ว่าเขาจะตอบนางเช่นไรด้วย

 

“เลิกให้นางกำนัล และทหารองครักษ์พวกนั้นติดตามข้าเสียที หวังเจี้ยน !” นางกอดอกพร้อมกับจ้องมองเขา

 

หวังเจี้ยนยังคงก้มหน้าก้มตาอยู่กับขนมอบ ต่อมรับรสของเขายังไม่ตื่น นั่นทำให้ขนมอบมีรสชาติไม่ต่างจากการเคี้ยวกระดาษ เขามองสายตาวาววับของชายาก่อนจะตอบว่า “ไม่”

 

“ยกเลิกคำสั่งเสีย !” นางหน้าบึ้ง

 

“ไม่…ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเดินไปทั่ววังเพียงลำพัง”

 

“เหตุใดกัน…นี่ท่านกลัวว่าข้าจะหนีกระนั้นหรือ ?”

 

“มิใช่…หากแต่พระราชวังเป็นสถานที่อันตราย  หยิงเยว่…ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเดินไปไหนมาไหนคนเดียว”

 

“ข้าแข็งแกร่งกว่าบรรดาผู้คุมที่ท่านให้ติดตามข้าเสียอีก ยังจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับข้าได้เล่า !”

 

“ไม่…อาจมีบางอย่างเกิดขึ้น และหากมีสิ่งใดเกิดขึ้น ข้าต้องการให้มีใครซักคนรีบกลับมารายงานข้า”

 

“ฟังนะ !” หยิงเยว่ทุบหมัดลงบนโต๊ะกระทั่งจาน และถ้วยสั่น

 

หวังเจี้ยนถอนหายใจนิ่ง ๆ เขายังคงเคี้ยวขนมอบของเขาต่อไป เขาหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ “คำตอบคือไม่ และต่อให้เจ้าโกรธให้ตาย ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนความคิดของข้าได้”

 

หยิงเยว่ผุดลุกขึ้นอย่างไม่พอใจ นางเดินไปที่ทหารองครักษ์คนแรกผู้ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทหารผู้นั้นมองดูพระชายาเดินเข้ามาหาเขา หยิงเยว่จับหัวของทหารองครักษ์กระแทกกับผนังจนสลบ จากนั้นนางก็พุ่งไปหาอีกคนที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะตอบโต้ เมื่อหัวของเขากระแทกอย่างแรงบนกำแพงหิน เขาก็สลบเหมือดตามคนแรกไป

 

หวังเจี้ยนอ้าปากค้าง “เจ้าบ้าไปแล้วกระนั้นหรือ ? หากพลั้งมือจนพวกเขาตายล่ะ ?” เขาเหลือบมองไปที่ร่างของทหารทั้งสองที่นอนกองอยู่บนพื้น

 

“แล้วไง ? ข้าจะทุบทหารทุกคนที่ท่านมอบหมายให้มาติดตามข้า จนกว่าท่านจะไม่เหลือผู้ใดให้ส่งมาอีก !”

 

หวังเจี้ยนมีสีหน้าบูดบึ้ง “ต้องการเช่นนั้นหรือ ?”

 

“ก็ลองดูสิ !”

 

อารมณ์ขันปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวังเจี้ยน เขาหรี่ตาลงแล้วยิ้ม พร้อมทั้งสั่งทหารองครักษ์คนสนิทของเขา … “เชิญหัวหน้าองครักษ์ฉั่วมาที่นี่”

 

หลังจากมีรับสั่งเรียกตัว เพียงครู่หัวหน้าองครักษ์ฉั่วฉานซินก็มาถึง 

 

“ข้าน้อย คารวะ องค์ชายหวังเจี้ยน ?” เขาก้มหัวลงต่อพระพักตร์องค์ชาย

 

“อืม…” หวังเจี้ยนนั่งจิบชา เขาเอนกายลงบนโต๊ะ ทอดพระเนตรชายาของตน  ริมฝีปากของเขาโค้งขึ้นราวกับจะเยาะเย้ยนาง “ข้าว่า จะขอร้องให้หัวหน้าองครักษ์ฉั่ว ช่วยดูแลชายาแทนข้าในวันนี้ได้หรือไม่ ?”

 

“ข้าน้อยน้อมรับพระบัญชา”

 

หวังเจี้ยนหันไปหาหยิงเยว่ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หมายจะดูว่า นางจะทำเช่นไรต่อไป เขากล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ไงล่ะ ตอนนี้เจ้าไม่ทุบเขาแล้วกระนั้นหรือ ?”

 

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วได้แต่งงงวยกับบทสนทนานั้น “หมายความเยี่ยงไร ?”

 

หยิงเยว่เพียงยิ้มเยาะสวามีของนาง “ฉานซิน ! เป็นข้อยกเว้น”

 

“ข้าก็คิดเช่นนั้น” หวังเจี้ยนไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มผิดหวังบนใบหน้าของตนได้ เขาจิบน้ำชาครั้งสุดท้าย และรู้สึกว่ารสชาติของมันขมเกินจะรับได้ขึ้นมาทันที  “ดีมาก…แต่อย่าตกหลุมรักกัน ในขณะที่ข้าไม่อยู่ล่ะ เพราะนั่นจะกลายเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับเราทุกคนเลยทีเดียว”

 

หวังเจี้ยนลุกขึ้น จากนั้นก็ก้าวออกจากโต๊ะอาหารเช้าไป ทิ้งหัวหน้าองครักษ์ฉั่วไว้กับหยิงเยว่ที่ยังคงนั่งอยู่ในโต๊ะอาหาร

 

 “จงจับตาดูนางอย่างเข้มงวด และจงอยู่ให้ห่างจากมุมมืดเข้าไว้ ข้าคงไม่ต้องเน้นย้ำสิ่งใดมากไปกว่านี้นะ…”

 

*****

 

ค่ำวันนั้นฉั่วฉานซินได้รับเชิญให้เข้าร่วมรับประทานอาหารค่ำภายในพระราชวังด้วย หวังเจี้ยนยังคงกดขมับตนเองไม่หยุด ขณะเสวยพระกระยาหารด้วยท่าทางเงียบอย่างผิดปกติ ส่วนหยิงเยว่ลอบอมยิ้ม ขณะถามเขาว่า … “มีปัญหาใดในวังกระนั้นหรือ ?”

 

หวังเจี้ยนหรี่ตามองนาง “ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่า ในขณะที่เจ้าสองคนกำลังเดินเล่นราวกับคนรักอยู่ในวังของข้า ข้ากลับต้องติดอยู่กับภาระหน้าที่ของตน และอื่น ๆ อีกมากมาย”

 

จู่ ๆ ความเงียบก็ก่อตัวขึ้น วังที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบกระซาบของนางกำนัลพลันหายไป ราวกับปีศาจดึงลิ้นของพวกนางไว้ กระทั่งทำให้ปากแข็งค้าง โคมไฟส่องสว่างในห้องอาหารพลันกะพริบวูบวาบเมื่อถูกลมพัด นับเป็นความเงียบที่น่ากลัว น่ากลัวเสียจนกระทั่งบรรดานางกำนัลส่วนใหญ่หลบไปอยู่ใต้โต๊ะ หรือไม่ก็ด้านหลังบานประตูเพื่อความปลอดภัย

 

องค์ชายหวังเจี้ยนรู้ดีว่ากำลังจะมีบางอย่างเกิดขึ้น

 

องค์ชายหวังจุนเจี๋ย, องค์ชายหวังเจี้ยน และฉั่วฉานซินต่างก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับชักกระบี่ของตนขึ้นมา ในขณะที่หยิงเยว่ยังคงนั่งอยู่บนที่นั่งของนาง นางปล่อยตะเกียบไม้ของตนออกจากนิ้วเรียวยาว ก่อนจะเอ่ยถามว่า “เกิดอะไรขึ้น ?”

 

“พาหยิงเยว่ออกให้ห่างจากผนังห้อง และให้ห่างจากเงามืด !” องค์ชายหวังเจี้ยนออกคำสั่งกับหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว

 

ไม่มีอาการลังเลแม้เพียงชั่วอึดใจ ฉั่วฉานซินรีบกระโจนไปข้างหน้าหยิงเยว่ จากนั้นก็ดึงนางออกจากเก้าอี้ ลากตัวนางไปยืนกลางห้องพร้อมกับเขา

 

นิ้วของหยิงเยว่เอื้อมไปที่กริช ขณะเดียวกันนางก็ยอมให้หัวหน้าองค์รักษ์ฉั่วฉานซินโอบนางไว้ราวเกราะกำบัง

 

กลิ่นเหม็นไหม้ลอยตลบอบอวลทั่วทั้งห้อง เหม็นจนขึ้นจมูก มือของฉั่วฉานซินจับตัวนางแน่น แน่นเสียจน ข้อนิ้วมือเปลี่ยนเป็นสีขาว หยิงเยว่มองไปที่ประตูทางเข้า ซึ่งมีองค์ชายหวังจุนเจี๋ยประจำการอยู่ที่นั่นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเห็นว่าข้อนิ้วที่จับกระบี่ขององค์ชายหวังจุนเจี๋ยก็ขาวเฉกเช่นเดียวกับฉั่วฉานซิน

 

จากนั้นเสียงเพลงก็ดังขึ้น คราวนี้เสียงฮัมเพลงนั่นไม่ได้ดังอยู่เพียงในหูขององค์ชายหวังเจี้ยนอีกต่อไป คนร้องเพลงกำลังเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับเสียงสวบสาบ แม้ฝีเท้าของเขาจะเบากริบ ทว่าก็มีเสียงเล็ดลอดออกมาเหมือนจะประกาศตัวว่าเขามาแล้ว

 

เขาเป็นคนที่ทั้งน่ากลัว และน่าเกรงขามมาก ถึงขนาดที่ทำให้บุรุษซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในวังทั้งสามคนยืนด้วยท่าทางตั้งรับอย่างแข็งขัน

 

และแล้ว…เขาก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับเสียงเพลงที่หยุดลง

 

ใบหน้าเพลิดเพลินของเขานิ่งสงบ เขาก้าวอย่างสง่างามเดินตรงเข้าไปหาโต๊ะอาหารค่ำ ก่อนจะหยุดห่างจากองค์ชายหวังเจี้ยนเพียงไม่กี่ก้าว โดยไม่สนใจองค์ชายหวังจุนเจี๋ยที่อยู่ตรงประตูทางเข้า

 

บุรุษผู้มีท่าทางราวกับปีศาจร้ายสวมอาภรณ์ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างหรูหราไม่ต่างจากอาภรณ์ของเชื้อพระวงศ์

 

“องค์ชายหวังเจี้ยน” บุรุษผู้นั้นโค้งกายลงทักทาย

 

“เจ้าต้องการสิ่งใดปั้นเย่ ?” หวังเจี้ยนแสดงกิริยาหยาบคาย สีหน้าบึ้งตึง ขณะตะคอกออกไป

 

ปั้นเย่ยิ้มก่อนจะยกมือขึ้นกอดอก “ข้าคิดว่า…เจ้าเก็บสิ่งที่เป็นของข้าเอาไว้” เขายิ้ม หากแต่มีบางอย่างแฝงในตัวเขา มันดูดุร้าย และรุนแรง

 

ทันใดนั้นเอง เขาก็หันขวับกลับมามองหน้าองค์ชายหวังจุนเจี๋ย

 

“อ๋อ…จริงสิ แม้แต่องค์ชายน้อยก็สมรู้ร่วมคิดด้วย ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ”

 

“ไปลงนรกซะ นั่นคือที่ของเจ้า !” องค์ชายหวังจุนเจี๋ยตะคอกใส่ปั้นเย่ เสียงของเขาแหบแห้ง ลมหายใจของเขากระชั้นถี่อย่างประหม่า

 

“การรับมือพวกเจ้าสองคนพี่น้องนี่สนุกดีจริง ๆ ” ปั้นเย่กล่าว เมื่อหันกลับไปเผชิญหน้าหวังเจี้ยนอีกครั้ง “ข้าหวังว่า ข้าคงมิได้มาขัดจังหวะอะไรพวกเจ้าหรอกนะ” ปั้นเย่กล่าวต่อพร้อมกับมองไปที่อาหารบนโต๊ะ

 

“พวกเรากำลังกินอาหารกันอยู่” องค์ชายหวังเจี้ยนคำรามด้วยน้ำเสียงคมชัดกว่าปกติ

 

“น่าผิดหวังจัง ข้าคิดว่า ข้าจะได้รับเชิญให้มาร่วมวงด้วยนะนี่” ปั้นเย่ทำเสียงจิ๊จ๊ะ

 

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” หวังเจี้ยนเอ่ยถาม “เป็นเจ้าใช่หรือไม่ ที่คอยเดินด้อม ๆ มอง ๆ บนผนังในวังของข้า”

 

“ข้าต้องการตรวจสอบของรางวัลของข้า ข้าต้องการสำรวจดูว่านางกำลังทำสิ่งใดอยู่” ปั้นเย่ทำเสียงฮึมฮัม “ข้าคงต้องบอกว่า เจ้าทำได้ดีมาก ที่สามารถซ่อนตัวนางจากข้าได้ เจ้าทำให้ข้าหลงกล กลลวงของเจ้าทำให้ข้าประทับใจมาก”

 

เขาดีดนิ้วมือ จากนั้นก็มีคนเดินเข้ามาในห้องโถงเพิ่มขึ้นอีก มีเสียงคร่ำครวญเบา ๆ คล้ายสตรีกำลังร้องไห้ ชายสองคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับหิ้วปีกพระสนมผู้นั้นเข้ามาด้วย

 

ขาของนางอ่อนยวบก่อนจะทรุดลงบนพื้น เส้นผมของนางหลุดรุ่ยร่ายน่าเวทนา รอยเปรอะเปื้อนปกคลุมใบหน้าที่เคยงดงามของนาง กระทั่งนางดูไม่เหมือนพระสนมแสนสวยที่เคยอยู่ข้างกายหวังเจี้ยน ยามนี้ดูเหมือนนางจะถูกจับเป็นเชลย

 

ปั้นเย่ก้าวยาว ๆ ไปที่พระสนม ฝีเท้าของเขาราบเรียบ หากแต่ดูอันตราย เขาคว้าตัวนางไว้ ก่อนจะลากนางไปหาหวังเจี้ยน

 

ปั้นเย่เหวี่ยงนางไปซบแทบเท้าของหวังเจี้ยน นางทรุดตัว และคว้าขาขององค์ชายอย่างรวดเร็ว พลางส่งเสียงร้องอ้อนวอนขอให้เขาช่วยปกป้อง

 

ช่างเป็นภาพที่น่าขัน

 

ปั้นเย่เดินเข้าไปหาหวังเจี้ยน ทุกย่างก้าวของเขาดูราวกับมฤตยูผู้สง่างาม เขาลดเสียงลงกระซิบเบา ๆ ว่า “ช่างเป็นเรื่องน่าเสียดายจริง ๆ ที่ข้าต้องทรมานเด็กสาวแสนสวยเยี่ยงนาง และที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ นางคิดว่าเจ้ารักนางจริง ๆ “

 

ปั้นเย่หัวเราะเยาะ จากนั้นเขาก็กลับไปยืนประจันหน้ากับองค์ชายหวังจุนเจี๋ยด้วยความรวดเร็วเกินกว่าสายตามนุษย์จะมองได้ทัน เขาตะคอกใส่หน้าขององค์ชายหวังจุนเจี๋ยว่า  “หากข้าเป็นเจ้า ข้าคงไม่คิดจะยกกระบี่นั่นขึ้นมาเป็นแน่”

 

“ปล่อยน้องชายของข้า ปัญหานี้เป็นเรื่องระหว่างข้ากับเจ้า ปั้นเย่”

 

พระสนมยื่นแขนของนางออกกอดรัดขาของหวังเจี้ยน “ได้โปรดอย่าให้เขาทำอะไรข้าอีกเลย องค์ชายหวังเจี้ยน !”

 

หวังเจี้ยนไม่กล้าเคลื่อนไหวใด ๆ 

 

ปั้นเย่หันกลับไปทางองค์ชายหวังเจี้ยนอีกครั้ง ใบหน้าของเขาดูเหมือนกำลังขบขัน รอยยิ้มของเขาราวกับอสรพิษ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกาย ขณะจ้องมองไปที่พระสนม จากนั้นในที่สุดเขาก็สังเกตเห็นหยิงเยว่ซึ่งถูกหัวหน้าองค์รักษ์ฉั่วฉานซินกอดไว้แนบอกแน่น

 

“ว้าว ว้าว ที่นี่ยังมีเรื่องน่ายินดีอยู่บ้าง” เขาทำเสียงฮึมฮัม  “หญิงผู้นั้นเป็นใคร ?”

 

“นางเป็นภรรยาของข้า” ฉั่วฉานซินคำราม

 

ปั้นเย่ทำท่าสูดอากาศราวกับเขาสามารถดมกลิ่นอะไรบางอย่างในห้องนั้นได้ จากนั้นเขาก็คำรามว่า เจ้าเคยสงสัยหรือไม่ว่าภรรยาของเจ้าเคยหลับนอนกับองค์ชายบ้างหรือไม่ ?”  เขาทำท่าตรึกตรอง “เพราะตัวนางมีกลิ่นกายของเขา”

 

เสียงหัวเราะยั่วยุของปั้นเย่ดังขึ้น เพียงพริบตาเดียวเขาก็พุ่งเข้าไปประจันหน้ากับหวังเจี้ยน ขณะที่หวังเจี้ยนเองก็ต้องก้าวถอยหลังหนีเขา “ข้าประทับใจเจ้าจริง ๆ เจ้ามันจอมเจ้าเล่ห์ หลอกให้ข้าหลงกลเป็นเวลานานหลายปี ให้ข้าเดินวนเวียนในวัง รอให้เจ้าตกหลุมรักใครสักคน และเมื่อข้าได้ข่าวว่าเจ้าอภิษกสมรสแล้ว ข้าก็คิดว่า ข้าควรจะได้รางวัลเสียที เช่นนั้นข้าจึงเข้ามา เพื่อดูว่าความรักของเจ้าเป็นเช่นไร หากแต่ข้าก็ต้องผิดหวัง ข้าผิดหวังมากที่เห็นว่าเจ้าโหดร้ายกับชายาของเจ้าเพียงไร”

 

ปั้นเย่เดาะลิ้น ก่อนจะเลียฟันเขี้ยวของตน “เจ้ารับพระสนมผู้นี้เข้ามา และพยายามหลอกล่อข้าให้ไขว้เขว เรื่องทั้งหมดนี้เป็นกลอุบายของเจ้า” น้ำเสียงน่าสยดสยองของเขาดังก้อง “… และข้าก็ตกหลุมพราง”

 

ปั้นเย่เหลียวกลับไปมองพระสนมที่ตัวสั่นเทา นางกำลังกอดขาองค์ชายหวังเจี้ยนอยู่ จากนั้นเขาก็เลื่อนสายตาไปมองหยิงเยว่ สายตาของเขาจับจ้องยึดติดอยู่กับนาง ราวกับว่านางเป็นของรางวัลที่เขาไม่อาจอดทนรอได้ “น่าสนใจ…น่าสนใจมากจริงๆ”

 

ฉั่วฉานซินเริ่มขยับถอยห่าง เขาพยายามดึงตัวหยิงเยว่ออกจากห้อง

 

“มิจำเป็นต้องรีบร้อน” ปั้นเย่กล่าว “ข้ามาที่นี่เพื่อคืนตัวปลอม แต่มั่นใจได้เลยว่า ข้าจะมารับตัวจริงในคราหน้า”

 

นั่นเป็นคำเตือนของเขา

 

ปั้นเย่หันหลังกลับ เขาเดินจากไปพร้อมกับเสียงฝีเท้าอันเงียบสงบ โดยไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้บนพื้นหินอ่อน เขาเดินกลับไปยังโถงทางเดินที่ซึ่งปกคลุมไปด้วยความมืด เห็นเพียงเสื้อคลุมสีดำไหว ๆ ตามด้วยผู้ติดตามของเขา หายวับเข้าไปในโถงทางเดิน

 

***จบ PART สัญญากับปีศาจ***

Novel
Novel
Novel