ตอนที่ 19 ฉู่เกอคืนกลับ

หากทายาทตระกูลเฟิ่งคืออัจฉริยะผู้มีวรยุทธสูงส่งถึงเพียงนี้สถานภาพในเมืองเทียนฉี ตลอดถึงฐานะอันมั่นคงบนแผ่นดินย่อมจะต้องตามมาอย่างมิต้องสงสัย

 

เฟิ่งฉู่เกอตระหนักซึ้งถึงความหน้าหนาไร้ยางอายของเฟิ่งเฉาหยางผู้นี้มานาน เพียงไม่คาดคิดว่าจะหนังหนาไร้ยางอายได้ถึงเพียงนี้

 

ยามเมื่อนางคือผู้ไร้ค่า เขามุ่งหมายคิดสังหาร

 

หากแต่ยามนี้ ที่นางมิได้อยู่ในสภาพผู้พิการไร้ค่าอีกต่อไป เขากลับพยายามเกลี้ยกล่อมหาทางพิชิตใจนาง

 

เพียงคำเดียวที่สามารถให้คำจำกัดความแก่คนเยี่ยงนี้ได้ก็คือ

 

‘ยอดชายนายหน้าทนเหนือปฐพี’

 

เฟิ่งฉู่เกอทิ้งหางตามองอีกฝ่ายด้วยอาการเหยียดหยัน

 

“นายใหญ่ตระกูลเฟิ่งเห็นจะเป็นผู้มากอารมณ์ขัน ข้ามีบิดาเยี่ยงท่านตั้งแต่เมื่อไร ?”

 

นับแต่ถูกเฟิ่งเฉาหยางขับออกจากเรือน ถูกลบชื่อออกจากตระกูลเฟิ่ง เฟิ่งฉู่เกอก็ตัดขาดสายสัมพันธ์กับตระกูลนี้อย่างสิ้นเชิงไปแล้ว

 

เหตุผลเดียวที่นางกลับคืนสู่เรือนตระกูลเฟิ่ง ล้วนเพียงเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ร่างนี้ ทวงคืนสมบัติตลอดถึงข้าวของทุกสิ่งอันสมควรเป็นของเฟิ่งฉู่เกอ

 

คนเยี่ยงนางไม่เคยยอมให้ผู้ใดเอาเปรียบ !

 

ในครานั้น เฟิ่งเฉาหยางไม่เพียงมิได้ออกหน้าปกป้อง เขายังขับไล่ไสส่งเฟิ่งฉู่เกอออกจากเรือนอย่างเหี้ยมโหดไร้ไมตรี

 

หากทว่ายามนี้ เมื่อเฟิ่งเฉาหยางล่วงรู้ว่าเฟิ่งฉู่เกอคืออัจฉริยะผู้มีอนาคตไกล ไหนเลยเขาจะปล่อยโอกาสงามให้หลุดลอย

 

หากเขาล่วงรู้สิ่งนี้แต่แรก ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด เขาย่อมไม่มีทางขับไล่ไสส่งนางเช่นนั้น

 

“ฉู่เกอ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนผิดที่บิดา บิดาจะโขกศีรษะขอขมาต่อเจ้า—”

 

หญิงสาวทิ้งกายเอนพิงไปด้านหลัง

 

“โขกศีรษะขอขมาเพื่อประโยชน์ใด ?”

 

นางคว้ากระดาษชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ

 

“เบิ่งตาดูนี่ รายการทั้งหมดนี้คือสมบัติของมารดาข้า ยามนี้ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะต้องมอบสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดคืนให้แก่ข้าแล้ว อีกสองวันให้หลัง หวังว่าข้าจะได้เห็นสมบัติทั้งหมดที่อยู่ในรายการ หากชิ้นใดแตกหักเสียหาย จงชดใช้คืนด้วยเงินหรือทอง ทว่าหากอีกสองวัน ข้ามิได้เห็นสิ่งของในรายการทั้งหมดนี้ ข้าย่อมมีอีกหนทางเป็นทางเลือกให้แก่เจ้า…”

 

กล่าวจบ นางก็โยนกระดาษแผ่นนั้นลงตรงหน้า

 

“เฟิ่งเฉาหยาง เจ้าควรรู้ไว้ด้วยว่าข้าเป็นคนพูดจริงทำจริง”

 

นางทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ก่อนจะหันหลังจากไป…

 

ขณะที่กำลังจะก้าวจากไปนั้น คล้ายนางนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ สองคิ้วเรียวงามขยับยก พร้อมเสียงหัวเราะดังกระทั่งตัวโยก

 

“อ้อ ! จริงสิ ค่ำคืนนี้กระทั่งรุ่งเช้าวันพรุ่ง ที่เรือนตระกูลอวิ๋นคงครึกครื้นมิน้อย คาดว่าตระกูลเฟิ่งควรได้ร่วมสุขสันต์ ท่านผู้ซึ่งเป็นนายใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่งคงตระเตรียมทุกสิ่งไว้พร้อมแล้วกระมัง…”

 

ริมฝีปากแดงระเรื่อยกโค้งขึ้นด้วยความสะใจ นางมิได้กล่าวถ้อยคำใดต่อ ฝ่าเท้าเรียวบางยังคงขยับยกอย่างนุ่มนวล เพื่อมุ่งหน้ากลับเรือนน้อยสายนที…

 

เฟิ่งเฉาหยางผู้ยังคงนิ่งค้างอยู่กับที่ ค่อย ๆ หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา เพียงเห็นรายการสมบัติที่ถูกลงบันทึกไว้ เขากลับต้องสูดหายใจเฮือก

 

ในอดีต องค์หญิงเจี้ยนเต๋อคือขนิษฐาที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานเหนือผู้ใด ครั้งที่นางแต่งเข้าตระกูลเฟิ่ง พระองค์ทรงพระราชทานทรัพย์สมบัติมหาศาล เพื่อเป็นสินเดิมเจ้าสาวติดตัวนาง

 

หากทว่า องค์หญิงเจี้ยนเต๋อสิ้นพระชนม์ไปกว่าเก้าปีแล้ว

 

ตลอดช่วงเก้าปีที่ผ่านมา อัญมณีตลอดถึงเครื่องประดับทั้งหลายของนางจึงถูกปันให้แก่ฮูหยินรอง ทั้งเงินทอง เขาก็นำออกมาใช้จับจ่ายกระทั่งแทบไม่เหลือ

 

เพียงคิดว่าหากไม่สามารถรวบรวมเงินทอง ตลอดถึงสมบัติทั้งหมดให้ได้ภายในสองวัน เฟิ่งฉู่เกอจะจัดการเขาอย่างแน่นอน หยาดเหงื่อเย็นพลันไหลพรากท่วมใบหน้าของเฟิ่งเฉาหยางในทันที

 

เขาเชื่อว่านางจะทำตามที่กล่าวไว้จริง ๆ

 

นางทำลายโฉมของเฟิ่งชิงหว่าน ลงมือกับฮูหยินรอง ทั้งยังจับเฟิ่งเฉียนเสวี่ยยัดใส่เกี้ยวเจ้าสาว ยังจะมีสิ่งใดที่นางไม่สามารถกระทำได้อีกกระนั้นหรือ ?

 

หากสมบัติที่อยู่ในรายการถูกตีค่าด้วยเงินทองย่อมมีมูลค่าหลายล้านตำลึง

 

เขามีตำลึงมากมายถึงเพียงนั้นเสียเมื่อไร…

 

นายใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่งยืนทื่อแข็งค้าง สองมือที่ถือกระดาษสั่นระริกไม่หยุดยั้ง

 

***จบตอน ฉู่เกอคืนกลับ***

Novel
Novel